MG-Blog 4

สร้างแบรนด์ดัง ปังๆด้วยคอนเทนต์ TikTok

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แอปพลิเคชันที่มาแรงในปีนี้ คือ TikTok ซึ่งเป็นแอปฯที่นำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบของ VDO แบบสั้น ที่มีประเภทคอนเทนต์ที่หลากหลาย ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้จักเจ้านี่ดีกันอยู่แล้ว แล้วรู้กันมั้ยคะ ว่าการทำคอนเทนต์บนช่องทางนี้ จะต้องมีเคล็ดลับหรือ How to สู่การเป็นดาว TikTok อย่างไร.. 

วันนี้จะมาแชร์ทริคเล็กๆในการปั้นคอนเทนต์ให้เด่นดังจนปังสู่การดาวกันค่ะ

ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนเจ้าแอปฯนี้ จะเน้นคลิปวิดีโอสั้น 1 และ 3 นาที และที่สำคัญคอนเทนต์ TikTok จะทำให้ครีเอเตอร์นั้นๆโด่งดังขึ้นมาได้ไม่ยากเลยค่ะ (หรือที่ในทุกวันนี้เรียกกันว่า TikToker)

ทริคปั้น คอนเทนต์ TikTok ที่ใครเห็นจะไม่กดออกจากแอปฯแน่นอน มีดังนี้..

  1. สร้างคอนเทนต์ที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย Snackable Content

เนื่องจากมีเวลากำหนด ดังนั้นควรนำใจความหรือประเด็นหลักอยู่ในช่วง ไม่ยืดเยื้อ และจบให้ไว สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง คือการทำเนื้อหายาวเกินไปแล้วต้องให้คนไปติดตามในคลิปต่อไป ถ้าทำแบบนี้เนี่ย ต้องมั่นใจว่า คอนเทนต์ TikTok ของเราดีจริงๆนะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เล่น TikTok จะชอบดูคลิปนี้แล้ว ปัดไปดูคลิปต่อไปทันทีมากกว่า จำไว้ว่า ทำให้จบในคลิปเดียว จะดีที่สุดค่า

  • เทคนิคการทำคอนเทนต์Tiktok ที่นำไปปรับใช้ได้ อัพเดต 2025
  • เริ่มด้วย hook ที่น่าสนใจภายใน 3 วินาทีแรก
  • ใช้การตัดต่อที่กระชับ เปลี่ยนฉากทุก 5-7 วินาที
  • เล่าเรื่องแบบตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม
  • ใช้ข้อความบนหน้าจอเพื่อเน้นประเด็นสำคัญ
  • จบด้วย call-to-action ที่ชัดเจน
  1. ทำคลิปแนวตั้ง

อันนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ มากกว่า ‘ควรทำ’ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ทำคอนเทนต์ TikTok เป็นคลิปแนวนอนนั้น จะเป็นการเอาคลิปที่เคยลง YouTube มาใส่ในแอปฯนี้อีกทีมากกว่า ซึ่งจะทำให้คลิปนั้นมีสัดส่วนที่เล็กเกินไปนั่นเอง

  1. สร้างคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน

ไม่ว่าคุณอยากจะเฉิดฉายบนแพลตฟอร์มไหน คาแรกเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องมี! โดยใช้คารแรกเตอร์นี่แหละ มานำเสนอผ่านคอนเทนต์ของเรา เช่น เน้นแนวสนุกสนาน, ทำคอนเทนต์เป็นละคร, หรือเน้นการเล่าเรื่องไปเลย ซึ่งการมีคาแรกเตอร์นี้ จะช่วยทำให้ผู้ชมจดจำเราได้ง่าย และนำไปสู่การติดตามจนเป็นดาวนั่นเอง

  1. ใช้ดนตรีและ Hashtag

การทำ Content TikTok นี่ทำให้เพลงดังมากแล้วหลายเพลงเชียวน้าาา เพราะครีเอเตอร์มักเลือกมาใส่ในคลิปนั่นแหละะะะ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกเพลงอะไรมาใส่ก็ได้นะคะ อาจจะต้องดูว่าเข้ากับคอนเทนต์ของเราด้วยหรือไม่ 

การใช้ Hashtag ก็มีผลต่อผู้เล่น TikTok เหมือนกัน เพราะเป็นเหมือนศูนย์รวมที่ทำให้เราค้นหาคลิปได้ง่าย ยิ่งหาก hashtag นั้นกำลังเป็นที่พูดถึง ก็จะทำให้คลิปของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายเช่นกัน

  1. เน้นความเป็นตัวเองและจริงใจ

TikTokerต่างแสวงหาคอนเทนต์ที่มีความจริงใจและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เป็นช่องทางที่ใช้คอนเทนต์สร้างชื่อเสียง ไม่เกี่ยวกับเทคนิคการตัดต่อ หรือโปรดักชันแบบเล่นใหญ่เลยนะ การสร้างคอนเทนต์แบบ Perfect หรือการจัดฉากที่ดูเกินจริงกำลังจะหมดความนิยมลง VDO โฆษณา แบรนด์และครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง เพราะคนเล่น TikTok ชอบเสพความเรียล และความเป็นธรรมชาติ

  1. ไม่ขายตรง

จากข้อ 5. ที่บอกว่าคนเล่น TikTok ชอบเสพความเรียล และความเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าหากใส่โฆษณาหรือแทรกขายแบบตรงๆ (ที่เน้นยิ่งกว่าคอนเทนต์หลัก) อาจจะทำให้คนปัดเลื่อนหนีก็เป็นได้ แต่เราสามารถใช้แทรกขายได้นะคะ แต่อาจจะต้องมีเทคนิคหรือช่วงแทรกนิสนุงงง ไม่ใช่เน้นเป็นการขายจ๋าไปเลยค่ะ

การทำคอนเทนต์ในทุกช่องทาง จะทำออกมาอย่างไรนั้น ให้มองว่าถ้าเราเป็นคนดู เราชอบแบบไหน คอนเทนต์ TikTok ก็เช่นกัน ลองสมมติหรือลองเล่น TikTok เอง แล้วถามตัวเองกลับว่าเราชอบดูคลิปแบบไหน จะทำให้เราเข้าใจ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาถูกใจคนดูที่สุดค่ะ 

การตลาดออนไลน์มีเยอะไปหมดดดดด อยากมีเพื่อนคู่คิด มิตรแท้ธุรกิจในยุคนี้ล่ะก็.. ต้องมี MarketingGuru แล้วมั้ยยยย คิดจะทำการตลาดออนไลน์ อย่าลืมให้เราดูแลนะค้า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

MG-Blog 01

การตลาดออนไลน์ธุรกิจยุคใหม่ ในช่วง Covid 19

เชื่อว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แบบนี้นั้น หลากหลายธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบทั้ง บางธุรกิจอาจส่งผลต่อกำไรที่ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น นั้น ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุดคือการปิดตัวของธุรกิจนั่นเอง

แต่.. ไม่ใช่ว่า ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่มีวิธีแก้หรือวิธีปรับตัวหรอกนะ อย่าลืมสิคะว่าโรคมันแพร่ระบาดในออฟไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและค่าใช้จ่ายหน้าร้าน แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับโลกออนไลน์เลยนะ แถมยังกลายเป็นช่องทางที่ทุกๆธุรกิจหันมาจับตามองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่พูดถึงนี้ คือการทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์นั่นเองค่ะ เน้นการขายทางโลก Social ไม่ต้องเจอหรือรอให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าจริงหน้าร้าน ทำให้วิธีนั้น กลายเป็นวิธีการขายที่เมื่อก่อนว่าได้รับความนิยมเท่าไร ตอนนี้กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

แล้วเราจะทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ในยุคของ Covid-19 ยังไง วันนี้ MarketingGuru มีวิธีมาแชร์กันค่ะ

  1. เปลี่ยนจากขายหน้าร้าน เป็นขายออนไลน์

วิธีนี้ เป็นวิธีที่หลายๆคนเริ่มคิดจะทำกันเป็นอันดับแรก ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ สามารถเริ่มต้นได้โดยการทำโฆษณา ที่ช่วยในการปรับลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อก่อน ทำการขายหน้าร้าน จะต้องทำการโฆษณาด้วยการพรินต์สื่อประเภทกระดาษออกมาประชาสัมพันธ์ หรือบางธุรกิจใช้การดึงลูกค้าจากการจัดกิจกรรม (Event Marketing) ก็เปลี่ยนเป็นการทำภาพ Artwork Graphic สวยๆ โพสต์ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ธุรกิจมองว่าเป็นช่องทาง Online Marketing หลัก เช่น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือแม้แต่เว็บไซต์เองก็ตาม 

  1. ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเราใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการขายเป็นหลัก ก่อนที่จะทำการขายนั้น อาจจะต้องศึกษาว่ารูปแบบธุรกิจของเรา มีแนวโน้มความสนใจจากลูกค้าอย่างไร เพื่อนำแนวทางดังกล่าว มาพิจารณาเป็นกลยุทธ์ในการวางแผน Online Marketing เช่น หากเป็นธุรกิจอาหาร อาจจะมีบริการสั่งผ่านระบบออนไลน์ หรือเข้าร่วมกับกลุ่ม Partner ด้านเดลิเวอรี่ต่างๆ แล้วจัดส่งบริการถึงที่ อาจจะมีการเพิ่มโปรโมชันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

  1. ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับธุรกิจ

เมื่อเราทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว เราสามารถนำข้อมูลส่วนนั้นมาวิเคราะห์เป็นแผนหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการโฆษณาหลัก

โดยส่วนนี้นั้น ทำการวิเคราะห์จากพฤติกรรมผู้บริโภคของรูปแบบธุรกิจนั้นเป็นหลัก ว่านิยมใช้ช่องทางไหนในการสั่งซื้อ แล้วลองนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตน

จำไว้ว่า Content is King คือเราจะสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจและตัดสินใจซื้อผ่านสื่อออนไลน์อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ธุรกิจต้องศึกษาอีกเช่นกัน ในช่วงแรกอาจจะลองผิดลองถูกไปบ้าง แต่เมื่อเจอจุดที่ถูกต้อง รับรองว่าการทำการตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนนี้ต้องบอกว่า ในแต่ละช่องทางการตลาดออนไลน์ก็มีโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ละธุรกิจทำการศึกษาพร้อมวิเคราะห์มาอย่างดีนั้น แน่นอนว่าการโฆษณาย่อมเห็นผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย, กำหนดประเภทของโฆษณา (ร่วมกับคอนเทนต์) และรวมไปถึงการกำหนดงบประมาณของแต่ละแคมเปญด้วยเช่นกัน

  • การประชาสัมพันธ์

หากเป็นขายหน้าร้านแบบเมื่อก่อน อาจจะมีการทำผ่านสื่อในรูปแบบออฟไลน์ เช่น รูปแบบกระดาษต่างๆ หรือทำป้ายใหญ่ๆ เด่นๆ เพื่อดึงดูดสายตาจากผู้คนในสถานที่ต่างๆ เมื่ออยู่ในรูปแบบของ Online Marketing นั้น อาจทำได้โดยการนำคอนเทนต์หรือโฆษณานั้นๆไปประชาสัมพันธ์ในกลุ่มปิดที่มีความสนใจเฉพาะ หรือโฆษณาผ่านเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้มีผู้คนเข้าถึงสินค้าของธุรกิจได้มากขึ้น

การใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปรับตัวของธุรกิจให้อยู่รอดบนยุคของ Covid-19 ด้วยช่องทางการขายที่เปลี่ยนไป ทำให้กลยุทธ์และการวางแผนต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีเทคโนโลยีอยู่ในมือ เราก็ต้องเอาออกมาใช้นะคะทุกคน ให้ Covid-19 มีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต แต่อย่าให้มันส่งผลกับธุรกิจค่ะ สู้ๆ!

หรือถ้าใครมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่อยากลองผิดลองถูกในการทำการตลาดออนไลน์ และอยากมี Digital Marketing Agency ไว้เป็นพาร์ทเนอร์คู่ใจ ติดต่อ marketingGuru ได้นะค้า ^^

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

MG-Blog-April-8

บรีฟงาน Digital marketing agency ให้ได้งานถูกใจ

การทำงานกับ Digital marketing agency ในเรื่องของการทำ Online marketing นั้น จะต้องมีการบรีฟงานเพื่อคุยรายละเอียด ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่าเป็นการบรีฟที่ดี ทั้งต่อเจ้าของธุรกิจและกับ Digital marketing agency ด้วย ?

หลักการบรีฟงาน Digital marketing agency ให้องค์กรของคุณได้งานที่ถูกใจแบบสุด มีดังต่อไปนี้

  1. บรีฟ Digital marketing agency โดยการแนะนำสินค้าอย่างละเอียด

ปกติแล้วก่อนจะร่วมงานกัน ทางเอเจนซี่จะต้องทราบถึงสินค้าและบริษัทของคุณอยู่แล้ว ว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร แต่การแนะนำธุรกิจนั้น เป็นเพียงแค่ขั้นต้น เมื่อถึงขั้นตอนการบรีฟงาน ควรแนะนำสินค้าและธุรกิจอีกครั้งอย่างละเอียด ตามหัวข้อต่อไปนี้

– บริษัทของคุณ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร?

– มีสินค้าหรือบริการใดที่เป็นที่นิยม?

-จุดเด่นของสินค้าหรือบริการคืออะไร ?

-เคยทำโปรโมชันหรือตอนนี้กำลังมีโปรโมชันอะไรอยู่บ้าง?

-แคมเปญในครั้งนี้ ต้องการเน้นส่วนไหนเป็นพิเศษ?

หากคุณสามารถบรีฟเอเจนซี่ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ได้ จะทำให้ Digital marketing agency วางแผนทำการตลาดออนไลน์ได้ง่ายและตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้

  1. แชร์ประสบการณ์การทำการตลาดออนไลน์ที่ผ่านมา  

การบอกเล่าถึงประสบการณ์จากการทำการตลาดออนไลน์ที่ผ่านมา โดยอาจจะเคยทำเอง หรือผ่าน Digital marketing agency รายอื่นมา จะทำให้เอเจนซี่ทราบถึงปัญหาและหาแนวทางแก้ไขในการทำแคมเปญร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่คุณจะต้องแชร์ ตามหัวข้อต่อไปนี้ ได้แก่

-ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน ?

– เคยทำการตลาดผ่านช่องทางไหนมาแล้วบ้าง ?

– ลองทำการตลาดออนไลน์ หรือ Online marketing มาบ้างหรือไม่ ?

– ผลตอบรับจากการทำการตลาดทุกช่องทางเป็นอย่างไร ?

– แคมเปญไหนที่เคยทำแล้วประสบผลสำเร็จมากที่สุด ?

– ทำเองหรือจ้าง Digital marketing agency ทำ ?

– หากทำเอง มีทีมงานในตำแหน่งไหนคอยช่วยเหลืองานครั้งนี้หรือไม่ ?

– ถ้าเคยจ้าง Digital marketing agency เคยประทับใจหรือเกิดปัญหาไหนหรือไม่ ?

หากคุณสามารถบรีฟรายละเอียดทั้งหมดนี้ให้กับ Digital marketing agency ได้ รับประกันเลยว่า งานที่ออกมานั้น จะถูกใจแบบสุด!! แถมยังอาจจะไม่ต้องแก้ไขหลายรอบด้วยนะ ธุรกิจแฮปปี้ เอเจนซี่ก็สบายใจอีกด้วย~

ตามหา Digital marketing agency ที่ดีมาอยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องมัวไปมองไกล ทักมาหาเราได้เลยค่ะ 😝

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

MG-Blog-April-7

ทำการตลาดออนไลน์ ต้องปล่อยโปรโมชัน 3 เวลานี้

การทำการตลาดออนไลน์หรือ Online Marketing สิ่งที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้ คงหนีไม่พ้นการสร้างโปรโมชัน ซึ่งปัญหาของเหล่านักการตลาดออนไลน์ที่ทำโปรโมชัน คือมักจะมีแค่ช่วงเวลาปล่อยโปร กล่าวคือไม่ได้มีช่วงอื่นของโปรโมชันเลย ซึ่งจริงๆแล้ว การมีช่วงเวลานี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้ทำรายได้ได้ดีเท่าที่ควร เพราะลูกค้าหลายๆคนไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะจ่ายเงินในวันและเวลานั้นได้อย่างทันที 

ซึ่งหากอยากทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการปล่อยโปรโมชันนั้น ควรมีมากกว่าช่วงเวลาปล่อยโปร โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาดังต่อไปนี้

  1. ช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัว

ไม่ว่าจะเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมสั่งจอง เตรียมกดสินค้าใส่ตะกร้า หรือเตรียมกดส่วนลด ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ช่วงนี้ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะถือเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ ว่าเรามีโปรโมชันวันไหน ช่วงเวลาไหน

ซึ่งหากเราไม่มีช่วงนี้ แล้วข้ามไปช่วงปล่อยโปรโมชันเลย จะได้ผลน้อยกว่า เพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกคน ที่จะเห็นโปรแล้วพร้อมโอนในตอนนั้น

ช่วงนี้กลุ่มนักการตลาดออนไลน์ ควรคาดหวังยอดจอง หรือยอดกดสินค้าลงตะกร้ามากกว่ายอดสั่งซื้อ เพราะหากมียอดจองมากเท่าไหร่ ทำให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์ของเราดีมากเท่านั้น ถือว่าเราทำ Online Marketing ประสบผลสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

หรือหากธุรกิจไหน มองว่าการทำ PR แบบ Organic Post ไม่เพียงพอต่อการรับรู้ ก็สามารถใช้การโฆษณาได้ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กว้างขึ้น และสร้างการประชาสัมพันธ์แบบ Online Marketing ในวงกว้างมากขึ้นเช่นกัน

  1. ช่วงเวลาโปรโมชันที่กระชับ

ช่วงโปรโมชันไม่ควรยาวเกินไป เราสามารถจำกัดช่วงโปรโมชันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยังได้ รวมถึงข้อเสนอเองก็มีความสำคัญ เช่น มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่เวลานี้ถึงเวลานี้เท่านั้น

การที่เรามีช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัวไปแล้ว ทำให้ช่วงนี้ ลูกค้าแค่ทำการกดยืนยัน แล้วจ่ายเงินได้เลย เพราะมีการจองหรือกดสินค้าใส่ตะกร้าไว้แล้วนั่นเอง

  1. ช่วงเก็บตก ให้ผู้ที่นกโปรโมชัน

ช่วงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่อให้เราจะมีช่วง PR ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ทุกคนสนใจซื้อสินค้าทันในช่วงนั้น เราควรมีข้อเสนอดีๆ รองรับคนที่พลาดโปรโมชันไว้ในช่วงเก็บตก อาจจะไม่ใช่เป็นโปรใหญ่เท่ากับช่วงโปรโมชัน แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ดีรองลงมา ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

การทำโปรโมชันทั้ง 3 ช่วงนี้ ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ที่ได้ผลลัพธ์มากกว่าการมีช่วงปล่อยโปรโมชันเพียงอย่างเดียวแน่นอน เพราะนอกจากลูกค้าจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่ามีโปรโมชันตอนไหน เรายังทำรายได้จากลูกค้าที่ไม่ทันช่วงโปรโมชันได้อีกด้วย

การทำโปรโมชัน ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการตลาดออนไลน์ แต่ถ้าอยากได้ที่ปรึกษาวางแผน Online marketing ข้างกาย Say hi มาหา MarketingGuru ได้นะคะ 😁

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

blog

Content สำคัญกับ Digital marketing agency

ทำไมการทำ Content จึงจำเป็นกับ Digital marketing agency

Content is king ประโยคที่เหล่า Digital marketing agency หรือนักการตลาดออนไลน์ต้องจำให้ขึ้นใจ ไอ้เจ้าคอนเทนต์นี่แหละ ตัวกำหนด ชี้ชะตา และสร้างรายได้ของจริงเลยนะ แต่ทำไมถึงได้บอกแบบนี้ ? วันนี้จะมาไขข้อสงสัย หรือล้วงความจริงกัน ว่าทำไม Digital marketing agency ถึงต้องให้ความสำคัญกับคอนเทนต์กันนัก 

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Digital marketing agency มีหน้าที่อะไร ?

 

Digital marketing agency คือบริษัทที่ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์ ทั้งให้คำปรึกษา ตลอดจนเป็นผู้ดูแลช่องทาง Online marketing ให้กับธุรกิจต่างๆ รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดและการโฆษณาในทุกๆช่องทางออนไลน์เช่นกัน

 

ทีนี้มาเข้าใจถึงคำว่า Content ตั้งแต่รากศัพท์กันก่อน..

 

Content คือ การสื่อสารเนื้อหาแบบทั่วไป ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของข้อความ, รูปภาพ หรือวิดีโอก็ได้

 

และ..

Content marketing ซึ่งก็คือ Content ที่นำมาดัดแปลงให้เกิดเป็นสื่อในการขาย เป็นได้ทุกรูปแบบเช่นกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวนี้แหละสำคัญมากๆ เพราะทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีตัวกลางในการไปตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนให้เป็นกลุ่มลูกค้า และนี่แหละ งานหลักของ Digital marketing agency เค้าล่ะ..

 

สิ่งสำคัญที่สุด คือเมื่อคุณเข้ามาทำมาค้าขายบนโลกออนไลน์แล้วนั้น มันยากมากนะที่ลูกค้าจะมาเห็นสินค้าจริงของเรา เพราะเราไม่สามารถให้ทดลองผ่านช่องทางนี้ได้ยังไงล่ะ ดังนั้นการสร้าง Content marketing จึงเป็นสิ่งสำคัญของชาว Digital marketing Agency ที่จะต้องคอยครีเอทสื่อพวกนี้ออกมาให้เปลี่ยนเป็นรายได้ให้ได้ ถามว่ายากไหม ก็ต้องตอบว่า ทุกอย่างที่เล่นกับใจคน ไม่มีคำว่าง่ายหรอก

 

แล้วเหล่า Digital marketing agency มีวิธีการครีเอทคอนเทนต์กันแบบไหนบ้างนะ ?

เรื่องหลักการสร้างคอนเทนต์ไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคน แต่ละเจ้ามากกว่า ว่าจะเลือกใช้หลักการใด แต่จะขอสรุปให้เป็นภาพรวม ว่าจริงๆแล้วนั้น Content marketing ที่ดี นั้นควรเป็นอย่างไร

 

  1. เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เห็นแล้วจดจำได้ง่าย การเลื่อนฟีดลงมาแล้วเจอแต่เนื้อหาเดิมๆ มันน่าเบื่อใช่ไหมล่ะ ? นั่นล่ะ จำไว้อย่าหาทำอะไรซ้ำซาก
  2. สมเหตุสมผล กล่าวคือ ไม่โอ้อวด หรือ Overclame สามารถพิสูจน์ได้จริง อย่าหลอกลวงผู้บริโภคนะ
  3. เล่นกับความรู้สึกคนได้ หรือที่เรียกว่ามันทัชใจอะไรประมาณนั้น เราต้องมีในใจก่อนว่าอยากให้คนที่เสพคอนเทนต์นี้ไปรู้สึกแบบไหน? ประทับใจ ? จดจำ ? หรือต้องการซื้อ ?
  4. รู้จักทั้งสินค้าลูกค้าและคู่แข่งลูกค้า อีกหนึ่งข้อมูลที่เหล่า Digital marketing agency ห้ามพลาด คือคู่แข่งของลูกค้า เพราะการรู้จักแค่สินค้าของลูกค้าไม่พอ ที่ดีไปกว่านั้นคือการต้องรู้จักไปถึงคู่แข่ง เพื่อการสร้างคอนเทนต์ที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่า

 

ยังยืนยันอีกทีว่า Content marketing คือหัวใจหลักของการทำการตลาด ยิ่งเป็น Online marketing มากเท่าไหร่ Content is king ของจริงเลยล่ะ!! หาก Digital marketing agency รายไหน จับจุดความต้องการถูก เข้าใจวัตถุประสงค์ของธุรกิจ เลือกกลุ่มเป้าหมายตรง ยังไงก็ขายออก

 

ปล่อยให้เรื่องของ Content marketing เป็นหน้าที่ของ Digital marketing agency ดีกว่า หากสนใจหรือต้องการปรึกษาการทำการตลาดออนไลน์ ต้อง MarketingGuru นะคะ

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

MG-Blog-April-2

Online marketing จะทำ Inbound หรือ Outbound

Inbound หรือ Outbound สิ่งที่คนทำ Online marketing ต้องรู้

การทำ Online marketing ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว และแต่ละธุรกิจก็ไม่ได้ใช้หลักการเดียวกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมในปัจจุบัน หลักการตลาดถึงได้มีมากมายนัก Inbound marketing & Outbound marketing หนึ่งในหลักการที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน แต่อาจจะไม่รู้ถึงความหมายจริงๆ.. วันนี้เรามีคำตอบสำหรับข้อสงสัยนี้กันค่ะ โดยเฉพาะอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ Online marketing โดยตรง เช่น Digital marketing agency ที่รับทำการตลาดออนไลน์โดยตรง จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้มากที่สุด 

 

Inbound & Outbound marketing เกี่ยวข้องกับ Online marketing อย่างไร ?

ก่อนจะเข้าสู่ความหมายแบบเจาะลึกของไอ้เจ้า 2 ตัวนี้ ต้องเกริ่นก่อนนิดนึงว่า ทั้ง Inbound marketing และ Outbound marketing คือจุดประสงค์ของการทำ Online marketing ที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ทั้งรูปแบบของแต่ละธุรกิจ, สิ่งที่อยากได้จากการทำการตลาดครั้งนี้, ช่องทางในการทำการตลาด, กลุ่มเป้าหมาย รวมถึง Content marketing ซึ่งทุกปัจจัยที่กล่าวไปนั้น คือการวางแผนก่อนไปสู่การกำหนดจุดประสงค์นั่นเอง

 

เริ่มจาก Inbound marketing ก่อน…

Inbound marketing คือการตลาดแบบดึงดูด โดยใช้ Content marketing ที่มีความน่าสนใจ เรียกกลุ่มคนให้เข้ามาอ่านหรือรับชมสื่อนั้นๆ ซึ่งเป็นได้ทั้งบทความ, รูปภาพ, VDO รวมไปถึงสื่อประเภท E-book หรือเอกสารสำหรับกรอกฟอร์มอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่มักจะหาข้อมูลหรือรับชมสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก่อนการตัดสินใจซื้อ ทำให้การตลาดรูปแบบนี้นั้น กำลังเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการนี้

หลักการทำ Inbound marketing

การทำ Inbound marketing เริ่มจากการที่ไม่มีใครรู้จักสินค้าหรือธุรกิจของเรา ซึ่งจะเรียกว่าคนแปลกหน้า (Stranger) เมื่อกลุ่มคนนี้มีความต้องการซื้อสินค้าและทำการค้นหาข้อมูลจะเข้ามารับชม Content marketing จากทั้งทางเว็บไซต์และ Social media marketing จึงเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าเป็นผู้เยี่ยมชม (Visitors) ซึ่งในระยะต่อไป อาจมีการติดตามแบบระยะยาว ทำให้เกิดการติดตามผ่านช่องทางๆ และเกิดเป็น Lead นั่นเอง

จนในที่สุด เมื่อมีการทำการขาย จาก Lead จะเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Customer) จนในขั้นตอนสุดท้าย หากมีความประทับใจต่อสินค้า จะเกิดเป็นผู้ส่งต่อ (Promotor) ที่ทำการบอกต่อหรือรีวิวสินค้าให้กับกลุ่มคนแปลกหน้า (Stranger) อีกครั้ง 

ตัวอย่าง Content marketing ที่ใช้สำหรับ Inbound marketing

  • การเขียน Blog สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและหลากหลาย เพื่อดึงดูดให้คนเข้าเว็บไซต์
  • การใช้ Social media marketing ในช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสร้าง  Web traffic ได้อีกด้วย 
  • ใช้เครื่องมือ Paid search, E-mail marketing 

 

แล้ว Outbound marketing ล่ะ คืออะไร ?

Outbound marketing คือการตลาดแบบผลักออก โดยใช้ Content marketing ปล่อยและกระจายสู่กลุ่มคนให้เกิดการรับรู้และจดจำมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีทั้งรูปแบบของ Ofline และ Online marketing ตัวอย่างแบบสื่อ Ofline เช่น โฆษณาในโทรทัศน์, ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ตามข้างทาง เป็นต้น ส่วนในฝั่งของ Online นั้น เช่น Banner ตามเว็บไซต์ หรือแม้แต่การเสียเงินทำโฆษณาตาม Platform ต่างๆก็เช่นกัน 

 

หลักการทำงานของ Outbound marketing

Outbound marketing เป็นการกระจายสื่อไปหากลุ่มคน โดยไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงแต่จะเป็นการสื่อสารแบบสุ่มนั่นเอง

 

เทียบความแตกต่างให้เห็นชัดๆ Inbound VS Outbound

จากภาพจะเห็นได้เลยว่า ทั้ง 2 รูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะตอบว่า ทำ Online marketing แบบไหนดีกว่ากัน เห็นทีจะไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบ เป้าหมาย ความต้องการ ช่องทางในการสื่อสาร รวมถึงวัตถุประสงค์ของแต่ละธุรกิจ ว่ากำหนดทิศทางแบบใด เอาเป็นว่าทั้ง Inbound & Outbound ต่างก็สำคัญกับ Online marketing ทั้งนั้น อยู่การเลือกใช้ซะมากกว่า

 

อย่าลืมว่าการทำ Online marketing ของแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจะมาบอกว่าทำการตลาดของขนมหวาน ดีกว่าทำการตลาดรถยนต์ไม่ได้นะค้าาาา

 

อยากเป็นนักการตลาด อย่าพลาดเรื่อง Inbound & Outbound เด็ดขาด! อีกหนึ่งในหัวใจหลักของผู้ที่รับทำการตลาดออนไลน์เลยนะ 

 

หรือใครที่ต้องการ Digital marketing agency ที่รับทำการตลาดออนไลน์โดยตรง อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru นะคะ 🙂

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

 

MG-Blog-April-1

PPC หรือ SEO จะทำ Online marketing แบบไหน

PPC หรือ SEO จะทำ Online marketing แบบไหน

สำหรับวงการ Online marketing หรือเหล่า Digital marketing agency ที่รับทำการตลาดออนไลน์ คงจะคุ้นหูกับ PPC และ SEO กันเป็นอย่างดี แต่เคยไหม ? ที่อยู่ๆก็มีคำถามว่าระหว่าง PPC และ SEO เราจะเลือกใช้อะไรกันดีนะ ? แล้วธุรกิจแบบไหนควรใช้อะไร ? คำถามนี้จะหมดไป เพียงแค่คุณอ่านบทความนี้

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับทั้ง PPC และ SEO หนึ่งในช่องทางของ Online marketing กันก่อนดีกว่า

 

PPC (Pay Per Click) คือการทำ Online marketing หรือโฆษณาบนหน้า Search engine โดยจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีการค้นหา keyword ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาเราเท่านั้น และจะมีการเสียเงินเมื่อมีการกดคลิกเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ (Landing page) เท่านั้น เราสามารถกำหนดราคาต่อคลิกได้เอง  ทำให้โฆษณาของเราขึ้นหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้เงินในการลงทุนนะ

SEO (Search engine optimization) คือการทำ Online marketing ให้ Content ใน Landing page ติดอันดับของ Google เมื่อมีการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ใช้เวลานาน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Keyword ที่ต้องการด้วย ว่ามีคู่แข่งขันในวงการเดียวกันสูงหรือไม่ และมี Search volume เท่าไหร่เช่นกัน  โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

SEO On Page: คือการนำเนื้อหา รูปภาพ หรือปุ่มต่างๆในเว็บไซต์ มาทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับ Keyword หรือ ทำให้เกิดการกระทำบางอย่างกับเว็บไซต์มากขึ้น 

SEO Off Page: การนำเว็บไซต์ ไปโปรโมต หรือฝังลิงก์ในเว็บไซต์อื่น เพื่อให้เกิดการคลิกกลับมายังเว็บไซต์ของเรา 

การทำ Online marketing ด้วย SEO ไม่ได้วัดแค่ความเกี่ยวข้องของ Keyword กับ Landing page เท่านั้นนะ แต่ยังวัดไปถึงคุณภาพของเว็บไซต์ เช่นอัตราความเร็วการโหลดในหน้านั้นๆ, ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ว่าเปิดใช้งานมาเป็นเวลานานแค่ไหน รวมถึงคุณภาพของคอนเทนต์ในหน้านั้นๆ ว่านอกจากจะต้องมี Keyword ที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างอื่นก็สำคัญ เช่น การจัดภาพรวมหน้านั้นๆเอื้ออำนวยต่อ User แบบ Mobile firiendly หรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจัดลำดับ Ranking SEO ของ Google ก็มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปเรื่อยๆอีกเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่เป็นสาย Digital marketing agency หรือรับทำการตลาดออนไลน์ ต้องอย่าพลาดการ Update อยู่เรื่อยๆเลยล่ะ

แล้วควรเลือกทำ Online marketing ด้วย PPC หรือ SEO ดี ?

จากการเปรียบเทียบภาพดังกล่าว จะเห็นว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ตัวนี้นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน เอาง่ายๆเลย ถ้าอยากทำ Online marketing โดยให้คอนเทนต์ของเรามีอยู่ในหน้าแรกของ Google อย่างรวดเร็ว ก็ใช้การทำโฆษณาแบบ PPC (แต่ต้องลงทุนเรื่องเงินกันหน่อยนะ) แต่ต้องยอมรับนะ ว่าเมื่อเราทำ PPC หากเรากดค้นหาอีกครั้ง โฆษณาของเราอาจจะหายไปแล้วก็ได้ ส่วน SEO คือการทำคอนเทนต์ให้ติดอันดับของ Google ที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้เวลาและเทคนิคมากมาย และจะคงอยู่ติดลำดับได้นาน จนกว่าคอนเทนต์จากเว็บอื่นจะแซงอันดับ และหากคอนเทนต์เราติด จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาผ่าน PPC นั่นเอง 

ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว จะเลือกทำ Online marketing แบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องกำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วจึงค่อยเลือกช่องทางและวิธีการทำ Online marketing ของธุรกิจนั้นๆ

หรือหากใครที่อยากหา Digital agency marketing ที่รับทำการตลาดออนไลน์ มาดูแลเรื่อง Online marketing ทั้ง PPC, SEO รวมถึงรูปแบบอื่นๆ สามารถปรึกษาหรือสอบถาม MarketingGuru ได้เลยค่ะ

 

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

Social media marketing ไม่ได้มีแค่ Facebook ads

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าโลกของอินเทอร์เน็ตไปไกลมาก จากที่เมื่อก่อนมีแค่การพูดคุยสื่อสารที่สะดวกขึ้น แต่ตอนนี้นั้นถือเป็นช่องทางการทำเงินของหลายๆคนไปแล้ว ซึ่งเรียกกันในคำทางการว่า Social media marketing หรือที่หลายๆคนเข้าใจกันในคำว่า ‘การตลาดออนไลน์’ นั่นเอง 

จริงๆแล้วคำว่า Social media marketing นี่คืออะไรกันนะ ?

Social media marketing คือทำการตลาดออนไลน์ (Online marketing) บน Social media นั่นเอง ซึ่งทำได้ทั้งการโพสต์ขายแบบตรงๆทั้งในรูปแบบของภาพ ข้อความ และวิดีโอ หรือการเสียเงินสร้างโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงคนได้ง่าย เรียกได้ว่าแทบจะ 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ เพราะในปัจจุบัน การใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสูงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ทำให้การตลาดในรูปแบบนี้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของหลายๆคน เช่น วัยทำงานที่ทุ่มทุกอย่างให้กับงาน จนแทบไม่มีเวลาซื้อนั่นนี่ การซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ ยิ่งมีโฆษณาเข้ามา ยิ่งทำให้การซื้อนั่นง่ายกว่าเดิมไปอีก เพราะไม่จำเป็นต้องค้นหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการเอง แต่เข้าถึงจากโฆษณาได้เลย

แล้ว Social media marketing นี่มีอะไรบ้างล่ะ ?

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการตลาดออนไลน์แล้ว ช่องทางแรกๆที่หลายๆคนมักนึกถึงคือ Facebook ads หรือการยิงโฆษณาบนเฟซบุ๊ก เพราะเป็นอะไรที่พบเห็นบ่อยที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Social media marketing จะมีแค่ Facebook ads หรอกนะ อย่าลืมว่าบนโลกออนไลน์มันกว้างมากกกก และมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่พลิกทุกอย่างให้เป็นโอกาสได้อยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทุกวันนี้นั้น ช่องทางการตลาดออนไลน์ Social media marketing ถึงได้ผุดงอกขึ้นมามากมาย จนเรียกได้ว่าหากเข้าโซเชียลเมื่อไร เราจะเห็นการโฆษณาผ่านทุกช่องทางไปแล้ว เพราะมันเข้าถึงคนได้ง่ายมากนั่นเอง

สรุป Social media marketing นี่แยกย่อยสาขาได้เป็นอะไรกันแน่ ?

ต้องบอกว่าการตลาดออนไลน์นั้นแทรกอยู่ในทุก platform เลยล่ะ จึงทำให้ Social media markeing มีด้วยกันหลากหลายช่องทาง ยกตัวอย่างเช่น

  1. Facebook ads ช่องทางที่หลายคนคุ้นเคย เพราะเข้าถึงได้ง่ายสุดจากแอปฯสุด mass อย่างเฟซบุ๊ก และเรียกได้ว่าเป็นการโฆษณาที่ตามหลอกหลอนได้เยอะที่สุดเช่นกัน
  2. Instagram ads เคยเห็นพวก sponsor ตาม story ig หรือ ig post กันไหม? นั่นล่ะช่องทางทำกินทาง Instagram และปัจจุบัน ที่ Instagram เพิ่มฟีเจอร์อย่าง Instagram Reels ซึ่งเป็นสื่อประเภท VDO สั้น (คล้ายกับ Tik Tok) ทำให้เราอาจจะเห็นการโฆษณาจากฟีเจอร์ประเภทนี้อีกเช่นกัน 
  3. Line ads ทั้งในรูปแบบของการเปิด Line official account, การทำ line broadcast และการทำโฆษณาผ่าน Line today รวมถึงการขายของออนไลน์ผ่าน Line My shop ด้วยเช่นกัน 
  4. Twitter ads ก็คือการทวิตขายตรงๆ ติด Hashtag (#) ให้ผู้คนจดจำ ซึ่งเป็นช่องทางในการจับการตลาดแบบให้ทันกระแสและติดเทรนด์ได้รวดเร็วที่สุด
  5. Youtube ads VDO Platform ที่ใหญ่ที่สุดในโลกออนไลน์ ด้วยความนิยมนี้เอง ทำให้โฆษณาประเภท VDO ถูกเลือกใช้งานใน Platform นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งแบบที่สามารถกดข้ามได้  และแบบที่บังคับให้ผู้ใช้งานดูจนจบ
  6. Tiktok ads อีกหนึ่ง platform ที่กำลังมาแรงในยุคนี้ เป็นการโฆษณาผ่าน VDO ที่จะแทรกเข้ามาเองในขณะที่คุณเปิดแอปฯนั่นเอง 
  7. LinkedIn Ads ชื่อนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้น ซึ่งเป็นช่องทางในการทำการโฆษณาของธุรกิจแบบ B2B ซะมากกว่า เนื่องจากเป็น Platform ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสมากนัก

สรุปกันเลยแล้วกัน ว่า Social media marketing (SMM) ไม่ได้มีแค่การยิงแอดบนเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่อยู่ในทุกช่องทางของ Social media เลยก็ว่าได้ ส่วนใครจะทำแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายอีกนั่นแหละ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นธุรกิจที่ต้องการเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทั่วไป คงต้องเลือกเป็น Facebook ads หรือช่องทางอื่นๆที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่เจาะลึกไปกว่านั้น เช่น หากต้องการขายสินค้าให้กับกลุ่มที่รักการถ่ายรูป การทำโฆษณาลงใน Instagram อาจจะตอบโจทย์มากกว่า หรือถ้าเป็นธุรกิจที่เน้นแบบ B2B การทำ Linkedln Ads อาจจะเหมาะสมมากกว่านั่นเอง

 

หรือหากใครและองค์กรไหน ต้องการให้ Digital marketing Agency ให้คำปรึกษา ดูแลรวมถึงเข้ามาจัดการเรื่อง Social media marketing MarketingGuru พร้อมให้บริการอย่างครบวงจรเช่นกันค่ะ 

 

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

ยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ Digital Marketing !

แล้วมันดีจริงไหม ควรทำจริงรึเปล่า หรือเป็นแค่เทรนด์ที่มา ๆ แล้วก็ไป วันนี้เราจะพามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับการทำ Digital Marketing ทำไมถึงได้รับความนิยมมากแล้วควรทำจริง ๆ ไหมมีข้อดีหรือไม่อย่างไรบ้าง

ยุคแห่งสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตเรามากยิ่งขึ้น นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาทำ Digital Marketing มากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นช่องทางหลักที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นและที่สำคัญยังเป็นช่องทางที่วัดผลได้ชัดเจน เเละสามารถเริ่มทำได้ง่ายเพียงจ้าง Marketing Agency โดยมีข้อดีในการทำ Digital Marketing ดังนี้

1️⃣ เพิ่ม Awareness

2️⃣ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

3️⃣ มีต้นทุนไม่สูงมากนัก

4️⃣ เพิ่มความน่าเชื่อถือ

5️⃣ สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น


1. เพิ่ม Awareness ให้คนรู้จักแบรนด์มากยิ่งขึ้น ด้วยกลุ่มคนที่ใช้โซเชียลมมีเดียมีเยอะมากอยู่แล้วโดยไม่มีการจำกัดทั้งในและนอกประเทศ จึงยิ่งเป็นผลดีกับธุรกิจทั้งกลุ่มที่ต้องการลูกค้าภายในหรือนอกประเทศ การเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น จึงยิ่งช่วยขยายฐานลูกค้าให้กับองค์กรได้มากยิ่งขึ้น

2. สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากการทำ Digital Marketing มีหลายช่องทางและสามารถลงโพสต์หรือข้อมูลได้ตามที่ต้องการ เราจึงมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในการคิดกิจกรรมหรืคอนเทนต์ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า

3. มีต้นทุนไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะการจ้างบริษัท Marketing Agency ก็จะยิ่งลดต้นในการจ้างคนได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเทียบกับ Off-line Marketing แล้ว Digital ถือว่าราคาถูกกว่ามากแต่ยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี

4.เพิ่มความน่าเชื่อถือ ปฎิเสธไม่ได้ว่าการมีเว็บไซต์หรือเพจเป็นของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร และยิ่งมีช่องทาง Social Media ที่สามรถแชร์ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ก็จะยิ่งเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญในภาคธุรกิจนั้น ๆ ได้ยิ่งขึ้น

5. สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าถึงคอมเมนต์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าที่ต่อเราเพื่อนำมาสู่การปรับปรุงพัฒนา และที่สำคัญยังโชว์ให้เห็นถึงความใส่ใจที่เรามีต่อลูกได้ในพื้นที่สาธาณะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราเองด้วยว่าเป็นแบบไหนเหมาะกับช่องทางไหนของ Social Media ด้วยกลยุทธ์ที่มีมากมายแต่สิ่งสำคัญคือจะเลือกใช้อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยในปัจจุบันการทำ Digital Marketing นั้นเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น จึงยิ่งต้องพิจารณาดี ๆ ทั้งในส่วนของกลยุทธ์และการพิจารณาเลือก Marketing Agency ที่มีคุณภาพเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

Blog-Lean

Lean Organization

การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มาคู่กับธุรกิจ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกินขึ้นได้เสมอดังนั้นการปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากที่เราเห็นในปัจจุบันตั้งแต่ Covid-19 เข้ามา วิถีชีวิตของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจมากมายทำให้ตอนนี้หลายองค์กรหันมาสนใจแนวคิด Lean มากขึ้น วันนี้ MarketingGuru จึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Lean กันมากยิ่งขึ้น

Lean เป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เริ่มจากธุรกิจรถยนต์ ที่ย้อนกลับไปตอนนั้นบริษัทผลิตรถยนต์ ฟอร์ดนับเป็นอันดับหนึ่งด้านการผลิตรถยนต์เลยก็ว่าได้ จนเหล่าผู้บริหารต่างพากันไปดูงานที่นั่น รวมถึงผู้บริหารของ Toyota เองด้วย แต่เมื่อกลับมาเขาไม่ได้ดำเนินการตามบริษัทฟอร์ดเสียทีเดียว ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันจึงเกิดออกมาเป็นแนวคิด Just in Time หรือ JIT ในแรกเริ่ม ส่วนชื่อ Lean นั้นมาจากไหนวิกฤตน้ำมันใน 1973 ที่ส่งผลให้ธุรกิจยานตร์ขาดทุนกันกระจายไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าพอใหญ่อย่างฟอร์ด ในทางกลับกัน Toyota ยังสามารถทำกำไรได้ด้วยการบริหารงานแบบ Lean

แบบไหนถึงเรียกว่า Lean?
นิยามของ Lean คือองค์กรที่มีความกระฉับกระเฉง มีระบบผลิตงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าจะไม่มีการทำงานใด ๆ ที่สูญเปล่า เรียกได้ว่า เพรียวไร้ไขมันกันเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าถ้าองค์กรบริหารงานแบบ Lean หมายถึงพนักงานจะต้องทำงานหนักขึ้น เร็วขึ้น เปล่าเลยบริษัทแค่ต้องหาจุดที่เป็นความสูญเปล่าหรือส่วนที่ทำงานแล้วมันไม่มีประสิทธิภาพแล้วตัดออกไป โดยยึดหลักการ

ลดต้นทุน ลดความสูญเสีย เพิ่มคุณค่า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพราะ Lean จะทำแต่ของดีออกมาในปริมาณที่พอดีและมีประสิทธิภาพ

โดยมี 3 ลักษณะสำคัญที่จะทำให้องค์กรของคุณ Lean

1️⃣ ต้องมีการทำงานที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ

2️⃣ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน

3️⃣บุคลากรทุกระดับต้องมีทักษะรอบด้าน

How to be lean?

หากองค์กรของคุณ Lean นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องจ้างคนเยอะ แต่ยังได้งานที่มีคุณภาพ แล้วทำยังไงองค์กรเราถึงจะ Lean ล่ะ

คน สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจถึงหลักการ Lean พร้อมกับว่าตนควรดำเนินงานอย่างไรเพื่อให้สอดรับกับการที่บริษัทกำลังจะบริหารงานแบบ Lean จะทำให้ทั้งองค์กรสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความเท่าเทียมในภาระงาน

การทำงาน ปรับวิธีการทำงาน การบริหารจัดการ การแก้ปัญหา เป็นการต้องมองระบบทั้งภาพรวมและแยกส่วนว่าความสูญเปล่าอยู่ไหน แล้วกำจัดมันซึ่งความสูญเปล่าที่ว่าตามหนังสือวิถีแห่งโตโยต้าของเจฟฟรีย์ ไลเคอร์ (Jeffrey Liker) 4 ประการดังนี้

  1. งานที่ต้องแก้ไข (Defect) นับเป็นความสูญเสียที่ต้องเสียเวลาและแรงงานมากขึ้น หากเราผลิตผลงานหรือสินค้ามีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกก็จะลดลงได้
  2. ผลิตสินค้าหรือบริการออกมาเกินความต้องการ (Over production)
  3. การรอคอย (Waiting) เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่การรอคอยจะนำมาซึ่งต้นทุนแฝงอีกอื่น ๆ
  4. ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ (Non-utilized talent, Ideas, Creative) จนทำให้ องค์กรไม่ขยับไปข้างหน้า เพราะไม่ได้ฟังเสียงของพนักงานที่มีไอเดียมาเสนอ ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับบริษัทก็จะสูญเปล่าไป

หลักการ Lean นับเป็นหลักการที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เเต่ละองค์กรต้องการเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน รวมไปถึงต้องการพนักงานที่มีความสามารถเเต่ในการทำงานบางอย่างอาจต้องอาศัยกลุ่มคน เช่นในการต้องการเพิ่มยอด ทำการตลาดออนไลน์ที่สามารถช่วยได้ หากไปจ้างคนเพิ่มก็อาจะต้องจ้างทีมงานเพิ่มอีก 1 ทีมซึ่งอาจต้องใช้เวลาเเละงบประมาณเพิ่มขึ้น

 

โดยคุณอาจ Lean องค์กรได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้บริการ Outsource หรือ Agency เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะได้ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นยังประหยัดงบประมาณมากกว่าการจ้างคนเพิ่มมาทำ In-house ในบริษัทด้วย และสำคัญใครที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะเพิ่มยอดขาย หรือมองหา Digital marketing agency สามารถทักมาปรึกษาทีมงาน MarketingGuru ได้นะคะ