MG-Blog-April-3

เลือก Platform Social media marketing ให้ธุรกิจ

ยุคนี้ ใครๆต่างก็ทำการตลาดออนไลน์ หรือ Social media marketing กันทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกธุรกิจไม่สามารถสร้าง Content marketing ใช้ทุกช่องทางเหมือนกันได้ ต้องอย่าลืมว่าแค่เพียงธุรกิจแตกต่างกัน แล้วอย่างอื่นจะเหมือนกันได้อย่างไร ? Platform แต่ละช่องทางของ Online marketing ก็มีความสามารถและความเหมาะสมที่แตกต่างกันเช่นกัน 

Platform Social media marketing แตกต่างกันอย่างไร ?

ในแต่ละ Platform นั้น แน่นอนว่าถูกสร้างมาให้มีจุดเด่นที่ไม่ซ้ำกัน การทำ Social media marketing ก็เหมือนเป็นการใช้จุดเด่นเหล่านั้นเพื่อวางวัตถุประสงค์และเจาะกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง นอกจากนี้ แต่ละธุรกิจย่อมมีความแตกต่างกัน จึงไม่แปลกเลยที่จะใช้ Platform ที่แตกต่างกัน  สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำความรู้จักกับธุรกิจของตนให้ดี วางวัตถุประสงค์และกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อนำไปสู่การใช้ Platform ที่เหมาะสมนั่นเอง

แล้วมีวิธีเลือก Platform social media marketing อย่างไรล่ะ ?

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น ว่าให้นำจุดเด่นของแต่ละ Platform มาวิเคราะห์ร่วมกับแผนการตลาดของเรา (ในที่นี้คือ วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย) ว่าสุดท้ายแล้วนั้น เราควรจะทำการตลาดออนไลน์ โดยการสร้าง Content marketing บน Platform ไหนดี ซึ่งแต่ละ Platform นั้นมีจุดเด่นและความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. Facebook: Platform สุดแมสในการสร้างการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน ด้วยฟังก์ชันที่สามารถโพสต์ได้อย่างเต็มที่แบบ No limit ตัวอักษร โฆษณาได้หลากหลายรูปแบบคอนเทนต์ ทั้งข้อความ, ภาพ, Gif และวิดีโอ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการทำ Social media marketing ควรจะเป็นคอนเทนต์แบบกระชับ เข้าใจง่าย ประกอบกับรูปภาพหรือวิดีโอที่สอดคล้องกันนั่นเอง แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดมากมายของเฟซบุ๊กประกอบกับเจ้าของธุรกิจจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าผู้อื่นพูดถึงเราอย่างไร ทำให้เฟซบุ๊ก เหมาะกับการใช้เป็น Platform ในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมมากกว่า 
  1. Twitter: ส่วนใหญ่แล้วเมื่อพูดถึง Platform นี้ จะต้องเป็นคอนเทนต์ที่เป็นกระแส ณ ขณะนั้น แน่นอนว่าเมื่อพูดถึง Twitter จะต้องนึกถึง Hashtag (#) ซึ่งเจ้านี้แหละ ตัวทำ Social media marketing ชั้นดีของช่องทางนี้ก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็น Contact ของศิลปินหลากหลายท่าน ดังนั้น Platform นี้ จึงเหมาะกับการทำการตลาดแบบทันกระแส โดยการใช้ Hashtag เข้าร่วม อีกทั้งยังเหมาะกับ Influencer review เพื่อดึงให้ฐานแฟนคลับเข้ามาช่วยสนับสนุนและเป็นกลุ่มลูกค้าด้วยเช่นกัน
  1. Instagram: Platform ที่มีจุดเด่นในด้านของการแชร์รูปภาพ เรียกว่าเป็นการบ่งบอกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายนั่นเอง ทำให้เหมาะกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ที่แสดงถึง Mood&Tone ของธุรกิจ อีกหนึ่งข้อดี คือ Instagram มีการใช้ Hashtag (#) ที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับ Twitter ทำให้สามารถทำโฆษณาSocial media marketing ผ่าน Hashtag ได้เช่นกัน
  1. Youtube: การใช้สื่อแบบ VDO ถือเป็นจุดขายของ Platform นี้ ผู้ที่เข้ามานั้นตั้งใจที่จะเสพ VDO โดยตรงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ณ ขณะนั้น เช่น หาวิธีแก้ปัญหา, ดูรีวิวสินค้า รวมถึงเสพเพื่อความบันเทิงอีกเช่นกัน ดังนั้นการทำ Social media marketing ผ่าน Platform นี้ ควรเป็น VDO แนะนำสินค้า, วิธีการใช้สินค้า, รีวิวสินค้า หรือการทำ VDO ให้ผู้คนสนใจที่จะดูต่อเรื่อยๆนั่นเอง
  1. Tiktok: ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางมาแรงในปัจจุบัน จุดเด่นของ Tiktok คือเป็น VDO Community Content ที่สั้นและหลากหลาย สามารถใส่เพลงเพื่อเพิ่มความสนุกแบบไม่ต้องตัดต่ออย่างซีเรียสมากนัก การใช้ช่องทางนี้ในการทำ Social media marketing จึงควรเน้นทำ VDO ที่สั้นและชวนให้ดูต่อแบบไม่ปัดขึ้น อาจจะเป็น Content สนุกๆ ที่แทรกการขายแบบไม่ Hard Sale เนื่องจากถือเป็น Platform ที่เน้นไปทางความบันเทิงซะมากกว่า

นี่เป็นเพียงแค่ Platform ที่ยกตัวอย่างมาให้แค่บางส่วนเท่านั้น เพราะในปัจจุบันรวมถึงอนาคตข้างหน้า การทำ Online marketing ในรูปแบบของ Social media marketing อาจจะมีการใช้ช่องทางสร้าง Content marketing ที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยเพราะกระแสในขณะนั้น รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

แล้วควรเลือก Platform Social media marketing อย่างไร ?

ดังนั้นขอสรุปตรงนี้เลยว่า การทำ Online marketing โดยเลือกใช้ Platform Social media marketing ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก อยู่ที่เรากำหนดวัตถุประสงค์ ร่วมกับเจาะกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างไรมากกว่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจและรู้จักธุรกิจของตัวเองให้ดี เพราะปัจจัยนี้ส่งผลไปถึงทั้งวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ที่ใช้ และการเลือก Platform นั่นเอง

แต่หากใครหรือองค์กรไหน อยากมอบหมายเรื่องของ Social media marketing ให้กับบริษัท Dogital marketing agency เป็นผู้ดูแล MarketingGuru พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างครบวงจรเช่นกันค่ะ

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

blog

Content สำคัญกับ Digital marketing agency

ทำไมการทำ Content จึงจำเป็นกับ Digital marketing agency

Content is king ประโยคที่เหล่า Digital marketing agency หรือนักการตลาดออนไลน์ต้องจำให้ขึ้นใจ ไอ้เจ้าคอนเทนต์นี่แหละ ตัวกำหนด ชี้ชะตา และสร้างรายได้ของจริงเลยนะ แต่ทำไมถึงได้บอกแบบนี้ ? วันนี้จะมาไขข้อสงสัย หรือล้วงความจริงกัน ว่าทำไม Digital marketing agency ถึงต้องให้ความสำคัญกับคอนเทนต์กันนัก 

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Digital marketing agency มีหน้าที่อะไร ?

 

Digital marketing agency คือบริษัทที่ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์ ทั้งให้คำปรึกษา ตลอดจนเป็นผู้ดูแลช่องทาง Online marketing ให้กับธุรกิจต่างๆ รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดและการโฆษณาในทุกๆช่องทางออนไลน์เช่นกัน

 

ทีนี้มาเข้าใจถึงคำว่า Content ตั้งแต่รากศัพท์กันก่อน..

 

Content คือ การสื่อสารเนื้อหาแบบทั่วไป ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของข้อความ, รูปภาพ หรือวิดีโอก็ได้

 

และ..

Content marketing ซึ่งก็คือ Content ที่นำมาดัดแปลงให้เกิดเป็นสื่อในการขาย เป็นได้ทุกรูปแบบเช่นกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวนี้แหละสำคัญมากๆ เพราะทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีตัวกลางในการไปตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนให้เป็นกลุ่มลูกค้า และนี่แหละ งานหลักของ Digital marketing agency เค้าล่ะ..

 

สิ่งสำคัญที่สุด คือเมื่อคุณเข้ามาทำมาค้าขายบนโลกออนไลน์แล้วนั้น มันยากมากนะที่ลูกค้าจะมาเห็นสินค้าจริงของเรา เพราะเราไม่สามารถให้ทดลองผ่านช่องทางนี้ได้ยังไงล่ะ ดังนั้นการสร้าง Content marketing จึงเป็นสิ่งสำคัญของชาว Digital marketing Agency ที่จะต้องคอยครีเอทสื่อพวกนี้ออกมาให้เปลี่ยนเป็นรายได้ให้ได้ ถามว่ายากไหม ก็ต้องตอบว่า ทุกอย่างที่เล่นกับใจคน ไม่มีคำว่าง่ายหรอก

 

แล้วเหล่า Digital marketing agency มีวิธีการครีเอทคอนเทนต์กันแบบไหนบ้างนะ ?

เรื่องหลักการสร้างคอนเทนต์ไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคน แต่ละเจ้ามากกว่า ว่าจะเลือกใช้หลักการใด แต่จะขอสรุปให้เป็นภาพรวม ว่าจริงๆแล้วนั้น Content marketing ที่ดี นั้นควรเป็นอย่างไร

 

  1. เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร เห็นแล้วจดจำได้ง่าย การเลื่อนฟีดลงมาแล้วเจอแต่เนื้อหาเดิมๆ มันน่าเบื่อใช่ไหมล่ะ ? นั่นล่ะ จำไว้อย่าหาทำอะไรซ้ำซาก
  2. สมเหตุสมผล กล่าวคือ ไม่โอ้อวด หรือ Overclame สามารถพิสูจน์ได้จริง อย่าหลอกลวงผู้บริโภคนะ
  3. เล่นกับความรู้สึกคนได้ หรือที่เรียกว่ามันทัชใจอะไรประมาณนั้น เราต้องมีในใจก่อนว่าอยากให้คนที่เสพคอนเทนต์นี้ไปรู้สึกแบบไหน? ประทับใจ ? จดจำ ? หรือต้องการซื้อ ?
  4. รู้จักทั้งสินค้าลูกค้าและคู่แข่งลูกค้า อีกหนึ่งข้อมูลที่เหล่า Digital marketing agency ห้ามพลาด คือคู่แข่งของลูกค้า เพราะการรู้จักแค่สินค้าของลูกค้าไม่พอ ที่ดีไปกว่านั้นคือการต้องรู้จักไปถึงคู่แข่ง เพื่อการสร้างคอนเทนต์ที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่า

 

ยังยืนยันอีกทีว่า Content marketing คือหัวใจหลักของการทำการตลาด ยิ่งเป็น Online marketing มากเท่าไหร่ Content is king ของจริงเลยล่ะ!! หาก Digital marketing agency รายไหน จับจุดความต้องการถูก เข้าใจวัตถุประสงค์ของธุรกิจ เลือกกลุ่มเป้าหมายตรง ยังไงก็ขายออก

 

ปล่อยให้เรื่องของ Content marketing เป็นหน้าที่ของ Digital marketing agency ดีกว่า หากสนใจหรือต้องการปรึกษาการทำการตลาดออนไลน์ ต้อง MarketingGuru นะคะ

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

ยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ Digital Marketing !

แล้วมันดีจริงไหม ควรทำจริงรึเปล่า หรือเป็นแค่เทรนด์ที่มา ๆ แล้วก็ไป วันนี้เราจะพามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับการทำ Digital Marketing ทำไมถึงได้รับความนิยมมากแล้วควรทำจริง ๆ ไหมมีข้อดีหรือไม่อย่างไรบ้าง

ยุคแห่งสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตเรามากยิ่งขึ้น นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาทำ Digital Marketing มากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นช่องทางหลักที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นและที่สำคัญยังเป็นช่องทางที่วัดผลได้ชัดเจน เเละสามารถเริ่มทำได้ง่ายเพียงจ้าง Marketing Agency โดยมีข้อดีในการทำ Digital Marketing ดังนี้

1️⃣ เพิ่ม Awareness

2️⃣ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

3️⃣ มีต้นทุนไม่สูงมากนัก

4️⃣ เพิ่มความน่าเชื่อถือ

5️⃣ สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น


1. เพิ่ม Awareness ให้คนรู้จักแบรนด์มากยิ่งขึ้น ด้วยกลุ่มคนที่ใช้โซเชียลมมีเดียมีเยอะมากอยู่แล้วโดยไม่มีการจำกัดทั้งในและนอกประเทศ จึงยิ่งเป็นผลดีกับธุรกิจทั้งกลุ่มที่ต้องการลูกค้าภายในหรือนอกประเทศ การเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น จึงยิ่งช่วยขยายฐานลูกค้าให้กับองค์กรได้มากยิ่งขึ้น

2. สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากการทำ Digital Marketing มีหลายช่องทางและสามารถลงโพสต์หรือข้อมูลได้ตามที่ต้องการ เราจึงมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในการคิดกิจกรรมหรืคอนเทนต์ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า

3. มีต้นทุนไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะการจ้างบริษัท Marketing Agency ก็จะยิ่งลดต้นในการจ้างคนได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเทียบกับ Off-line Marketing แล้ว Digital ถือว่าราคาถูกกว่ามากแต่ยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี

4.เพิ่มความน่าเชื่อถือ ปฎิเสธไม่ได้ว่าการมีเว็บไซต์หรือเพจเป็นของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร และยิ่งมีช่องทาง Social Media ที่สามรถแชร์ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ก็จะยิ่งเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญในภาคธุรกิจนั้น ๆ ได้ยิ่งขึ้น

5. สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าถึงคอมเมนต์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าที่ต่อเราเพื่อนำมาสู่การปรับปรุงพัฒนา และที่สำคัญยังโชว์ให้เห็นถึงความใส่ใจที่เรามีต่อลูกได้ในพื้นที่สาธาณะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราเองด้วยว่าเป็นแบบไหนเหมาะกับช่องทางไหนของ Social Media ด้วยกลยุทธ์ที่มีมากมายแต่สิ่งสำคัญคือจะเลือกใช้อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยในปัจจุบันการทำ Digital Marketing นั้นเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น จึงยิ่งต้องพิจารณาดี ๆ ทั้งในส่วนของกลยุทธ์และการพิจารณาเลือก Marketing Agency ที่มีคุณภาพเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

MG-Blog-SEOmakesure

SEO ขึ้นหน้า 1 Google ทำไมถึงการันตีไม่ได้

แล้วการันตีได้มั้ยคะว่าถ้าทำแล้วจะขึ้นหน้า 1 ?

คำถามที่เราเจอบ่อยมากในทุกครั้งที่นำเสนอบริการ SEO ให้กับลูกค้า แน่นอนว่าการได้ขึ้นอยู่ในหน้า 1 Google ย่อมเป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนต้องการ (เราเองก็ด้วย) เพราะมันนำมาสู่โอกาสในการเพิ่ม Traffic มาให้เว็บไซต์ของเรามากขึ้นในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการขายได้ด้วย แต่การการันตีว่าจะสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้า 1 Google ได้นั้น กลับเป็นสิ่งที่บริษัทเอเจนซี่ส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

หากลองนึกถึงหลักง่าย ๆ ที่ว่าในปัจจุบันนี้เรามีบริษัท Digital Agency มากมายที่รับทำ SEO และเป้าหมายส่วนใหญ่ก็คือการที่เว็บไซต์ได้ขึ้นหน้า 1 Google ซึ่งจากการใช้งานที่เราเห็นทั่วไปก็จะรู้ได้ว่าพื้นที่ในหน้า 1 นั้นไม่ได้มีมากมายพอสำหรับความต้องการลูกค้าในแต่ละเอเจนซี่แน่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นการจะมาบอกว่าความต้องการเยอะเลยการันตีไม่ได้ก็ยังดูไม่มีน้ำหนักมากนัก เราจึงสรุปปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่สามารถการันตีได้มาดังนี้

1.แม้แต่ Google เองยังบอกว่าการการันตี SEO นั้นไม่สามารถการันตีได้ ด้วยแพลทฟอร์ม และวิธีการคัดกรองของ Google ที่ไม่มีใครรู้ ใช่แล้วค่ะไม่มีทางที่เค้าจะบอกเราแน่นอนพราะส่วนใหญ่ที่ทางเอเจนซี่ทำกันก็เกิดจากค้นหา คาดการณ์ และประสบการณ์นั่นเอง

2. Back link กับยอด Traffic เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อ SEO เราทำ SEO เพื่อเพิ่มยอด Traffic แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าเว็บไซต์ที่มีคนเข้าชมเยอะอยู่แล้วสามารถขึ้นหน้า 1 ได้อย่างไม่ยาก ลองนึกถึงคำถามที่ติดหูพวกเรามาตั้งแต่เด็กอย่าง ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน? ก็จะแนว ๆ เดียวกับแบบนั้นเลย ที่สุดท้ายก็ยากที่จะหาคำตอบ ส่วนปัจจัยของ Back link อาจสามารถมีวิธีในการทำให้เกิดได้ แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าควบคุมได้ซะทีเดียว


3. อัลกอริทึม ระบบหลักในการคัดกรอง SEO ที่ Google นั้นเปลี่ยนหลายร้อยหรือหลายพันครั้งต่อปีเลยล่ะ นั่นหมายความว่าเราอาจจะสามารถค้นพบปัจจัยที่ช่วยดัน SEO เราให้ขึ้นหน้า 1 ได้แล้วแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะได้ผลเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้วอัลกอริทึมเปลี่ยนตลอด


4. การที่ SEO จะสามารถขึ้นหน้า 1 ได้นั้นต้องอาศัยหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในฝั่งของเอเจนซี่และลูกค้า หน้าเว็บไซต์ที่ต้องดูดี ดึงดูดให้คนเข้าถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพลูกค้าประทับใจ รวมถึงบรรดาเนื้อหาใน Blog ที่โพสต์ลงเว็บไซต์ ปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อลำดับ SEO ทั้งสิ้น

หากจะให้พูดง่าย ๆ ก็คงต้องร่วมมือกันทั้งฝั่งของเอเจนซี่เองและลูกค้าในการที่จะดันให้เว็บไซต์ขึ้นหน้า 1 แต่ถึงจะดูยาก การได้มาซึ่งหน้า 1 Google ก็ถือว่าเป็นรางวัลที่คุ้มค่าเพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มยอด Traffic เเล้ว ยอดขายก็จะเพิ่มตามไปด้วยเเละที่สำคัญเมื่อคุณติดหน้า 1 เเล้วก็จะสามารถติดอยู่นานจึงนับเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเเละเห็นผลได้จริง

Blog-Lean

Lean Organization

การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มาคู่กับธุรกิจ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกินขึ้นได้เสมอดังนั้นการปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากที่เราเห็นในปัจจุบันตั้งแต่ Covid-19 เข้ามา วิถีชีวิตของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจมากมายทำให้ตอนนี้หลายองค์กรหันมาสนใจแนวคิด Lean มากขึ้น วันนี้ MarketingGuru จึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Lean กันมากยิ่งขึ้น

Lean เป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เริ่มจากธุรกิจรถยนต์ ที่ย้อนกลับไปตอนนั้นบริษัทผลิตรถยนต์ ฟอร์ดนับเป็นอันดับหนึ่งด้านการผลิตรถยนต์เลยก็ว่าได้ จนเหล่าผู้บริหารต่างพากันไปดูงานที่นั่น รวมถึงผู้บริหารของ Toyota เองด้วย แต่เมื่อกลับมาเขาไม่ได้ดำเนินการตามบริษัทฟอร์ดเสียทีเดียว ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันจึงเกิดออกมาเป็นแนวคิด Just in Time หรือ JIT ในแรกเริ่ม ส่วนชื่อ Lean นั้นมาจากไหนวิกฤตน้ำมันใน 1973 ที่ส่งผลให้ธุรกิจยานตร์ขาดทุนกันกระจายไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าพอใหญ่อย่างฟอร์ด ในทางกลับกัน Toyota ยังสามารถทำกำไรได้ด้วยการบริหารงานแบบ Lean

แบบไหนถึงเรียกว่า Lean?
นิยามของ Lean คือองค์กรที่มีความกระฉับกระเฉง มีระบบผลิตงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าจะไม่มีการทำงานใด ๆ ที่สูญเปล่า เรียกได้ว่า เพรียวไร้ไขมันกันเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าถ้าองค์กรบริหารงานแบบ Lean หมายถึงพนักงานจะต้องทำงานหนักขึ้น เร็วขึ้น เปล่าเลยบริษัทแค่ต้องหาจุดที่เป็นความสูญเปล่าหรือส่วนที่ทำงานแล้วมันไม่มีประสิทธิภาพแล้วตัดออกไป โดยยึดหลักการ

ลดต้นทุน ลดความสูญเสีย เพิ่มคุณค่า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพราะ Lean จะทำแต่ของดีออกมาในปริมาณที่พอดีและมีประสิทธิภาพ

โดยมี 3 ลักษณะสำคัญที่จะทำให้องค์กรของคุณ Lean

1️⃣ ต้องมีการทำงานที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ

2️⃣ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน

3️⃣บุคลากรทุกระดับต้องมีทักษะรอบด้าน

How to be lean?

หากองค์กรของคุณ Lean นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องจ้างคนเยอะ แต่ยังได้งานที่มีคุณภาพ แล้วทำยังไงองค์กรเราถึงจะ Lean ล่ะ

คน สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจถึงหลักการ Lean พร้อมกับว่าตนควรดำเนินงานอย่างไรเพื่อให้สอดรับกับการที่บริษัทกำลังจะบริหารงานแบบ Lean จะทำให้ทั้งองค์กรสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความเท่าเทียมในภาระงาน

การทำงาน ปรับวิธีการทำงาน การบริหารจัดการ การแก้ปัญหา เป็นการต้องมองระบบทั้งภาพรวมและแยกส่วนว่าความสูญเปล่าอยู่ไหน แล้วกำจัดมันซึ่งความสูญเปล่าที่ว่าตามหนังสือวิถีแห่งโตโยต้าของเจฟฟรีย์ ไลเคอร์ (Jeffrey Liker) 4 ประการดังนี้

  1. งานที่ต้องแก้ไข (Defect) นับเป็นความสูญเสียที่ต้องเสียเวลาและแรงงานมากขึ้น หากเราผลิตผลงานหรือสินค้ามีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกก็จะลดลงได้
  2. ผลิตสินค้าหรือบริการออกมาเกินความต้องการ (Over production)
  3. การรอคอย (Waiting) เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่การรอคอยจะนำมาซึ่งต้นทุนแฝงอีกอื่น ๆ
  4. ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ (Non-utilized talent, Ideas, Creative) จนทำให้ องค์กรไม่ขยับไปข้างหน้า เพราะไม่ได้ฟังเสียงของพนักงานที่มีไอเดียมาเสนอ ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับบริษัทก็จะสูญเปล่าไป

หลักการ Lean นับเป็นหลักการที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เเต่ละองค์กรต้องการเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน รวมไปถึงต้องการพนักงานที่มีความสามารถเเต่ในการทำงานบางอย่างอาจต้องอาศัยกลุ่มคน เช่นในการต้องการเพิ่มยอด ทำการตลาดออนไลน์ที่สามารถช่วยได้ หากไปจ้างคนเพิ่มก็อาจะต้องจ้างทีมงานเพิ่มอีก 1 ทีมซึ่งอาจต้องใช้เวลาเเละงบประมาณเพิ่มขึ้น

 

โดยคุณอาจ Lean องค์กรได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้บริการ Outsource หรือ Agency เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะได้ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นยังประหยัดงบประมาณมากกว่าการจ้างคนเพิ่มมาทำ In-house ในบริษัทด้วย และสำคัญใครที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะเพิ่มยอดขาย หรือมองหา Digital marketing agency สามารถทักมาปรึกษาทีมงาน MarketingGuru ได้นะคะ