เจาะลึก เทรนด์ PPC 2026 สร้างโฆษณาให้ปัง ถูกใจลูกค้า และ AI

เจาะลึก เทรนด์ PPC 2026 สร้างโฆษณาให้ปัง ถูกใจลูกค้า และ AI

นักการตลาดหลายคนอาจกำลังเจอกับปัญหา “งบโฆษณาหมดไวแต่ปิดการขายไม่ได้” นั่นแหละคือสัญญาณเตือนว่ากลยุทธ์ PPC แบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบใหม่

ในปี 2026 การเข้าใจแค่ว่า Pay Per Click คือ การจ่ายเงินเพื่อซื้อยอดคลิกนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่คุณต้องรู้ทัน AI และพฤติกรรมลูกค้าที่ซับซ้อนขึ้น

บทความนี้จะสรุปให้ชัดว่า PPC คือ อะไร และมีเทรนด์การตลาด PPC อะไรบ้างที่ธุรกิจต้องรีบปรับตัวเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริง ก่อนที่งบโฆษณาของคุณจะกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

PPC คืออะไร? ทำความเข้าใจ แบบง่ายๆ

PPC ย่อมาจาก Pay Per Click หรือที่เรียกว่ารูปแบบของการโฆษณาออนไลน์ที่จะต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีคน “คลิก” เข้ามาดูโฆษณาของเราจริงๆ อย่างเช่น เมื่อเราค้นหาของใน Google แล้วเห็นลิงก์ที่มีคำว่า ได้รับการสนับสนุน (Sponsored) อยู่ด้านบนสุดของหน้า Google สิ่งนั่นแหละคือผลลัพธ์ของการทำการตลาดโฆษณาแบบ PPC

ซึ่งข้อดีคือ PPC จะช่วยให้โฆษณาของเราไปอยู่ต่อหน้าลูกค้าที่มีความต้องการซื้อในวินาทีนั้นทันที โดยไม่ต้องรอลุ้นเหมือนการทำ SEO เพียงอย่างเดียว

เจาะลึก PPC Trends of 2026 เทรนด์การตลาดที่กำลังเปลี่ยน

สำหรับปี 2026 การทำการตลาด PPC จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีอย่าง AI และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้เพียง Keyword อาจไม่เพียงพอ ควรต้องปรับกลยุทธ์เหล่านี้ด้วย   

1. จากการใช้คีย์เวิร์ด สู่การใช้คำค้นหากว้างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อก่อนโฆษณา PPC จะขึ้นก็ต่อเมื่อเราพิมพ์คำที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่ใน เทรนด์การตลาด 2026 ระบบ AI ได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่ได้มองแค่ตัวอักษรที่พิมพ์ แต่พยายามมองไปถึงเจตนาของเรา ซึ่งแทนที่จะรอให้คำค้นหาตรงกับ Keyword แบบ 100% ระบบจะใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์สัญญาณ อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • ใครเป็นคนค้นหา: อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน (ข้อมูลประชากร)
  • พฤติกรรมที่ผ่านมา: ปกติชอบเข้าเว็บแนวไหน หรือเคยซื้ออะไรมาก่อน
  • จังหวะเวลา: ค้นหาตอนกี่โมง ใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์      

ด้วยเหตุนี้ แม้คุณจะใช้คำกว้างๆ เพียงคำเดียว แต่ระบบ AI จะช่วยขยายผลให้โฆษณาของคุณไปโผล่ในคำค้นหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีโอกาสขายได้มากขึ้น 

ข้อควรระวัง: แม้จะดูฉลาดขึ้น แต่บางครั้ง AI ก็อาจจะพาไปหาคำที่ไม่เกี่ยวข้องได้บ้าง เจ้าของธุรกิจจึงยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบเพื่อให้เงินค่าโฆษณาถูกใช้ไปกับกลุ่มที่ใช่จริงๆ ค่ะ

2. AI เป็นด่านหน้าในการเลือกสินค้าแทนคน

ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งไล่ดูโฆษณาเองทีละตัว แต่เขาจะใช้ AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini ช่วยค้นหา คัดกรอง และเปรียบเทียบราคาแทนการค้นหาเอง

การทำ PPC จึงไม่ได้จำกัดแค่การถามว่า “ลูกค้าค้นหาว่าอะไร” แต่ต้องถามว่าผู้ช่วย AI ของลูกค้ากำลังมองหาอะไร ซึ่งเว็บไซต์ และโฆษณาของคุณต้องมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ AI เลือกแนะนำ

ข้อควรระวัง: ถ้าเว็บไซต์ของคุณให้ข้อมูลไม่ชัดเจนหรือไม่น่าเชื่อถือ ผู้ช่วย AI ก็จะไม่เลือกแบรนด์ของคุณไปนำเสนอต่อลูกค้า ดังนั้นการทำให้เว็บดูน่าเชื่อถือในสายตา AI จึงเป็นหัวใจสำคัญของ PPC ยุคใหม่นั่นเอง

3. Digital Twinning หรือการสร้างลูกค้าจำลองมาทดลองแผนโฆษณา

ในต่างประเทศเริ่มมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Digital Twinning” ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการหาฝาแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกัน แต่มันคือการสร้าง Persona หรือกลุ่มลูกค้าจำลองเสมือนจริงขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ทดสอบคอนเทนต์ หรือโฆษณา ว่าพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าจำลองที่สร้างขึ้นมามีความคิดเห็น หรือมีความต้องการอย่างไร และต้องปรับไปในทิศทางใดให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด

ข้อควรระวัง: กลุ่มลูกค้าจำลองนี้เก่งได้เท่ากับข้อมูลที่ใส่เข้าไป ถ้าคุณใส่ข้อมูลลูกค้าที่ผิดพลาดหรือน้อยเกินไป ตัวจำลองนี้ก็จะให้คำแนะนำที่เพี้ยนได้เหมือนกัน

4. ระบบอัตโนมัติมาช่วยงาน แต่ไม่ได้มาแย่งงาน และยังต้องคอยเฝ้า!

แม้ AI จะเก่งแค่ไหน แต่เรายังต้องมีคนคอยควบคุม เพราะการใช้ระบบอัตโนมัติไม่ได้แปลว่างานจะลดลง แคมเปญที่ใช้ AI ขับเคลื่อนต้องใช้คนคอยควบคุมดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อัลกอริธึมดึง Traffic ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือนำงบประมาณไปละลายกับการวัดผลที่ไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจ

แล้วทำไมเรายังปล่อยมือจาก AI ไม่ได้? 

  • ป้องกัน AI หลงทาง: AI อาจพยายามหา “คลิกราคาถูก” มาให้คุณเยอะแยะ แต่คลิกเหล่านั้นอาจไม่ใช่ลูกค้าที่อยากซื้อจริงๆ หรืออาจเป็นคนจากพื้นที่ที่คุณไม่ได้ขายของให้ ถ้าไม่คอยคุม AI อาจจะใช้งบคุณไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์
  • คอนเทนต์ AI เริ่มไม่ได้ผล: ในปี 2026 ลูกค้าจะเริ่มเบื่อคอนเทนต์ที่เขียนโดยหุ่นยนต์ ที่ดูออกว่าก๊อปวางกันมา พวกเขาจะเชื่อถือคอนเทนต์ที่มาจากข้อมูลจริงและประสบการณ์จริง ของเจ้าของธุรกิจมากกว่า
  • คุณกำลังจ่ายเงินซื้อ “บทเรียน”ให้ระบบ: ทุกครั้งที่ AI เรียนรู้ มันใช้เงินโฆษณาของคุณเป็นค่าเทอม ดังนั้นคุณต้องคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่ AI กำลังเรียนรู้นั้น ตรงกับเป้าหมายธุรกิจของคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขคลิกสวยๆ แต่ปิดการขายไม่ได้

สรุปง่ายๆ AI เหมือนเป็นพนักงานที่ขยันมากแต่ยังต้องการ “หัวหน้า” ซึ่งก็คือคุณหรือผู้เชี่ยวชาญ คอยชี้ทางที่ถูกต้องให้เสมอ เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ

5. แพลตฟอร์มต่างๆ ผลักดันแคมเปญแบบ Broad Match และ “AI Max”

ปัจจุบันแพลตฟอร์มโฆษณาต่างๆ พยายามผลักดันให้เราใช้ระบบที่เรียกว่า การจับคู่แบบกว้าง (Broad Match) และแคมเปญแบบ “AI Max” เพราะแค่ตั้งค่าไม่กี่คลิก AI จะจัดการหาลูกค้าให้เราเองแบบเบ็ดเสร็จ

  • ระบบเลือกให้เป็นค่าเริ่มต้น: แทนที่ระบบอัตโนมัติจะเป็นแค่ตัวเลือกเสริม แต่ตอนนี้มันกลายเป็น
    “ค่าเริ่มต้น” ที่ระบบพยายามให้เราใช้ ซึ่งมันช่วยให้โฆษณาของเราเข้าถึงคนได้กว้างขึ้นจริง
  • เรามองเห็นรายละเอียดน้อยลง: สิ่งที่ต้องแลกมาคือความโปร่งใสค่ะ ระบบจะเริ่มซ่อนข้อมูลบางอย่าง เช่น เราอาจจะไม่รู้ชัดๆ อีกต่อไปว่า ลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรโฆษณาถึงขึ้น หรือเงินส่วนใหญ่หมดไปกับคำค้นหาไหนกันแน่

การใช้ระบบอัตโนมัติช่วยให้ขยายธุรกิจได้ไว แต่เจ้าของธุรกิจต้องหมั่นตรวจสอบผลลัพธ์ในภาพรวมให้ดี เพราะเราไม่สามารถเข้าไปจู้จี้กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้เหมือนเมื่อก่อนค่ะ

6. กลยุทธ์ข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว (Privacy-first)

เมื่อก่อนนักการตลาดอาจจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณผ่านสิ่งที่เรียกว่า “คุกกี้” (Cookies) เพื่อตามไปโฆษณาได้ทุกที่ แต่เทรนด์ในปี 2026 วิธีสะกดรอยตามแบบเดิมๆ กำลังจะหายไป เพราะกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว อย่างเช่น CCPA 2.0 ในทั่วโลกเข้มงวดขึ้นมากค่ะ 

  • ต้องขออนุญาตอย่างชัดเจน: คุณจะแอบเก็บข้อมูลไม่ได้อีกต่อไป ต้องบอกลูกค้าตรงๆ ว่าจะเก็บข้อมูลอะไรไปทำอะไร และลูกค้าต้องกด “ยินยอม” ด้วยความเต็มใจเท่านั้น
  • เข้าออกง่าย: ถ้าลูกค้าเปลี่ยนใจไม่อยากให้ข้อมูลแล้ว คุณต้องมีปุ่มให้เขา “กดยกเลิก” ได้ง่ายๆ ทันที ไม่ซ่อนปุ่มหรือไม่ทำให้ยุ่งยาก
  • ความปลอดภัยต้องได้มาตรฐาน: ข้อมูลที่เก็บมาต้องถูกดูแลอย่างดีตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

แบรนด์ที่จะชนะในยุคนี้ คือแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ถ้าลูกค้าเชื่อใจคุณ เขาจะยอมให้ข้อมูลคุณเอง ซึ่งข้อมูลที่ได้มาด้วยความเต็มใจนี้แหละที่จะช่วยให้การทำ PPC ของคุณแม่นยำ และได้ผลที่สุดค่ะ

7. ข้อมูลจากแหล่งที่มาโดยตรง (First-party Data) กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

เรามักจะยิงโฆษณาโดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมกว้างๆ จากแพลตฟอร์มข้างนอก เช่น ข้อมูลว่าคนนี้ชอบดูอะไรจากเว็บอื่น แต่ในปี 2026 ยุคที่ความปลอดภัยสูงขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะเริ่มเลือนลางลง สิ่งที่จะมาตัดสิน คือ ข้อมูลที่คุณเก็บเองจากลูกค้าตัวจริง

  • รู้จักลูกค้าตัวจริง: ข้อมูลจากระบบจัดการลูกค้า (CRM) หรือฐานข้อมูลที่มีจะบอกได้แม่นยำที่สุดว่า ใครคือคนที่ควักเงินจ่ายให้คุณจริงๆ ไม่ใช่แค่คนผ่านมาดูเล่นๆ
  • หา “ฝาแฝด” ของลูกค้าที่ดี: เมื่อเรานำข้อมูลลูกค้าตัวจริงไปสอน AI ระบบจะสามารถไปตามหาคนที่มีพฤติกรรมคล้ายลูกค้าเรา มาให้เพิ่มได้ ซึ่งแม่นยำกว่าการสุ่มหาจากคนแปลกหน้า
  • ตามจีบได้ถูกจังหวะ: คุณจะรู้ว่าลูกค้าคนไหนเพิ่งซื้อไป หรือคนไหนหายไปนานแล้ว ทำให้เราส่งโฆษณาไปกระตุ้น (Remarketing) ได้ถูกช่วงเวลา เช่น คนที่เพิ่งซื้อเครื่องซักผ้าไป เราก็ส่งโฆษณาผงซักฟอกตามไป ไม่ใช่ส่งโฆษณาเครื่องซักผ้าซ้ำอีกรอบ
  • รู้ชัดว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มไหม: คุณจะเห็นเส้นทางชัดเจนว่า โฆษณาตัวไหนที่ทำให้เกิดการปิดการขาย ได้จริงๆ ทำให้เราเลือกทุ่มงบได้ถูกจุด

8. ทำโฆษณาด้วย Google Asset Studio แต่ต้องไม่ทิ้งความจริงใจ

แม้การทำ PPC ส่วนใหญ่ถูกคุมด้วยระบบอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “คน” เพราะหน้าตาโฆษณาที่ดีต้องผ่านความคิดที่มีความ Creative เพื่อดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอนนี้ Google มีเครื่องมือที่ชื่อว่า Asset Studio เข้ามาเป็นผู้ช่วยมือโปรให้กับเรา

Google Asset Studio ทำอะไรได้บ้าง?

  • สร้างโฆษณาได้: แทนที่จะต้องจ้างกราฟิกนั่งทำรูปทีละใบ หลายขนาด หลายเวอร์ชัน คุณแค่ใส่โลโก้ สีแบรนด์ และตัวอย่างภาพเพียงเล็กน้อย AI จะช่วยสร้างทั้งภาพแบนเนอร์ และคลิปวิดีโอออกมาให้เลือกใช้
  • ประหยัดงบและเวลา: เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่อยากลองผิดลองถูกหลายๆ แบบ เพื่อดูว่าลูกค้าชอบรูปสไตล์ไหนมากกว่ากัน โดยไม่ต้องเสียเวลาทำเองทั้งหมด

แต่ถึง AI จะเก่งแค่ไหน ปัจจุบันคนตาถึงมากค่ะ พวกเขาดูออกว่ารูปไหนคือรูปที่ AI ปั้นออกมาแบบลอยๆ หรือวิดีโอไหนที่ดูไม่มีความจริงใจ ดังนั้นจึงต้องระวังภาพหรือวิดีโอคอนเทนต์ที่ดูปลอม เพราะอาจทำให้ลูกค้าบางกลุ่มไม่พอใจ เนื่องจากกระแสความต้องการความเรียลกำลังเพิ่มขึ้นในแพลตฟอร์มต่างๆ

9. PPC ในรูปแบบ Omnichannel และการวัดผลแบบองค์รวม

เวลาพูดถึงการทำ PPC เราจะนึกถึงแค่การยิงโฆษณาใน Google หรือ Facebook แยกกันเป็นส่วนๆ แต่ในปี 2026 โฆษณาจะทำงานร่วมกันแบบเป็นเครือข่ายเดียวที่เรียกว่า “Omnichannel Marketing” หรือกลยุทธ์การตลาดที่ผสานช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ทั้งหมด เช่น หน้าร้าน, เว็บไซต์, แอป หรือ  LINE เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

ตัวอย่างเช่น : ลูกค้าเห็นโฆษณาผ่านแอป แล้วกดจองสินค้าทาง LINE จากนั้นค่อยเดินไปรับของที่หน้าร้านได้ทันที โดยที่ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ต่อเนื่องและประทับใจ

แต่เมื่อช่องทางเชื่อมกัน การวัดผลก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะพฤติกรรมลูกค้าซับซ้อนมากขึ้น เราจึงต้องการ การวัดผลที่ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยเลิกตัดสินว่าโฆษณาไหนที่คนคลิกเป็นคนสุดท้ายคือตัวที่เก่งที่สุด (Last Click) แต่เปลี่ยนมามองผลกระทบรวมและการเดินทางของลูกค้าแทน

สรุปแนวโน้ม PPC Trends of 2026

ในปี 2026 การทำ PPC จะขับเคลื่อนด้วย AI, Data และ Automation มากขึ้น นักการตลาดจึงต้องเข้าใจทั้งเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อใช้โฆษณาออนไลน์เข้าถึงลูกค้าที่กำลังสนใจสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และหากวางกลยุทธ์ถูกต้อง ก็จะช่วยสร้างยอดขาย และเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะเริ่มรู้สึกว่า PPC มีรายละเอียดที่ต้องดูแลเยอะมาก ตั้งแต่การวิเคราะห์ DATA ไปจนถึงการติดตามอัลกอริทึมให้ทัน ซึ่งการเลือกใช้บริการ ppc agency จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่า เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการงบโฆษณาที่อาจเสียไปฟรีๆ แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางกลยุทธ์ให้เงินทุกบาทที่จ่ายไป เปลี่ยนกลับมาเป็นยอดขายได้จริงค่ะ

เพิ่มการมองเห็นธุรกิจของคุณด้วย Pay-Per-Click (PPC)

ติดต่อ MarketingGuru เพื่อรับคำปรึกษา ฟรี!

คำต้องห้ามที่ควรหบีกเลี่ยงในการใช้โฆษณาใน facebook

ยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คให้ปัง ต้องระวัง “คำต้องห้าม Facebook” ก่อนโพสต์!

คำต้องห้ามที่ควรหบีกเลี่ยงในการใช้โฆษณาใน facebook

การยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊ค (Facebook Ads) เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคนี้ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ใช้งบประมาณตามควบคุมได้ และวัดผลได้ชัดเจน แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ “การใช้คำต้องห้าม” ในคอนเทนต์หรือข้อความโฆษณา ซึ่งอาจทำให้โฆษณาถูกปฏิเสธ ถูกลดการมองเห็น หรือแย่ที่สุดคือ บัญชีโฆษณาถูกปิดแบบไม่ทันตั้งตัว!

คำต้องห้าม Facebook คืออะไร?

คำต้องห้าม Facebook คือ คำ วลี หรือเนื้อหาที่ละเมิดนโยบายโฆษณาของ Facebook ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างเกินจริง การเลือกปฏิบัติ การชี้นำเชิงลบ หรือการใช้ภาพและข้อความที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพ ความงาม และข้อมูลทางการเงินซึ่งในปัจจุบัน Facebook ใช้ระบบ AI ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

การเข้าใจ และหลีกเลี่ยง “คำต้องห้าม Facebook” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างมืออาชีพ เพราะไม่เพียงช่วยให้โฆษณาผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีโฆษณาจะถูกปิดโดยไม่ทันตั้งตัว

เหตุผลที่ Facebook ต้องปิดกั้นการใช้คำบางคำ

เหตุผลที่ Facebook ต้องจำกัดการใช้คำบางคำในโฆษณา ก็เพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากข้อมูลที่บิดเบือน หลอกลวง หรือสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะแพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนจากหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงวัย และวัฒนธรรม โดยเฉพาะโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ ความงาม การเงิน หรือความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่ง Facebook จะเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะคำหรือภาพบางอย่างในกลุ่ม คำต้องห้าม Facebook อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือกระทบต่อความรู้สึกของผู้ใช้ได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้เนื้อหาทุกชิ้นเป็นกลาง ปลอดภัย และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น

– คำที่กล่าวอ้างเกินจริงโดยไม่มีหลักฐาน

– คำที่ตีตราหรือระบุลักษณะเฉพาะของบุคคล เช่น รูปร่าง อายุ หรือผิวพรรณ

– คำที่ใช้กดดัน ชี้นำ หรือขู่กลาย ๆ ให้รีบซื้อสินค้า

การมีกฎเหล่านี้จึงไม่ใช่การ “จำกัดเสรีภาพ” แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อถือได้สำหรับทั้งผู้ขาย และผู้บริโภค

รวมคำต้องห้าม Facebook ยอดฮิต ที่ควรเลี่ยงเมื่อยิงแอด

หลายคนที่เริ่มยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คใหม่ ๆ อาจจะไม่รู้ว่าข้อความในโฆษณามีผลต่อการอนุมัติเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ภาพหรือวิดีโอเท่านั้นที่ถูกตรวจสอบ แต่คำที่ใช้ก็ถูกระบบของ Facebook วิเคราะห์อย่างละเอียดเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการโฆษณาเกินจริง ละเมิดสิทธิ หรือให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น ก่อนจะยิงแอดครั้งต่อไป ควรตรวจเช็กดูว่าโพสต์ของคุณใช้คำเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากใช้โดยไม่รู้ตัว อาจทำให้โฆษณาไม่ผ่าน หรือแย่ที่สุดคือบัญชีโฆษณาถูกระงับการใช้งาน ลองมาดูตัวอย่างคำต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงกันค่ะ

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดสถานพยาบาล

  • เก่งที่สุด
  • การผ่าตัดขั้นสูง 
  • การันตี ด้วยรางวัล
  • การโฆษณาเปรียบเทียบวิธีการกับคลินิกอื่น
  • กำเนิดเซลล์ผิวใหม่
  • กายภาพถึงบ้าน 
  • โกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor)
  • การแพทย์แบบองค์รวม 
  • ขาวทั่วเรือนร่าง 
  • ของแท้ แน่นอน 
  • ขาวใส ยันชาติหน้า
  • ขึ้นชื่อเรื่องทำจมูก
  • ไขความลับ
  • ความปลอดภัยอย่างสูงสุด
  • คืนความสาว, คืนความสวย
  • คืนความอ่อนเยาว์ได้ในครั้งเดียว 
  • ความงามระดับสากล 
  • ความสวยรอไม่ได้ 
  • คิวทอง
  • ความสวยแบบไม่หลอกตา 
  • ครบทุกความเชี่ยวชาญ 
  • เครื่องมือรับรองโดย USA และไทย 
  • คอสเมติก เซอร์เจอรี่ Cosmetic Surgery 
  • คีเลชั่นบำบัด
  • ครบครัน 
  • ความเร็วแสง 
  • โค้ชความงามส่วนตัว 
  • ความนิยมเป็นอันดับต้น 
  • ความแม่นยำสูง (99.9%)
  • คลินิกความงามจากประเทศเกาหลี หรือประเทศอื่นๆ 
  • เครื่องมือแพทย์
  • ความงามเหนือกาลเวลา 
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ชื่อดัง
  • ชะลอวัย (Anti-aging)

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดอาหารเสริม หรือยาลดน้ำหนัก

  • ผอมทันใจ
  • หุ่นดีกว่าเดิม
  • ทลายไขมัน 
  • อ้วน หรือ ผอม
  • ผอมทันที
  • ขาใหญ่แขนใหญ่
  • ไม่โยโย่
  • ระเบิดไขมัน
  • เบิร์น 
  • เห็นผลครั้งแรกที่ใช้
  • ลดด่วน
  • อยากผอม

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดมูเตลู ของขลัง หรือวัตถุมงคล

  • เปลี่ยนชีวิตใน 3 วัน 
  • เห็นผลทันที 
  • รับรองชีวิตดีขึ้นในพริบตา 
  • พลิกชีวิต
  • เปลี่ยนโชคชะตา 
  • ดึงดูดเงินล้าน 
  • รวยทันตาเห็น 
  • เสกโดยพระดัง 
  • เรียกโชคลาภ
  • แคล้วคลาดปลอดภัย
  • เมตตามหานิยม 
  • เสี่ยงโชค 
  • ถูกหวย 
  • ศักดิ์สิทธิ์

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดทั่วไป

  • การันตีผล
  • ยินดีคืนเงิน
  • ได้ผล 100%
  • ได้ผลทันใจ
  • ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน เป็นต้น
  • รับประกันผล
  • การันตี 100%
  • เห็นผลภายใน … วัน
  • เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก

ยิงแอดเฟซบุ๊กให้ผ่านง่าย ไม่โดนแบน ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเคยยิงแอดแล้วเจอโฆษณาไม่ผ่าน โดนเตือน หรือหนักสุดคือถูกปิดบัญชีโฆษณา อาจเป็นเพราะเนื้อหาในแอดละเมิดนโยบายของ Facebook โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ คำต้องห้าม Facebook ภาพประกอบที่ไม่เหมาะสม หรือข้อความโฆษณาที่ชี้นำเกินจริง

ดังนั้น เพื่อให้แอดของคุณได้รับการอนุมัติเร็ว ไม่โดนรีวิวซ้ำซาก และปลอดภัยในระยะยาว นี่คือหลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ ยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คได้อย่างปลอดภัย 

  1. ใช้ถ้อยคำที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ : เช่น ลูกค้าหลายคนพึงพอใจหลังใช้งาน หรือผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล”
  2. หลีกเลี่ยงคำสัญญา ให้เน้นประโยชน์ที่น่าเชื่อถือ : เช่น ผิวใสใน 3 วัน” เป็นช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง
  3. ใช้ภาพประกอบที่เหมาะสม : โดยหลีกเลี่ยงภาพ Before/After แบบชัดเจน หรือภาพร่างกายที่เน้นจุดบกพร่องเกินไป
  4. ศึกษานโยบายการโฆษณาของ Facebook อยู่เสมอ : มีการอัปเดตทุกไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาคุณยังปลอดภัยจากระบบตรวจสอบ

ก่อนยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊ค อย่าลืมตรวจสอบ “คำต้องห้าม Facebook” ทุกครั้ง

รู้ทันนโยบาย = รอดปลอดภัย เพราะการโพสต์ที่ผิดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้แอดไม่ผ่าน หรือโดนจำกัดบัญชีโฆษณาแบบแก้ไขไม่ได้เลยก็มี การรู้ทันนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการคิดคอนเทนต์ให้ปัง ยิงแอดให้ขายได้ ต้องยิงให้ปลอดภัยก่อน มาร์เก็ตติ้งกูรู เราพร้อมช่วยวางกลยุทธ์ วิเคราะห์เนื้อหา และพาแคมเปญของคุณวิ่งไกลแบบไม่โดนแบน

ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 

โปรโมทเพจ Facebook ทำ Content Marketing ยิงแอด Facebook

การโปรโมทเพจ Facebook เป็นวิธีในการกระจายการรับรู้ และโฆษณาช่องทางออนไลน์ของธุรกิจผ่านทั้งการทำ Content Marketing และการยิงแอด Facebook แต่ทั้งนี้นั้น ธุรกิจจะต้องทราบถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงก่อน เพื่อให้การยิงแอดเฟสบุ๊คในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของการเข้าถึง และสร้าง Conversion ได้ในอนาคต 

การโปรโมทเพจ Facebook สามารถทำอย่างไรได้บ้าง 

1. ยิงแอด Facebook โดยต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย และความแตกต่าง

กลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งการทำ Content Marketing และการยิงแอดเฟสบุ๊ค ธุรกิจต้องรู้ว่า ลูกค้าเป็นกลุ่มคนไหน ทั้งเพศ ช่วงอายุ พฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้สามารถกำหนดรูปแบบคอนเทนต์ และโฆษณาได้อย่างตรงจุด

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญ คือจุดเด่น และความแตกต่างของธุรกิจ ในกลุ่มสินค้าหรือบริการอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งส่วนนี้ จะสามารถตอบคำถามได้ดีเลยว่า ธุรกิจจะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนั้นได้อย่างไร, ทำไมต้องเลือกซื้อหรือใช้บริการธุรกิจของเรา และจุดเด่นนี้เอง ที่จะช่วยให้สามารถสร้างสรรค์ Content Marketing ได้อย่างแตกต่าง และนำไปสู่การกำหนดทั้งกลุ่มเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการโปรโมทเพจ Facebook ได้อย่างเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น

สินค้า เครื่องประดับจิวเวอรี่

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมาย: เพศหญิง ช่วงอายุ 20-45 ปี สถานะโสด
  • จุดขาย: เครื่องประดับที่สวมใส่เพียงชิ้นเดียวก็สวยได้ ใช้ง่าย ราคาดี เน้นความหรูหรา 
  • คอนเทนต์ที่จะใช้ยิงแอดเฟสบุ๊ค: เปลี่ยนลุคธรรมดาให้กลายเป็นคุณหนู ด้วยเครื่องประดับสุดหรูในราคาเอื้อมถึง

2. สร้างสรรค์ Content Marketing ให้หลากหลาย

ใน 1 เพจ ควรมีการทำคอนเทนต์หลายรูปแบบ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในคอนเทนต์ที่ต่างกัน ทั้งนี้ ในการออกแบบคอนเทนต์ ควรคำนึงถึงความเป็น Branding เพื่อคงไว้ซึ่งจุดยืนของธุรกิจอย่างชัดเจน หากยังไม่แน่ใจว่าเราควรโปรโมทเพจ Facebook ด้วยคอนเทนต์แบบไหนได้บ้าง แนะนำให้ลองสังเกตจากคู่แข่ง แล้วค่อยนำมาพิจารณาอีกครั้ง 

ตัวอย่างการโปรโมตเพจ Facebook โดยใช้คอนเทนต์ที่หลากหลาย 

สินค้า: เครื่องประดับจิวเวอรี่ 

  • คอนเทนต์ให้ความรู้: เลือกจิวเวอรี่อย่างไร ให้ถูกต้องตามสีผิว
  • คอนเทนต์ข่าวสาร: วงการจิวต้องรู้! เปิดตัวอัญมณีใหม่ ถูกใจสาวเจนซี
  • คอนเทนต์เทรนด์: หมูเด้งที่ว่าผิววาวใส ก็ยังไม่สู้จิวร้านเรา
  • คอนเทนต์รีวิวสินค้า: รีวิวจากผู้ใช้จริง: คุณ a ยืนยัน ใส่จิวแล้วผิวไม่คันแน่นอน
  • คอนเทนต์สัมภาษณ์: Q&A: สัมผัสแรก เมื่อได้สวมใส่จิวเวอรี่ร้านเรา  

3. มีแคมเปญหรือโปรโมชัน ประชาสัมพันธ์ด้วยการยิงแอด Facebook

การใช้แคมเปญหรือโปรโมชัน ถือเป็นการส่งเสริมการขายในรูปแบบหนึ่ง หากเรามีการออกโปรฯ ร่วมกับการยิงแอดเฟสบุ๊ค จะช่วยเพิ่มฐานการเข้าถึง และดึงดูดเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้การโปรโมทเพจ Facebook ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ตัวอย่างการสร้างแคมเปญเพื่อใช้ในการโปรโมทเพจ Facebook เช่น

  • โปรโมทเพจด้วยการแจกของรางวัลจากกิจกรรม
  • โปรโมทเพจด้วยการจัดโปรโมชันราคาพิเศษให้ผู้ที่กดไลก์หรือกดติดตาม
  • โปรโมทเพจโดยการจัดสินค้านาทีทองราคาพิเศษในไลฟ์สด

การโปรโมทเพจ Facebook วิธีนี้ ถือเป็นเพิ่มจำนวนการมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่แล้ว เงื่อนไขคือจะต้องกระทำบางอย่างกับเพจ ทั้งกดไลก์ กดแชร์ กดติดตาม ซึ่งในส่วนนี้ ไม่จำเป็นต้องยิงแอดเฟสบุ๊คก็สามารถเพิ่ม Engagement ได้จริง

4. มีการ Collab ร่วมกับเพจอื่น หรือพาร์ตเนอร์

การร่วมมือกับเพจอื่น หรือพาร์ตเนอร์ ส่วนใหญ่แล้ว จะถูกนำเสนอผ่านคอนเทนต์ หรือกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน โดยจะเป็นวิธีโปรโมทเพจ Facebook กับกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายไปยังฐานลูกค้าใหม่ ที่มาจากกลุ่มของพาร์ตเนอร์และเพจอื่น เพิ่มการเข้าถึงหน้าเพจ Facebook พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมไปในตัวด้วย

5. อัปเดตเพจด้วยการใช้ Content Marketing, ยิงแอด Facebook หรือการคอมเมนต์

การทำ Facebook Page ต้องการอัปเดต และเคลื่อนไหวเสมอ เพื่อให้เพจดูมีตัวตนในโลก Social Media และแจ้งต่อผู้ติดตามว่าสามารถติดต่อธุรกิจผ่านช่องทางนี้ได้ โดยวิธีนั้น สามารถใช้เป็นการโปรโมทเพจ Facebook โดยใช้คอนเทนต์ต่างๆ ทั้งอัปเดตข่าวสาร แชร์เรื่องน่ารู้ Real-Time Content กิจกรรม Give A Way หรือการสร้างโพสต์พูดคุยกับผู้ติดตาม พร้อมทั้งนี้ การยิงแอด Facebook ก็ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นอกจากช่วยในการโปรโมทเพจ Facebook ได้แล้ว ยังเป็นการแจ้งต่อผู้ที่เห็นโฆษณา ว่าธุรกิจก็ยังมีช่องทางนี้เพื่อใช้พูดคุยได้เช่นกัน 

6. อัปเดต Facebook Story, Live สด และการทำวิดีโอผ่าน Facebook Reels 

ใช้ฟีเจอร์อื่นร่วมโปรโมทเพจ Facebook ร่วมกับ Content Marketing ทั้งการใช้ Facebook Story ที่อาจจะแชร์โพสต์มาลงไว้ หรืออัปดตกิจกรรมข่าวสารต่างๆ และการ Live สด พูดคุยกับผู้ติดตาม หรือ Live สดขายของ รวมถึงการทำคอนเทนต์ผ่าน Facebook Reels ก็ถือเป็นการโปรโมทเพจได้โดยไม่ต้องยิงแอดเฟสบุ๊คอีกด้วย 

      การโปรโมทเพจ Facebook สามารถทำได้หลายวิธี โดยมีทั้งแบบที่เสียเงิน และไม่เสียเงิน ทั้งนี้ แนะนำว่า ควรใช้ทุกวิธีร่วมกัน ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง การเป็นที่จดจำของแบรนด์ในกลุ่มลูกค้า รวมถึงสร้างสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าด้วยเช่นกัน 

      ให้เรื่องโปรโมทเพจ Facebook เป็นเรื่องง่าย จะยิงแอด Facebook หรือ Content Marketing ก็ทำได้แบบไม่ต้องลังเล ให้ MarketingGuru เป็นที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ให้ธุรกิจคุณ ทั้งช่วยกระตุ้น Engagement ทำคอนเทนต์เพิ่ม Conversion พร้อมดันยอดขายให้ธุรกิจเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้ล้นหลามอีกด้วย

      🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

      👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

      👉🏻 โทร 02-381-9045

      👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

      หรือแอด Line : @marketingguru

      จากความนิยมในการเล่น Tiktok ส่งผลให้การตลาดออนไลน์ ร้านค้าและธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ Tiktok Ads

      ทำการตลาดออนไลน์ ใช้ Tiktok Ads พร้อมวิธียิงแอด Tiktok

      จากความนิยมในการเล่น Tiktok ส่งผลให้การตลาดออนไลน์ ร้านค้าและธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ Tiktok Ads

      ทำการตลาดออนไลน์ ใช้ Tiktok Ads พร้อมวิธียิงแอด Tiktok

      จากความนิยมในการเล่น Tiktok ส่งผลให้การตลาดออนไลน์ ร้านค้าและธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการทำ Tiktok Ads และยิ่งเป็นยุคทองของ Short Video ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การถ่าย Tiktok ในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางรายได้ของธุรกิจด้วยเช่นกัน 

      หากอยากยิงแอด Tiktok คุณต้องรู้อะไรบ้าง 

      1. เลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับแบรนด์

      เนื่องจากการทำคลิป Tiktok สามารถเพิ่มลูกเล่น เพลง และวิธีการนำเสนอได้หลายแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่สร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน โดยสามารถแบ่งรูปแบบการถ่าย Tiktok ได้ดังนี้

      • 1.1 เน้นการเรียกยอด Reach จะปรากฏในหน้าฟีดของผู้ใช้งานโดยตรง เป็นการยิงแอด Tiktok ที่แทรกเนียนไปกับวิดีโอทั่วไป ซึ่งจะมีการเพิ่มปุ่ม Call to Action ได้  โดยรูปแบบนี้จะมีความยาวอยู่ที่ 3-5 นาที

       

      • 1.2 เข้าร่วมแคมเปญจาก Hashtag พลังของ Hashtag Challenge จะช่วยเพิ่มฐานผู้ชมได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับการสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมจากทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ 

       

      • 1.3 สร้าง Effect / Filter ของแบรนด์ เพราะการถ่าย Tiktok ในทุกครั้ง ทั้ง Creator หรือผู้ใช้งานทั่วไปมักใช้ฟิลเตอร์เพื่อความสนุกสนานอยู่แล้ว หากมีการสร้างเป็นของแบรนด์ จะช่วยเพิ่มการจดจำ และภาพลักษณ์ที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

      การทำคอนเทนต์ใน Tiktok ควรเน้นความสม่ำเสมอ และอัปเดตเทรนด์อยู่เสมอ หากแบรนด์มีการติดตามกระแส และอัปโหลดวิดีโอ หรือใช้แผ่นเสียงที่เป็นที่นิยมในขณะนั้น จะช่วยเพิ่มการแสดงผลหน้าฟีด For you ได้ไม่ยาก

      2. ถ่าย Tiktok หรือทำคลิปร่วมกับ Creator 

      เลือก Tiktok Creator หรือ ดาว Tiktok ที่มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้ว อีกทั้งยังต้องมีความเข้ากับธุรกิจ โดยพิจารณาจากรูปแบบการถ่าย Tiktok หรือแนวทางคอนเทนต์ที่ทำเป็นประจำ เพื่อกระจายฐานลูกค้าออกไปวงกว้าง ทั้งกระตุ้นฐานเดิม และเพิ่มการรับรู้ให้กับผู้รับชมใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน 

      ทั้งนี้ มีสถิติว่า 33% ของกลุ่มคน Gen Z กดซื้อสินค้าหลังจากรับชมวิดีโอของเหล่าดาว Tiktok ซึ่งธุรกิจสามารถค้นหา Creator เพื่อร่วม Collab กับแบรนด์ได้ที่ TikTok Creator Marketplace features 

      วิธียิง Tiktok Ads เพื่อทำการตลาดออนไลน์

      การทำคลิป Tiktok เป็นวิธีที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยทั้งนี้ นอกจากการทำคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ แล้ว การยิงแอด Tiktok ถือเป็นการช่วยเพิ่มการมองเห็น และกระตุ้นการขายได้เป็นอย่างดี 

          1. สร้างแคมเปญโฆษณา พร้อมเลือกวัตถุประสงค์

        การอยากทำ Tiktok Ads ต้องมีบัญชีธุรกิจก่อน จากนั้นจึงทำการสร้างแคมเปญ และเลือกวัตถุประสงค์ในการยิงโฆษณา โดยแบ่งได้ดังนี้ 

            • หากเน้นเพิ่ม Reach แบบแสดงผลต่อจำนวนคนไม่ซ้ำ แนะนำให้เลือก Awareness

            • หากเน้นเพิ่มการเข้าชม หรือยอดวิว แนะนำให้เลือก Consideration

            • หากเน้นกระตุ้นการขาย แนะนำให้เลือก Conversion 

              1. เพิ่มรายละเอียดโดยการสร้าง Ads Group 

            Ads Group หรือกลุ่มโฆษณาย่อยที่อยู่ในแคมเปญ โดยจะต้องเพิ่มรายละเอียด ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 

                • Settings: กรอกชื่อของ Ads Group

                • Placements: เลือกช่องทางการปรากฎของ Tiktok Ads เช่น หน้า For You หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ

                • Ad Details: อัปคลิปที่ต้องการ พร้อมรายละเอียดแนบ เช่น Business Type หรือ Tag ต่างๆ

                • Creative Type: เลือกโหมดจัดการ Tiktok Ads

                • Creative Optimization ระบบจัดการ Tiktok Ads อัตโนมัติ

                • Targeting: ระบุกลุ่มเป้าหมาย โดยใส่ Location, เพศ, ช่วงอายุ เป็นต้น โดยกลุ่มเป้าหมายนี้ สามารถดูข้อมูลเชิงลึกแบบ Organic ได้จาก Tiktok Analytic เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการเลือก

                • Budget & Schedule: กำหนดงบประมาณและเวลาในการจ่ายเงินของ Tiktok Ads 

                • Bidding & Optimization: เปรียบเทียบโฆษณาของคู่แข่ง และทำการ Bid ให้สูงกว่า 

              การเป็นที่นิยมของการเล่น Tiktok นำมาซึ่งการแจ้งเกิดของดาว Tiktok มากมาย ทั้งนี้ ยังเป็นช่องทางสร้างกำไรให้กับธุรกิจมาแล้วไม่ถ้วน การทำ Tiktok Ads จึงสามารถช่วยได้ตั้งแต่เพิ่มการมองเห็น สร้างช่องทางการปรากฎของคอนเทนต์ นำมาสู่การสร้างรายได้และกำไรในอนาคตด้วยเช่นกัน หากธุรกิจของคุณ กำลังมองหา Digital Marketing Agency ที่ให้คำปรึกษาเรื่องการทำ Tiktok Ads และการทำโฆษณาออนไลน์ช่องทางอื่นๆ สามารถปรึกษา MarketingGuru ได้ที่

              🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

              👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              👉🏻 โทร 02-381-9045

              👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

              หรือแอด Line : @marketingguru

              👉🏻 E-mail: [email protected]

              Line Ads Platform

              Line Ads Platform ราคาแพงไหม คำนวณอย่างไรไปดู!

              Line Ads Platform

              Line ads Platform (LAP) อีกหนึ่งตัวเลือกโฆษณาน่าสนใจ สำหรับร้านค้าและธุรกิจในการโปรโมตสินค้าโดยเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกเหนือจากช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ซึ่งอำนวยความสะดวกสบายในการติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้า เพิ่มประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้กันเป็นจำนวนมาก ใครที่ยังสงสัยว่าการโฆษณาลงแพลตฟอร์มยอดฮิตนี้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

              Line ads แตกต่างจากการโฆษณาบน Facebook เพราะไม่เพียงแต่จะคำนวณจาก Cost Per Click หรือ Cost Per View แต่ LAP ยังให้สิทธิผู้ลงโฆษณาในการเลือกรูปแบบการคำนวณงบประมาณโฆษณาตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

              ยิ่งกว่าไปนั้น หากต้องการกำหนดแคมเปญเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ก็สามารถเลือกการจ่ายเงินแบบ Cost Per Impression (CPM) ต่อหนึ่งการมองเห็นโฆษณาของผู้ใช้งาน หรือ หลังจากยิงโฆษณาไปแล้ว ผู้ใช้งานทำการเพิ่มจำนวนเพื่อนผ่าน Line Account ก็สามารถคำนวณจ่ายแบบ จ่ายแบบ Cost Per Friend ได้เช่นเดียวกัน

              โดยแคมเปญโฆษณาสามารถแบ่งรูปแบบการเลือกจ่ายเงินได้ 6 รูปแบบ
              – Cost Per Impressions (CPM) ผ่านการมองเห็นโฆษณา
              – Cost Per Click (CPC) ผ่านการคลิกดูโฆษณา
              – Cost Per Friend (CPF) ผ่านการเพิ่มเพื่อน
              – Cost Per Video View (CPV) ผ่านการดูโฆษณาวิดีโอ
              – Cost Per Action (CPA) ผ่านการตั้งคอนเวอร์ชัน
              – Cost Per Install (CPI) ผ่านการติดตั้งแอปพลิเคชัน

               

              LINE Ads แพงไหม?

              ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ แพงหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดแคมเปญในโฆษณานั้นๆ ซึ่งพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายและการเสนอค่าโฆษณาผ่านการประมูล เพื่อให้แสดงโฆษณานั้นก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโฆษณาของแบรนด์อื่น ดังนั้น ผู้ซื้อโฆษณา จำเป็นต้องตั้งงบประมาณที่ต้องการประมูล แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

              การตั้งราคาเสนอด้วยตนเอง (Manual Bidding)

              วิธีเสนอราคาด้วยตนเอง จะมอบอิสระให้ผู้ซื้อโฆษณากำหนดราคาตามที่กำหนดไว้ตามเป้าหมาย โดยสามารถตั้งราคาตามที่ LAP แนะนำได้เลยหลังสมัครเข้าไป วิธีนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณามากขึ้น หรือ จะกำหนดงบประมาณตามโฆษณาเดิมซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์แล้ว หรือเคยผ่านเอเจนซี่ที่ช่วยวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในการกำหนดราคาโฆษณา

              การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding)

              การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ เป็นวิธีที่ให้ LAP กำหนดราคาโฆษณาอัตโนมัติในการเข้าประมูล โดยผู้ซื้อโฆษณาตั้งงบราคาในใจหรือเงื่อนไขอื่นๆ ได้ ตามการตั้งค่าหลักๆ ดังนี้

               

              1. กำหนดลิมิตของราคาที่เสนอ (Bid Amount Cap)

              หมายถึงการกำหนดราคาเริ่มต้นขั้นต่ำไปจนถึงราคาสูงสุดที่สามารถรับได้

              2. กำหนดลิมิตราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Event Cost Cap)

              หมายถึงการกำหนดราคาสูงสุดไว้ ระบบจะพยายามหา Conversion ที่อาจจะเกินราคาต่อ CPA แต่ค่าเฉลี่ยจะไม่เกินที่กำหนดไว้

              3. กำหนดเป้าหมายราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Target Event Cost)

              หมายถึงการกำหนดราคาต่อผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ระบบจะเลือกการกำหนดราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่อิงจากราคาต่ำสุด แต่จะมีแนวโน้มใช้การกำหนดราคาที่ต่ำหรือสูงกว่าก็ได้

              4. งบประมาณรายวันให้ได้สูงสุด โดยไม่กำหนดราคาต่อคอนเวอร์ชัน (No Limit)

              หมายถึงการกำหนดราคาแบบไม่จำกัดโดยระบบจะใช้ราคาตั้งแต่ต่ำสุดไปถึงไม่มีราคากำหนด เพื่อให้มีโอกาสชนะมากที่สุด

              หรือเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Line Official

               

              หวังว่าบทความนี้พอจะให้ผู้อ่านเข้าใจคอนเซ็ปต์คร่าวๆ เกี่ยวกับการคำนวณโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ ว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง และสามารถทำได้อย่างไร หากสนใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาผ่านไลน์  Marketingguru ยินให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ คอยให้คำปรึกษาทางการโฆษณาทุกแพลตฟอร์มเพื่อช่วยกำหนดงบประมาณและให้แคมเปญออกมาได้ประสิทธิภาพตามเป้าที่ตั้งไว้

               

              ติดต่อเราได้ที่

              Website: MarketingGuru

              Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              Line: @marketingguru

              โทร 02-381-9045

              วิธีอินฟลูเอเนเซอร์ ให้เหมาะกับแต่ละแบรนด์

              เลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างไรให้ตอบโจทย์

              วิธีอินฟลูเอเนเซอร์ ให้เหมาะกับแต่ละแบรนด์

              อินฟลูเอนเซอร์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวงการที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram โดยเฉพาะแอปพลิเคชันอย่าง TikTok ที่กำลังมาแรงมากๆ เกิดเป็นอาชีพเลยทีเดียว สาเหตุที่แบรนด์ต่างๆ เลือกที่จะจ้างเหล่าอินฟลู ก็เพื่อเพิ่ม Brand awareness ของสินค้าตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นรวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆ ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Adidas ที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้น พบว่าการใช้การตลาดแบบ Influencer นั้นประสบความสำเร็จถึง 70% ในแอปอินสตาแกรม เห็นได้ว่ากลยุทธ์ Influencer Marketing อาจมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคสนใจหรือซื้อสินค้ามากขึ้น หากยังไม่รู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยให้เลือกอินฟลูฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาคำตอบจากบทความนี้ได้เลย

              วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้ตอบโจทย์

              บางครั้งการจ้างอินฟลูเอนเซอร์อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อให้เป้าหมายทางการตลาดประสบผลสำเร็จ ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการมองหาอินฟลูเอนเซอร์ มีดังนี้

              1.ดูจาก location

              หากคุณกำลังมองหาอินฟลูสำหรับโปรโมตด้านการท่องเที่ยวหรืออาหาร การส่องตาม location หรือ places ในแอปพลิเคชัน Instagram รวมทั้ง Facebook ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดี เพื่อดูว่ามีท่านไหนที่เช็คอินหรือแท็กสถานนี้นั้นแล้วได้รับความนิยมบ้าง มียอดผู้ติดตาม การมีส่วร่วม และไลฟ์สไตล์ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่

              2. ส่องตาม Hashtag

              นอกจากสถานที่แล้ว การส่อง Hashtag จะทำให้ทราบได้ว่าอินฟลูท่านนั้นเคยรับงานประเภทใด สินค้าตลาดเดียวกันกับที่ต้องการอยู่หรือเปล่า ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาผลิตภัณฑ์ได้ง่าย โดยเฉพาะแบรนด์เครื่องสำอางค์ที่ผลิตสินค้าหลายประเภท ผู้ใช่งานยังสามารถเห็นภาพสินค้า วิธีการใช้งาน สไตล์การ represent สินค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละท่าน เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมมากในการทำแคมเปญสินค้าใหม่อีกด้วย

              3.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย Demographics

              ก่อนที่เริ่มต้นค้นหาอินฟลูฯ ให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ สถานที่ ความสนใจ และพฤติกรรมการซื้อ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้หาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามที่ใกล้เคียงกันกับกลุ่มเป้าหมายได้

              4.กำหนดเป้าหมายการตลาด

              พิจารณาเป้าหมายทางการตลาดของคุณสำหรับแต่ละแคมเปญ ว่ามีเป้าหมายแตกต่างกันอย่างไร เช่น ต้องการที่จะเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness) กระตุ้นยอดขาย (Sales) หรือสร้างโอกาสในการขายให้กับกลุ่มใหม่ๆ หรือไม่? การมีเป้าหมายทางการตลาดจะช่วยให้หาอินฟลูฯ ที่ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุได้ชัดเจนมากขึ้น

              5.เลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะ

              แม้จะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์เหมือนกัน เชื่อหรือไหมว่าในแต่ละช่องทางโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมในการดูเนื้อหาที่แตกต่างกันไป รวมถึง ช่วงอายุ ในการใช้ระยะเวลาบนแพลตฟอร์มนั้นๆ ฉะนั้น ควรทำความเข้าใจเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อเลือกแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Instagram, YouTube, TikTok หรือ Twitter ก่อนที่จะเลือกหาในเหล่าอินฟลูฯ  ให้ตรงตามความต้องการ

              6.ใช้เครื่องมือช่วย

              มองหาเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเอเจนซี่ในการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดี โดยสามารถกำหนดได้ว่าคุณให้ความสนใจกับอะไรบ้าง เช่น จำนวนผู้ติดตาม (Followers) อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) คุณภาพเนื้อหา (Content Quality) และความสม่ำเสมอ (Consistency) ตัวอย่างเครื่องมือช่วยวิเคราะห์เมตริกประสิทธิภาพของอินฟลูฯ ได้แก่ Social Blade, BuzzSumo และ HypeAuditor

              7.ประเมินการมีส่วนร่วมและการเข้าถึง

              การเลือกวิธีใช้อินฟลูเอนเซอร์ ควรพิจารณาอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) แบ่งออกเป็น like, share, comment หรือ view ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนผู้ชมที่ถูกวัดระดับการมีส่วนร่วมจากโพสต์ที่ผ่านมา เพื่อประเมินเบื้องต้นถึงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายตามที่แบรนด์ต้องการ ตัวอย่างเช่น การใช้แมคโครอินฟลูเอนเซอร์อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป เทียบกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตาม 10,000- 50,000 คน ไปจนถึงผู้ติดตามน้อยอย่างนาโน 1-10,000 คน อาจมีผู้ชมที่มีส่วนร่วมมากกว่าโดยเฉพาะ niche market

              8.วิเคราะห์แนวเนื้อหา

              เนื้อหาหรือแคปชั่นก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ แม้ว่าแบรนด์จะสามารถบรีฟหรือคิดเนื้อหาเองให้กับทางอินฟลูเอนเซอร์ แต่แต่ละแพลตฟอร์มก็มีอัลกอริทึ่ม (Algorithm) ไม่เหมือนกัน การที่เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าใจรูปแบบเนื้อหาที่ต้องผลิตจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแพลตฟอร์มนั้นๆ หากอินฟลูฯ ท่านนั้นมีความสนใจสินค้าอย่างแท้จริงหรือเคยโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อน มีผลให้ทำความเข้าใจหรือโปรโมตเนื้อหาที่สอดคล้องกับเทรนด์ ความต้องการ สื่อข้อความของแบรนด์ได้มากขึ้น และสะท้อนข้อความภาพลักษณ์แบรนด์ที่ถูกต้อง

              9.ติดตามและวัดผล

              ในระหว่างและหลังแคมเปญ ให้ติดตามประสิทธิภาพและวัดผลKPI เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ (traffic) คอนเวอร์ชั่น (conversion) การมีส่วนร่วม (engagement) และการกล่าวถึงแบรนด์ (Brand Mentions) การวิเคราะห์ความสำเร็จของแคมเปญที่ผ่านมาจะช่วยปรับกระบวนการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ได้ดียิ่งขึ้นสำหรับแคมเปญต่อไปในอนาคต

              Influencer Marketing ที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลักๆ ตั้งแต่กระบวนการหาอินฟลูเอนเซอร์ กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่ต้องการให้โปรโมต สิ่งสำคัญคือต้องติดตามและวัดผลในแต่ละกิจกรรมที่ผ่านมาเพื่อคอยพัฒนาประสิทธิภาพของแคมเปญ Marketingguru ยินดีให้บริการด้าน Influencer Marketing ในการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมกับแบรนด์และวางแผนการตลาดเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

              หากสนใจติดต่อเราได้ที่

              Website: MarketingGuru

              Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              Line: @marketingguru

              โทร 02-381-9045

               

               

              Line Openchat

              โฆษณา Line Openchat สร้างรายได้จาก Line LAP

              Line Openchat

              Line เป็น Chat Platform ที่ใหญ่ที่สุด และได้รับความนิยมสูงสุดด้วยเช่นกัน ทำให้มีหลากหลายฟีเจอร์ เช่น Line Openchat ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานออนไลน์ จึงทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ นิยมใช้ช่องทางนี้ ในการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และสร้างรายได้อีกด้วย

              Line Openchat คืออะไร ?

              คือห้องแชทขนาดใหญ่ ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล จึงทำให้ธุรกิจเลือกที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ เพื้อเป็นกลุ่มในการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับร้านค้า ทั้งสินค้า และโปรโมชัน ซึ่งสามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงกลุ่มได้ 3 แบบ คือแบบสาธารณะ, ใช้รหัสเข้าร่วม และขอสิทธิ์การเข้าร่วมจากผู้ดูแล ซึ่งจะแตกต่างจาก Line Group ในส่วนที่ LINE Open Chat จะมีผู้ดูแลที่สามารถจัดการสมาชิกได้ 

              และด้วยฟีเจอร์ LINE Open Chat ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Line ได้มีการเพิ่มช่องทางในการสร้าง Line Ads ผ่าน LINE Open Chat ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Line LAP (Line Ads Platform)

              การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat เป็นอย่างไร ?

              การทำ Line Ads ผ่าน ไลน์โอเพนแชท จะเป็นการทำแถบป้ายโฆษณาในรูปแบบของข้อความที่ไม่ได้อ่าน ซึ่งจะเป็นรูปแบบของรูปภาพหรือแถบโฆษณา โดยระบบจะแสดง Line Ads ให้เห็นเฉพาะคนคนนั้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้อื่นในห้อง ซึ่งหากบุคคลนั้นได้เห็น Line Ads นี้ไปแล้ว โฆษณาดังกล่าวจะหายไปจากการแสดงผลของบุคคลนั้นทันที

              โดยโฆษณาสินค้าต่างๆ จะครอบคลุมทุกห้องใน ไลน์โอเพนแชท โดยแบ่งแยกตามประเภทของห้องนั้นๆ และเน้นการยิงโฆาณาไปในห้องที่มีการพูดคุยหรืออัปเดตกันมากกว่า 40% นั่นเอง 

              การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat สามารถเลือกวัตถุประสงค์อะไรได้บ้าง ?

              ต่อให้การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน ไลน์โอเพนแชท จะเป็นการแสดงโฆษณาเพียงไม่นาน แต่ก็มีตัวเลือกวัตถุประสงค์มากมาย ได้แก่..

              การเข้าชม Website, การกดเข้าชม Video, การติดตั้งแอปพลิเคชัน, การกดเพิ่มเพื่อนใน Line OA, การเพิ่ม Website Conversion, การเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปพลิเคชัน

              การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat มีข้อดีอย่างไร ?

              การทำ ไลน์โอเพนแชท จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับสินค้าได้อย่างตรงจุด หากกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่สนใจหรือซื้อขายสินค้าแบบใด จะแสดงเฉพาะโฆษณาแบบนั้น ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องมีการลองผิดลองถูก และการทำโฆษณารูปแบบนี้นั้น จะไม่เป็นการรบกวนผู้อื่น เพราะจะแสดงเฉพาะผู้ที่ยังไม่เห็นนั่นเอง

               นอกจากนี้ยังเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ร้านค้าออนไลน์หรือผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน อัปเดตข่าวสารต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ในการทำโฆษณาออนไลน์ โดยผ่าน Line Ads เพื่อสร้างการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงวัตถุประสงค์ต่างๆอีกมากมาย แถมยังเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดอีกด้วย แบบนี้ต้องลองนะคะทุกคน

              อยากทำ Line Ads หรือโฆษณาออนไลน์รูปแบบอื่นๆ สามารถทักทายมาหา MarketingGuru ได้เลยน้าาา ยินดีให้บริการค่า

              ติดต่อ MarketingGuru

              Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              Line: @marketingguru

              โทร 02-381-9045

              MG-BLOG-AUG-2

              รู้จัก Facebook Video Ads ทำโฆษณา Facebook

              Facebook เป็น Social Media Platform ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทุกเพศทุกวัย ด้วยการเป็นแหล่งรวบรวมของคอนเทนต์, เรื่องราว รวมถึงข่าวสารที่หลากหลายรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มนี้ กลายเป็นแหล่งโซเชียลมีเดียประจำของใครหลายๆคน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้นักการตลาดออนไลน์ นำช่องทางนี้ไปสร้างเป็นหนึ่งใน Online marketing คือการทำ Facebook Ads นั่นเอง

              Facebook Ads หรือ โฆษณา Facebook นั้น มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ในบทความนี้ จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก และทำความเข้าใจกับ Facebook Video Ads หนึ่งในรูปแบบโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายเลยก็ว่าได้ค่ะ

              Video Facebook Ads คืออะไร ?

              Facebook Video Ads คือการสร้างโฆษณา Facebook ในรูปแบบของวิดีโอ ซึ่งได้รับความนิยมและผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อเทียบกับการทำโฆษณาในรูปแบบอื่น ด้วยการสื่อสารที่ผ่านภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทำให้ง่ายต่อการบริโภคของผู้ชม โดยสามารถทำได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ทั้งการเข้าถึง, การรับรู้, โปรโมตแคมเปญหรือโปรโมชัน รวมไปถึงสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งด้วยเช่นกันค่ะ 

              ประเภทของ Facebook Video Ads

              1. In-Stream Video ads

              เป็นโฆษณา Facebook ที่คั่นระหว่างวิดีโอต่างๆ ซึ่งมีความยาว 60 วินาที โดย 15 วินาทีแรกนั้น ผู้ใช้งานไม่สามารถกดข้ามได้ แต่หลังจากนั้น จะเลือกได้ว่าต้องการดูต่อหรือกดข้าม เพื่อกลับไปดูวิดิโอที่เรากำลังรับชมก่อนหน้านี้

              1. Facebook Marketplace Video ads

              เป็น Facebook Ads ที่ปรากฏอยู่ในหน้าของ Facebook Marketplace

              1. Facebook Stories ads

              แบบโฆษณาแบบแนวตั้งและเต็มหน้าจอ จะปรากฏเมื่อเราดู Story ซึ่งมีความยาวประมาณ 15 วินาที แต่หากมีความยาวมากกว่านั้น จะเป็นการเล่นต่อเนื่องไปยังอีกหน้า Card ของ Story นั้นๆ

              1. Facebook Video Feed ads

              รูปแบบนี้จะอยู่บนหน้าฟีดของ  Facebook Video Feed เมื่อเราเลื่อนดูวิดีโอไปเรื่อยๆ จะปราฏโฆษณารูปแบบนี้แทรกขึ้นมาระหว่าง Organic Video

              ส่วนประกอบของ Facebook Video Ads

              โดยในส่วนนี้นั้น จะขออธิบาย โดยใช้ตัวอย่างจาก Video Facebook Ads ของ Blackmore

              1. Account Link 

              ชื่อแบรนด์ที่ผู้ใข้งานสามารถคลิกเพื่อไปยังหน้าเพจได้ ซึ่งด้านใต้ชื่อเพจ จะแสดงคำว่า Sponsor ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่านี่คือ Facebook ads

              • Primary Text 

              แคปชันหรือ Copy Writing ที่อธิบายเกี่ยวกับโฆษณานั้นๆ หากไม่ต้องการให้แสดง ‘อ่านเพิ่มเติม / Read more’ จะต้องมีความยาวไม่เกิน 125 ตัวอักษร

              • Video View

              Video Display โดยจะเริ่มเล่นอัตโนมัติ อาจจะเป็นการเปิดเสียงแบบอัตโนมัติ หรือแค่แสดงรูปภาพแล้วผู้ใช้งานสามารถกด Play เพื่อเริ่มเล่นก็ได้เหมือนกันค่ะ

              • Headline

              เป็นหัวข้อโฆษณา Facebook ซึ่งจะต้องมีความยาวไม่เกิน 40 ตัวอักษร เพื่อให้แสดงได้ครบแบบที่คำไม่ตกหล่น

              • ปุ่ม Call-to-action

              เป็นปุ่มที่ผู้ชมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพื่มเติม, ซื้อสินค้า, ทักข้อความ หรืออื่นๆที่แบรนด์กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้เราทราบ Conversion Rate ว่ามีผลเป็นอย่างไร จากการกดเข้ามาของผู้ชม

              ข้อกำหนดในการทำ Facebook Video Ads

              • ต้องเป็นไฟล์ประเภท MP4, MOV หรือ GIF
              • โฆษณาประเภท In-Feed Ads ควรใช้สัดส่วน 4:5 เพื่อแสดงได้แบบเต็มจอ
              • ความยาววิดีโอ มีได้ตั้งแต่ 1 วินาที – 240 นาที (สำหรับ In-Feed Ads)
              • ทุกรูปแบบควรมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 4GB
              • Minimum Resolution ไม่ควรต่ำกว่า 1080×1080 px

               

              เคล็ดลับการทำ Video Facebook Ads 

              1.สร้างโฆษณา Facebook ให้เข้าใจ แม้จะไม่มีเสียงประกอบ 

              จากสถิติ Facebook เผยว่า 80% ของผู้ใช้งานไม่นิยมวิดีโอที่เปิดเสียงอัตโนมัติ ดังนั้น Facebook จึงได้พัฒนาการเล่น  Facebook Video Ads แบบปิดเสียง และสามารถกดเปิดเสียงได้ หากผู้ชมต้องการ

              นอกจากนี้ หากวิดีโอนั้น มีการเพิ่ม Subtitle จะช่วยเพิ่มการเข้าชมได้นานถึง 12%

              2.เรียกความสนใจภายใน 3 วินาที

              คอนเทนต์ที่น่าสนใจ จะไม่ทำให้เกิดการเลื่อนผ่าน ซึ่งหากผู้ชมกวาดสายตาดูในช่วง 3 วินาทีแรก แล้วอยากดูต่อ จะสามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้ ดังนั้น ควรแทรกจุดขาย, Highlight หรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอให้ได้ภายในช่วงแรก

              และจากสถิติ Facebook 33% ของผู้ชมจะหยุดดูวิดีโอจากแบรนด์ที่ตนชอบ การสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้ชมเห็นแบรนด์ของเรา จะช่วยเพิ่ม Engagement ได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

              3.คำนึงถึง Mobile Friendly 

              ผู้ชมส่วนใหญ่นิยมใช้มือถือมากกว่า ดังนั้นในการออกแบบ Video ทั้งสัดส่วนและการแสดงของแคปชัน ควรคำนึงถึงการปรากฏในอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์

              4.Retarget ผู้ใข้งานที่เคยดูวิดิโอ

              เป็นการกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ที่เคยซื้อหรือเป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้ว โดยใช้โฆษณา Facebook เพื่อสร้างการซื้อซ้ำ จากกลุ่มลูกค้าเดิม ถือเป็นการรักษาฐานลูกค้าด้วยค่ะ

              5.สร้าง Poll บนโฆษณา

              สร้าง  poll เพื่อให้ผู้ใข้งานสามารถแสดงความเห็นในรูปแบบของสติ๊กเกอร์ ซึ่งทาง Instagram Storie ก็สามารถทำได้เช่นกัน 

              ขอบคุณที่มา: Adepresso & stepstraining.co

              Facebook Video Ads ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบโฆษณา Facebook ที่อยากจะแนะนำเหล่าร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่มีช่องทางการตลาดออนไลน์ได้ลองทำค่ะ ด้วยการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ง่าย และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชม และหากเรารู้ถึงวิธีในการทำ รับรองว่า Chat ร้อนแรงดัง Fire เลยล่ะค่ะ 

              หรือใครที่กำลังมองหา Digital marketing agency เพื่อดูแลการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจตนเอง อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru นะคะ พร้อมให้บริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ตอบโจทย์ทุกรูปแบบธุรกิจอย่างแน่นอนค่ะ 

              🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

              👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              👉🏻 โทร 02-381-9045

              👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

              หรือแอด Line : @marketingguru

              👉🏻 E-mail: [email protected]

              MG-BLOG-AUG-3

              หลักการทำ Instagram Ads ผ่าน IG Story

              เมื่อพูดถึง Social Media ที่ได้รับความนิยมในส่วนของการอัปเดตชีวิตประจำวัน หนึ่งในชื่อที่ทุกคนต้องนึกถึงจะต้องมี ‘Instagram’ แน่นอน ด้วยความโดดเด่นในการเป็นช่องทางในการสร้างคอนเทนต์รูปแบบของรูปภาพ รวมไปถึงฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่าง IG Story ที่หลายๆคนมักใช้ในการอัปเดตเรื่องราว, แชร์สิ่งที่น่าสนใจ รวมไปถึงการทำโพลหรือ Live สด ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละค่ะ ที่ต้องบอกว่า สามารถประยุกต์นำมาเป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ของเหล่าธุรกิจได้ แถมยังทำได้ไม่ยากด้วยนะ 

              หลายๆคนย่อมทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่องทางนี้ ก็สามารถทำการโฆษณา Instagram ได้ แล้วทราบกันอีกไหมคะ ว่าเจ้า IG Story ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า ไม่แพ้การใช้ Instagram ads เลยค่ะ วันนี้ MarketingGuru จะขอนำไอเดียในการสร้างคอนเทนต์เรียกผู้ติดตาม ผ่าน IG Story มาฝากทุกคนกันค่ะ แอบบอกว่าช่องทางนี้ นอกจากจะง่ายแล้ว ยังสนุกและไม่ยากด้วยนะ

              ก่อนจะเข้าสู่ไอเดียในการทำ ขอแวะพามาทำความรู้จักกับ IG Story กันก่อนค่ะ

              IG Story 

              IG Story คือฟีเจอร์ของ Instagram ที่ทำให้เราได้อัปเดตเรื่องราวต่างๆได้แบบ Real time ทั้งรูปภาพ, วิดีโอ, Poll, Q&A โดยมีลูกเล่นต่างๆมากมาย เช่น Sticker, Gif, Filter ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมมากเลยทีเดียว

              หลักการในการทำสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ผ่าน IG Story ที่ธุรกิจต้องรู้ 

              1. เก็บความคิดเห็นลูกค้าผ่าน Poll / Q&A

              ความคิดเห็นและคำติชมของลูกค้า มีความสำคัญต่อการพัฒนาปรับปรุงธุรกิจ ทั้งความต้องการ ความสนใจ และข้อผิดพลาดที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจนั้นๆ

              IG Story มีลูกเล่นในการสร้าง Poll และ Q&A ที่ธุรกิจสามารถสอบถามหรือให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น นอกจากจะได้คอมเมนต์จากลูกค้าแล้ว ในฟีเจอร์นี้ ธุรกิจเองก็ยังสามารถแอบแทรกการขาย ด้วยการใส่รูปพื้นหลังเป็นภาพสินค้าก็ได้ด้วยนะ

              1. เก็บรวบรวม Email เพื่อใช้ในการ Remarketing

              หากบัญชี Instagram ของคุณ มีผู้ติดตามมากกว่า 10K Instgram จะอนุญาตให้ทำการแทรกลิงก์ใน IG Story เพื่อนำพาลูกค้าไปยังลิงก์ที่คุณต้องการ

              ซึ่งจากฟีเจอร์นี้นั้น ธุรกิจสามารถนำมาประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการนำลูกค้าไปสู่การลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลต่างๆ และยังสามารถแทรกลิงก์เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆได้อีกหลากหลาย ตามความต้องการของแต่ละธุรกิจได้เลยค่ะ 

              1. แนบ Location เพื่อให้ลูกค้าทราบถึงสถานที่จัดกิจกรรมและที่ตั้งของร้าน

              อย่างที่เกริ่นข้างต้นเลยค่ะ ว่า IG Story ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอัปเดตเรื่องราวในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่า จะต้องมีตัวระบุ Location เพื่อแจ้งให้ผู้ติดตามทราบ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนนั่นเอง

              และด้วยฟีเจอร์นี้ ธุรกิจเอง ก็สามารถอัปเดตสถานที่จัดกิจกรรมหรือที่ตั้งร้านค้า เพื่อให้ลูกค้าและผู้ติดตามทราบนั่นเองค่ะ

              1. ใช้ Hashtag รวบรวมสินค้าและโปรโมชัน

              Hashtag (#) เป็นเหมือนแหล่งรวบรวมคอนเทนต์นั้นๆ เพียงแค่เรากดเข้าไป จะเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่เราติด # ไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งความง่าย ในการแยกประเภทเรื่องราวต่างๆนั่นเอง

              ใน IG Story มีลูกเล่นคือเพิ่ม Hashtag ดังนั้นเมื่อธุรกิจทำการอัปโหลดรูปภาพหรือวิดีโอของสินค้า/บริการ สามารถเพิ่ม Hashtag เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้ลูกค้าสามารถกดเข้าไปดูสิ่งที่เกี่ยวข้องในหมวดหมู่เดียวกัน เผลอๆนี่ยังสร้างรายได้เพิ่มอีกด้วยน้า

              1. การนับถอยหลังเข้าสู่โปรโมชัน โดยการใช้ Countdown 

              Countdown Sticker เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ได้รับความนิยม สามารถสร้างความตื่นเต้นและทำให้ลุ้นไปพร้อมๆกัน ทั้งตัวของผู้โพสต์และผู้ติดตาม

              ซึ่งหากธุรกิจมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าหรือปล่อยโปรโมชันใหม่ๆ และต้องการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม และผู้ติดตาม การใช้ Countdown ก็ถือเป็นลูกเล่นน่ารักๆ ที่ช่วยให้สนุกและน่าติดตามมากไปกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

              IG Story ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะทำให้เราสร้างคอนเทนต์ได้อีกมากมาย โดยการนำลูกเล่นต่างๆมาประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นธุรกิจมากขึ้น นอกจากจะสามารถเพิ่มผู้ติดตามใหม่ๆแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเดิมอีกด้วยค่ะ

              นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มลูกค้าแล้ว การมี Digital Marketing Agency ข้างกาย ก็ยังช่วยสร้างรายได้จากการตลาดออนไลน์อีกด้วยนะคะ หากสนใจการทำ Digital Marketing หรือการตลาดออนไลน์รูปแบบอื่นๆ อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru น้า

              ติดต่อ MarketingGuru

              Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              Line: @marketingguru

              โทร 02-381-9045

              MG-Blog 2

              Google Ads VS Facebook Ads ทำการตลาดออนไลน์แบบไหนดี

              ในปัจจุบัน รูปแบบการตลาดออนไลน์มีให้เลือกหลากหลายช่องทาง ซึ่งนี่อาจจะเป็นโจทย์ให้กับแต่ละธุรกิจ ว่าเราควรจะใช้ช่องทางไหน ในการสร้าง Online Marketing ใช่ไหมล่ะ

              2 ในหลากหลายช่องทาง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคือ Google Ads และ Facebook Ads ซึ่งเจ้า 2 ตัวนั้น หลายๆคนอาจจะคิดว่าเหมือนกัน และสามารถใช้แทนกันได้ แต่จริงๆไอ้เจ้า 2 ตัวนี้มันต่างกันสิ้นเชิงเลยนะ แต่จะต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลในส่วนนี้มาฝากทุกคนค่ะ

              ความแตกต่าง ที่ดูเหมือนจะคล้ายกัน.. 

              1. รูปแบบการทำโฆษณา
              • รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook Ads

              Facebook ทำการตลาดออนไลน์โดยใช้ข้อมูลจากความสนใจ พฤติกรรมผู้ใช้ ข้อมูลประชากร และอีกมากมาย ซึ่งการซื้อโฆษณา จะต้องยิงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ และเลือกความสนใจให้ตรงมากที่สุด ช่องทางนี้ สามารถสร้างโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบ และยิงได้ทั้งบน Facebook รวมถึง Instagram ด้วย

              • รูปแบบการทำโฆษณาบน Google Ads

              Google จะใช้คำค้นหา 9Keyword) ในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งรูปแบบโฆษณาเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ตั้งแต่โฆาณาที่เป็นลิงก์, Banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ (GDN) และโฆาณาวิดีโอใน Youtube ด้วยเช่นกัน

              2. การเป็นคู่แข่งของ Google Ads และ Facebook Ads

              ต้องบอกว่าด้วยความคล้ายกันใน ‘รูปแบบของโฆษณา’ ทำให้กลายมาเป็นคู่แข่งแบบทางอ้อมก็ว่าได้ เพราะ Google มีบริการที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ Youtube และ Google My Business ที่ได้รับความนิยมในการทำการตลาดออนไลน์อย่างมาก โดยเฉพาะ Youtube จึงทำให้ Gacebook พยายามจะทำให้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นช่องทางในการสร้างโฆษณารูปแบบวิดีโอด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องบอกว่า Facebook เอง ก็ปั้นคอนเทนต์ประเภทวิดีโอได้ไม่ด้อยไปกว่า Youtube เลยทีเดียวนะ

              แล้วสรุป Google Ads หรือ Facebook Ads ดีกว่ากัน

              การทำการตลาดออนไลน์ ไม่มีคำว่าดีกว่า เพราะจริงๆแล้วหากเรามีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ก็ทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าการมีช่องทางเดียว แต่แค่เราอาจจะต้องเลือก ว่าจะให้ความสำคัญหรือเน้นช่องทางไหนเป็นหลัก แต่ยังคงไม่ละทิ้งช่องทางอื่นๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใน Customer Journey ที่หลากหลายขึ้นนั่นเอง

              จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะกับ Google Ads หรือ Facebook Ads

              อย่างแรกคือต้องรู้ว่าจุดประสงค์ในการทำโฆษณานั้นเพื่ออะไร, ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และวิธีการที่จะใชันั้นคืออะไร เช่น หากมองถึงเรื่องของความสนใจเป็นเกณฑ์ ให้มุ่งไปที่ Facebook Ads แต่หากเน้นการใช้คำค้นหา และมองว่ากลุ่มเป้าหมายในธุรกิจของเราต้องมาจากการค้นหา ให้เลือกใช้ Google เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่เหมาะกับธุรกิจแล้วค่า 

              หรือหากใครยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าควรใช้ Google Ads หรือ Facebook Ads ดี ตรงส่วนนี้ต้องมี Digital marketing agency แล้วค่ะ ติดต่อ MarketingGuru ได้เลยค่ะ เราพร้อมให้บริการ และช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตของคุณได้แน่นอน

              ติดต่อ MarketingGuru

              Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

              โทร 02-381-9045

              Line: @marketingguru

              E-mail: [email protected]