Gemini_Generated_Image_h3dlxth3dlxth3dl (1)

ปกป้องบุตรหลานของคุณจากนักล่าออนไลน์

ในยุคที่การใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่ายการปกป้องบุตรหลานของคุณจากนักล่าออนไลน์นับเป็นสิ่งสำคัญ นักล่าออนไลน์มักใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปแชทต่าง ๆ เพื่อเข้าหาเหยื่อโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น

การป้องกันภัยคุมคามดังกล่าวด้วยเทคโนโลยี เช่น mSpy จะช่วยให้ผู้ปกครองรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครคือนักล่าออนไลน์

นักล่าออนไลน์คือบุคคลที่ไม่หวังดีที่ใช้สื่อดิจิทัลเพื่อหลอกล่อหรือทำร้ายผู้อื่น โดยจะมีเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มเด็กและวัยรุ่น พวกเขาอาศัยการไม่เปิดเผยตัวตน บัญชีปลอม และการเข้าถึงได้ตลอดเวลาของโซเชียลมีเดียในการหลอกเหยื่อ

แพลตฟอร์มที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Instagram
  • Snapchat
  • TikTok
  • Discord
  • เกมออนไลน์

เด็กจำนวนมากเริ่มต้นการติดต่อกับคนแปลกหน้าผ่าน Instagram ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นภาพและการส่งข้อความส่วนตัว ผู้ปกครองหลายคนจึงเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ เข้าไอจีคนอื่นยังไง เมื่อพบว่าลูกมีพฤติกรรมปกปิดหน้าจอ ลบข้อความบ่อย หรือได้รับข้อความจากบัญชีที่ไม่รู้จัก ฟีเจอร์อย่าง Direct Message ทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นแบบส่วนตัวและต่อเนื่อง นักล่าออนไลน์มักใช้พื้นที่นี้ในการสร้างความคุ้นเคยทีละขั้น โดยที่เด็กไม่ทันสังเกต การเข้าใจวิธีตรวจสอบการใช้งาน Instagram อย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ปกครองมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และสามารถป้องกันสถานการณ์อันตรายก่อนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสภาพจิตใจของบุตรหลาน

วิธีการที่นักล่าบนโลกออนไลน์มักใช้มีตั้งแต่การ “grooming” (สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ), การชมเชยเกินจริงเพื่อสร้างความผูกพัน, การกดดันทางอารมณ์, การบีบบังคับ จนถึงการแบล็กเมล์ ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงพฤติกรรมเหล่านี้และให้ความรู้แก่บุตรหลานตั้งแต่เนิ่น ๆ

สัญญาณเตือนว่าบุตรหลานอาจตกเป็นเป้าหมาย

ในยุคดิจิทัลที่เด็กและวัยรุ่นเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา นักล่าทางออนไลน์อาจใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ การสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปกครองปกป้องบุตรหลานได้ทันท่วงที

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของการถูกหลอกล่อ บีบบังคับ หรือแบล็กเมล์ทางออนไลน์

  • กลายเป็นคนเก็บตัวหรือปิดบังเรื่องราวออนไลน์ ไม่ยอมเปิดเผยว่าใครติดต่อมา
  • ใช้เวลาออนไลน์มากเกินไป โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือช่วงที่ผู้ปกครองไม่อยู่
  • ได้รับของขวัญหรือคำเชิญเป็นเพื่อนจากคนแปลกหน้า
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน วิตกกังวล หรือดูเครียดผิดปกติ
  • ปฏิเสธที่จะพูดถึงการใช้งานออนไลน์หรือปิดหน้าจอทันทีเมื่อผู้ปกครองเข้าใกล้

บทบาทของผู้ปกครอง

การสร้างความไว้วางใจและการสื่อสารกับบุตรหลานเป็นกุญแจสำคัญ สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ มีดังนี้

  • พูดคุยเรื่องความปลอดภัยออนไลน์อย่างเปิดเผย
  • สอนลูกให้รู้จักขอบเขตและความเสี่ยงในการใช้อินเทอร์เน็ต
  • ตั้งกฎการใช้งานหน้าจอและเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ควรสร้างบรรยากาศเพื่อให้ลูกสามารถขอคำปรึกษาได้เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

แนะนำ mSpy เพื่อการปกป้องขั้นสูง

mSpy เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ปกครองตรวจสอบพฤติกรรมออนไลน์ของลูกได้อย่างรอบด้าน สามารถดูข้อความ โทร รายชื่อผู้ติดต่อ และตำแหน่ง GPS ได้แบบเรียลไทม์

โดยฟีเจอร์เด่นของ mSpy มีดังนี้

  • ติดตามข้อความ – ดูข้อความ SMS, iMessage, หรือแชทในแอปโซเชียลต่าง ๆ เช่น WhatsApp, Messenger, Line
  • ติดตามการโทร – ดูประวัติการโทร, รายชื่อผู้โทรเข้า/ออก, ระยะเวลาในการโทร
  • ติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ – ใช้ GPS เพื่อดูว่าผู้ใช้มือถืออยู่ที่ไหน
  • ดูประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต – เว็บไซต์ที่เข้า, บุ๊กมาร์ก, คำค้นหา
  • เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อและปฏิทิน – ดูข้อมูลผู้ติดต่อและกิจกรรมในปฏิทิน
  • ดูรูปภาพและวิดีโอ – ตรวจสอบไฟล์มีเดียที่ถูกบันทึกไว้ในเครื่อง
  • แจ้งเตือนการใช้คำสำคัญ – ตั้งค่าคำที่ต้องการตรวจสอบเพื่อรับการแจ้งเตือน
  • การบล็อกเว็บไซต์หรือแอป – จำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์หรือแอปที่ไม่ต้องการ

สรุป

ในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงการปกป้องบุตรหลานของคุณจากนักล่าออนไลน์จึงต้องเริ่มจากความใส่ใจของผู้ปกครอง การพูดคุยอย่างเปิดเผย การกำหนดขอบเขต และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น mSpy จะช่วยให้คุณติดตามและดูแลบุตรหลานได้อย่างมั่นใจ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้เครื่องมือเฝ้าติดตามเพื่อตรวจสอบการสื่อสารที่ผิดปกติ จากนั้นจึงพูดคุยกับบุตรหลานและสอนพวกเขาให้รู้จักพฤติกรรมที่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ตามวัยของพวกเขา

Visual Content in digital marketing

Visual Content ในการทำ Content Marketing

Visual Content in digital marketing

จริงอยู่ที่ คอนเทนต์ในเว็บไซต์ หรือ Social Media ต่างๆ จะได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจ หากเนื้อหาคอนเทนต์ถูกใจผู้อ่านและ Search Engine   แต่.. หากจะทำให้คอนเทนต์นี้น่าสนใจ และดึงดูดผู้ชมให้อยู่ในเว็บไซต์นานๆนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่การทำ Online Marketing ครั้งนี้ ต้องมี Visual Content  เพื่อให้บทความนั้นๆ สะกดใจนักอ่านได้อยู่หมัดนั่นเองค่ะ

Visual Content คืออะไร ?

คือ คอนเทนต์ที่อยู่ในรูปแบบของภาพและวิดีโอ เช่นรูปภาพ, GIFS, สไลด์, Infographic, VDO, E-books และรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งสื่อเหล่านี้ จะสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับบทความนั้นๆได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ 

และในบทความนี้ จะขอกล่าวถึงหัวข้อที่ทาง Canva ได้รวบรวมข้อมูลไว้ มาฝากกันค่ะ

  1. ภาพที่ดึงดูด

93% ของผู้บริโภคกล่าวว่า ภาพเป็นหนึ่งสิ่ง ที่มีผลต่อการตัดสินใจ รวมไปถึงภาพที่ใช้โฆษณา ซึ่งควรเลือกใช้พรีเซนเตอร์ให้ดี เพื่อนำเสนอแบรนด์สู่ผู้บริโภคนั่นเอง

  1. ใช้คำคม เป็นแรงบันดาลใจ

เราสามารถสอดแทรกคำคม หรือข้อคิดลงไปในบทความ เพื่อแสดงถึงความเป็นตัวตนออกมา โดยเพิ่มลูกเล่นด้วยการจัดวาง หรือครีเอตกรอบ ดีไซน์แบบเรียบง่าย เพิ่มความน่าสนใจให้กับคอนเทนต์ได้เป็นอย่างดี

  1. Call to Action

การมีปุ่ม Call to Action ถือเป็นสัญลักษณ์บอกกับผู้บริโภคว่าต้องไปไหน หรือทำอย่างไรต่อ ประกอบกับการใช้คำที่โดนใจและสีที่สะดุดตา จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้นอีกด้วย

  1. Branded Images

ภาพที่นำมาใช้ประกอบคอนเทนต์ ควรเป็นภาพที่ไม่ซ้ำใคร สร้างความแตกต่างและน่าสนใจให้กับแบรนด์อีกด้วย

  1. นำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ

หากมีข้อมูลที่ค่อนข้างยาว หรือเข้าใจยาก ควรย่อยเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เช่น สรุปในรูปแบบกราฟหรือชาร์ตแทนการพิมพ์เป็นตัวอักษร เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็วและถูกต้อง

  1. Video Content

วิดีโอ เป็นสื่อที่ดึงดูดผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้เข้าใจได้ง่าย มากกว่าการอ่านข้อความ และภาพนิ่ง

7. เกร็ดความรู้ หรือ How to ต่างๆ

การทำคอนเทนต์ประเภท How to ถือเป็นคอนเทนต์ตอบโจทย์การค้นหาของผู้บริโภค เนื่องจากในการค้นหา หลายๆคนมักค้นหาด้วย ทำอย่างไร..,ทำยังไง.., หากเรานำส่วนนี้มาประยุกต์ในเว็บไซต์ ถือเป็นความคิดที่ดีเลยนะ

  1. Informative Screenshot

การใช้คำอธิบายภาพ จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับช้อมูลที่ชัดเจนขึ้น เช่น ความคิดเห็นหรือรีวิวต่างๆ จะทำให้แบรนด์ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

  1. สร้างคำถามที่กระตุ้นความคิด

ในบทความ สามารถมีบทสนทนาได้ ซึ่งควรจะเป็นลักษณะคำถามปลายเปิด ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกผิดชัดเจน ถือเป็นการเก็บข้อมูลผู้บริโภคไปในตัวด้วยค่ะ

  1. Infographic

การทำ Infographic ถือเป็นสื่อที่ได้รับความสนใจ และสร้างยอดการเข้าถึงได้ดีกว่าการทำ Graphic แบบทั่วไป นับว่าเป็นการใช้ภาพที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ

จากที่ว่ามา Visual Content นับได้ว่าเป็นหนึ่งตัวช่วยการทำ Content Marketing ที่สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้มากกว่าเท่าตัว ซึ่งในปัจจุบันนั้น มีอยู่มากมาย ทั้งนี้ ควรเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมต่อคอนเทนต์นั้นๆ เพื่อการเข้าถึง และประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ

หรือถ้าธุรกิจไหน สนใจการทำ Content Marketing ผสมเข้ากับการใช้ Visual Content ในรูปแบบของ Online Marketing แล้วกำลังมองว่า Digital Marketing Agency อยู่ นึกถึง MarketingGuru นะคะ 🙂

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

Real Time Content in digital marketing

Real Time Content หากเล่นแล้ว จะเด่นอย่างไร

Real Time Content in digital marketing

คอนเทนต์ในโลกออนไลน์มีด้วยกันมากมายหลายแบบ หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยม คือ Real Time Content (เรียลไทม์คอนเทนต์) ด้วยเพราะกระแสนิยม หรือความสนใจในขณะนั้น ที่นำมาเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ ทำให้เกิดเป็นคอนเทนต์ ณ ขณะนั้นแบบทันท่วงทีนั่นเอง

ซึ่งด้วยความมาไวไปไว รวมถึงบางกระแส อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้หลายๆธุรกิจเกิดความลังเล ว่าควรเล่นกับกระแสหรือไม่? เล่นแล้วจะเกิดผลกระทบต่อแบรนด์อย่างไร? ซึ่งในส่วนนี้นั้น เราจะมาพูดถึงผลที่ได้รับจากการเล่น Real Time Content กันค่ะ 

Real Time Content คืออะไร ?

คือการทำคอนเทนต์บนsocial media ที่ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือมีสถานการณ์ที่น่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ซึ่งหากทำแล้วได้รับความนิยม และสื่อสารต่อผู้ชมได้ง่าย จะได้รับ Engagement หรืออัตราการมีส่วนร่วมที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ธุรกิจจะได้รับ หากเล่น Real Time Content 

  1. เพิ่มการมองเห็นและเข้าถึงให้กับแบรนด์

หากว่าแบรนด์สามารถนำกระแส ณ ขณะนั้น มาต่อยอดให้เกิดคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และเข้าถึงให้กับแบรนด์ ยิ่งเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วยแล้ว จะช่วยสร้างให้เกิดความโดดเด่น และเป็นที่จดจำได้ง่าย

โดยขอแนะนำว่า ควรมีการโปรโมทขายแบบเนียนๆเข้าไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยทำให่้เกิดยอดขายได้มากนัก แต่อย่างน้อยๆ หากคอนเทนต์ปัง สร้างการจดจำแน่นอนค่ะ

  1. ยอด Engagement เพิ่มขึ้น

การเล่นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ จะทำให้คอนเทนต์ของแบรนด์ได้รับความสนใจไปด้วย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ หากแบรนด์นำไปเล่นได้ไว จะได้เปรียบผู้อื่นมากขึ้น สร้างการเพิ่มยอด Engagement ได้ไม่ยากเลยค่ะ

  1. เพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์

เพราะกระแสเป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ Real-Time Content จึงสามารถต่อยอดให้เกิดคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้นได้ ในส่วนนี้จึงทำให้แบรนด์ได้ใช้ไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงมุมมองใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์โพสต์ใหม่ๆให้สนุกและน่าสนใจขึ้นอีกด้วย

  1. แบรนด์ตามทันกระแส

หากแบรนด์ให้ความสนใจในเรียลไทม์คอนเทนต์ อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกมองมายังธุรกิจ คือ ธุรกิจเป็นผู้ทันกระแส และไม่ตกยุค มีความว่องไว ทันต่อสถานการณ์โลกนั่นเอง

  1. ผลตอบรับที่เพิ่มขึ้น

อย่างที่เกริ่นไว้แล้ว ว่าหากแบรนด์นำเรียลไทม์คอนเทนต์ ร่วมกับการใช้ไอเดียสุดครีเอตก็สามารถดึงดูดความสนใจในเรื่องราว ประเภทเดียวกันได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการทำคอนเทนต์ที่ประหยัดงบโฆษณา ประหยัดเวลา แถมยังได้ผลตอบรับที่ดีมากๆอีกด้วยนะ

สิ่งที่ควรคำนึง หากต้องการเล่น Real Time Content

  1. ไม่ต้องเล่นทุกกระแส

หากแบรนด์สนใจที่จะเล่นเรียลไทม์คอนเทนต์ ควรให้ความสำคัญกับกระแสที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของแบรนด์ รวมถึงกระแสเชิงบวก มากกว่ากระแสด้านลบ หรือกระแสที่ไม่เกี่ยวข้อง

  1. หาความเชื่อมโยงกับแบรนด์

การเพิ่มไอเดีย โดยหาจุดเชื่อมโยงกับแบรนด์ ถือเป็นสิ่งที่ดูครีเอตมากขึ้น นอกจากคอนเทนต์จะปัง แบรนด์ยังเป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

  1. พิจารณาความเหมาะสม

ควรพิจารณาในความเหมาะสมในมุมของธุรกิจ, ความเหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย, ความเหมาะสมของเวลาและบริบทที่เล่น รวมถึงช่องทางในการสื่อสารด้วยเช่นกัน

  1. ไอเดียล้ำกว่าผู้อื่น

หากเราไม่ได้เป็นผู้บุกเบิก Real-Time Content นี้เป็นผู้แรก ควรทำให้แตกต่างจากผู้อื่น โชว์ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อฉายให้แบรนด์เด่นออกมา

  1. เช็กเรื่องลิขสิทธิ์ก่อนนำมาใช้

บางครั้งการนำรูปหรือวิดีโอมาเล่นต่อโดยที่ไม่ทันคิดว่าเจ้าของอนุญาตให้นำมาใช้ต่อหรือไม่  ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ที่ใช้เพื่อการโปรโมตที่นับเป็นการใช้เชิงพาณิชย์แล้ว หากไม่ขออนุญาต หรือไม่ทำให้ถูกต้องก่อนนำมาใช้ ถือว่ามีความผิดเต็มๆ 

Real-Time Content ถือเป็นสิ่งที่น่าเล่นก็จริง ทั้งนี้ก่อนเล่น แบรนด์ควรพิจารณา ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้น อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในอนาคตได้ค่ะ

หรือหากใครกำลังมองหา Digital Marketing Agency อยู่ MarketingGuru มีบริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจรเลยน้า หากสนใจ อย่าลืมทักทายเข้ามานะคะ

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) คืออะไร

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) เป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการตลาดออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยใช้บทบาทของเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญของชีวิตมนุษย์ เข้ามาใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้เชิงธุรกิจมากยิ่งขึ้น

หากพูดถึง ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) ในปี 2025 แล้ว แน่นอนว่า มีหลากหลายช่องทางในการทำ ด้วยโลกออนไลน์นั้นถือเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ที่มีหลากหลายแพลตฟอร์มเล็กๆย่อยออกไป ทำให้ธุรกิจสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายของตนได้ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกช่องทางทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Digital Marketing คืออะไร และมีจุดประสงค์อะไรกันก่อนค่ะ 

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) คืออะไร ?

คือการทำการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ผ่าน Digital Platform ต่างๆ หรือที่เรียกว่า การตลาดออนไลน์ โดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสื่อกลางในการส่งสารถึงผู้บริโภค

ซึ่ง Digital Marketing สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายช่องทางบนโลกออนไลน์ เช่น Search Engine จาก Google หรือ Website ต่างๆ, E-mail, Social Media Platform เช่น Facebook, Instagram, Twitter และช่องทางต่างๆอีกมายมาย 

ในปี 2025 ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น ส่งผลให้การทำการตลาดแบบเดิมอาจจะไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น การทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง จึงเป็นตัวเลือกที่จะทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ทำไมถึงต้องใช้ Digital Marketing ในการทำธุรกิจ?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าเทคโนโลยีส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โลกออนไลน์ จึงเป็นพื้นที่ที่นักการตลาด สามารถใช้ประโยชน์ในการโฆษณาและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ด้วยเช่นกัน

เพราะในแต่ละวัน เรามักมีเวลาให้กับโลกออนไลน์กันอยู่ตลอด ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย และดึงดูดให้เกิดการซื้อขายเป็นลำดับต่อไปนั่นเอง

Digital Marketing จึงเป็นรูปแบบการตลาดที่ทุกธุรกิจควรมี ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่การซื้อขายแบบหน้าร้านมีปัญหาแล้วนั้น ยิ่งส่งผลให้ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง เป็นการทำการตลาดที่ตรงจุด และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง 

Digital Marketing สามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?

เพราะโลกออนไลน์มีแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันหลากหลาย ทำให้ช่องทางในการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งมีเยอะแยะมากมายเช่นกัน ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้หมดในบทความนี้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการทำ Digital Marketing บางช่องทาง มาฝากกันค่ะ

1. Paid Search คือการทำ Digital Marketing บนช่องทางค้นหาใน Google หรือที่เรียกว่า PPC (Pay-Per-Click) ซึ่งเป็นการทำโฆษณาที่จ่ายเงินให้กับเว็บไซต์หรือโพสต์ของเรา ให้ขึ้นอยู่อันดับบนสุดของหน้า SERP หรือ Search Engine Result Page หลังจากมีผู้ที่ค้นหา Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ที่อยู่ในเว็บไซต์ Serch Engine จะคัดเลือกเว็บไซต์ที่ทำการจ่ายเงินขึ้นมา (โดยในหน้า SERP จะมีคำว่า ads หรือโฆษณานำหน้า) โดยทาง Search Engine จะะเรียกเก็บเงินผู้ลงโฆษณาตามจำนวน Click ที่เพิ่มจากการทำ Digital Marketing ตรงนี้

2. SEO คือ Search Engine Optimization หรือการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ที่จะดันเว็บไซต์และบทความของเราไปยังหน้าแรกของ Search Engine หลังจากมีการค้นหา Keyword หรือ Voice Search ที่ตรงกับเนื้อหาในเว็บไซต์หรือบทความของเรา โดยการ Optimize คือการปรับปรุงเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ให้ตรงกับการค้นหา และมีคุณภาพต่อการค้นหาของ Search Engine 

โดยการทำ SEO ถือเป็นการทำ Digital Marketing ที่ไม่เสียเงิน แต่จะต้องใช้เวลาในการทำ เพื่อให้ Search Engine พิจารณาคุณภาพของคอนเทนต์และเว็บไซต์นั่นเอง

3. Content Marketing คือการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ที่ถือเป็นสารที่แบรนด์หรือธุรกิจต้องการส่งต่อและสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้า สามารถอยู่ในหลากหลายรูปแบบ เช่น Blog, Social post, ข้อความใน E-mail รวมไปถึงสื่อต่างๆทั้ง วิดีโอ, รูปภาพ และ Infographic 

โดยในการทำ Content Marketing ควรมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ว่าทำคอนเทนต์นี้เพื่ออะไร เช่น ให้ความรู้, บอกเล่าเรื่องราว, ขายสินค้า หรือให้ความบันเทิง เป็นต้น

เช่น เราต้องการทำ Digital Marketing ในรูปแบบของคอนเทนต์ โดยการเขียน Blog ใน Website ซึ่งเขียนเพื่อให้ข้อมูลกับผู้ที่ค้นหาใน Google ทำให้เมื่อมีการค้นหา จะยิ่งเพิ่ม Traffic นั่นเอง

Content Marketing ถือเป็นหัวใจหลักของการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ตามประโยคที่เราเคยได้ยินบ่อยๆว่า ‘Content is king’

4. Social Media Marketing ถือเป็นศูนย์กลางหลัก ในการทำ Digital Marketing เพราะเป็นศูนย์กลางในการส่งสารระหว่างแบรนด์และลูกค้าทั้งใหม่และเก่า

โดยช่องทางการทำ Social Media Marketing เช่น FacebookTwitter, Instagram, Tik Tok รวมถึงอีกหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเลือกและทำการตลาดออนไลน์ให้เข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหากเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานิยมใช้แพลตฟอร์มไหน เราจะสามารถใช้ฟีเจอร์และคุณสมบัติของ Social Media นั้นๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์

5. Email Marketing เรียกได้ว่า เป็นวิธีการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ในตำนานเลยก็ว่าได้ โดยเป็นการส่งจดหมายผ่านทาง Email โดยจ้าของธุรกิจสามารถควบคุมจัดการเนื้อหาคอนเทนต์ต่างๆได้เต็มที่ และถือเป็นการทำการตลาดแบบอัตโนมัติได้อีกด้วย

การทำ Digital Marketing ช่องทางนี้ ถือเป็นวิธีการแบบดั้งเดิม ที่ยังคงมีการใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งใน B2B Marketing นั่นเอง

Email Marketing คือช่องทางในการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญกับลูกค้า ทั้งการส่งโฆษณาต่างๆ, โปรโมชัน และเป็นการขยาย Traffic ให้กับช่องทางออนไลน์ต่างๆของธุรกิจ เช่น การแชร์บทความ, แชร์ Blog สามารถทำได้ด้วยการแนบลิงก์ แต่การทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ช่องทางนี้ หากเราใส่เนื้อหาที่น่าเบื่อและไม่น่าสนใจ อาจจะทำให้กลุ่มลูกค้าเกิดความรำคาญใจได้ ดังนั้น การคำนึงถึงข้อมูลที่จะใส่ในอีเมล ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกันค่ะ

6. Mobile Marketing หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชินกับคำนี้ ซึ่งถือเป็นการทำ Digital Marketing ผ่านโทรศัพท์มือถือ  ผ่านการส่ง SMS หรือยิงโฆษณาในแอปพลิเคชันของแบรนด์ และหากต้องการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งช่องทางนี้นั้น ควรทำลิงก์แนบไปยัง Platform อื่นๆของแบรนด์เพื่อให้ลูกค้าเจอคอนเทนต์อื่นๆเพิ่มเติม

7 ข้อดีของการทำ Digital Marketing

  1. ทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง 

ซึ่งเป็นการทำการตลาดออนไลน์ ที่เราต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา ซึ่งงบประมาณนั้น สามารถควบคุมให้อยู่ในงบที่เราต้องการ รวมถึงควบคุมประสิทธิภาพจากโฆษณานั้นๆได้ด้วยเช่นกัน

  1. ทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบไม่ต้องเดา

การทำการตลาดแบบออฟไลน์ อาจจะยากในการตรวจสอบ แต่หากเป็น Digital Marketing แล้วนั้น ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี ที่ส่งผลให้สามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ง่ายและสะดวก รวมถึงสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยเช่นกัน

  1. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและลูกค้า ผ่านการทำ Digital Marketing

เราสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Social Media หรือช่องทางออนไลน์ รวมทั้งสามารถระบุตำแหน่งกลุ่มเป้าหมายที่จะทำการตลาดได้อย่างแม่นยำ วิเคราะห์ได้ว่าผู้ที่เข้ามาชม มาจากช่องทางใด และพื้นที่ไหน

  1. เจาะจงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้ 

กลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจ ซึ่งการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง จะสามารถระบุกลุ่มที่เราต้องการให้เห็นชุดโฆษณาได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นเพศใด, ช่วงอายุเท่าใด, มีความสนใจแบบไหน, อยู่ในภูมิภาคใด เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ง่ายต่อแบรนด์เป็นอย่างมาก

  1. เข้าใจลูกค้าจากการวิเคราะห์ Customer Journey

การทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง สามารถสร้างและติดตาม Customer Journey ของลูกค้าได้ โดยผ่านจากเว็บไซต์ที่ค้นหาด้วย Keyword หากเรามีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ จะทำให้เราทำการตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 

6. ช่วยเพิ่มยอดขายแบบก้าวกระโดด

เพราะปัจจุบันแค่คลิกเดียวก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากทุกมุมโลก ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว

7. วัดผลได้แบบเรียลไทม์

ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ไม่เพียงแค่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้า แต่ยังช่วยให้วัดผลแคมเปญได้อย่างแม่นยำและทันที ไม่ว่าจะเป็นยอดการเข้าชม (Impression) จำนวนคลิก (Click) หรือผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจนำฟีดแบคไปปรับกลยุทธ์ พัฒนา และต่อยอดได้อย่างตรงจุด

ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ไม่เพียงเป็นแค่ช่องทางในการขายสินค้าออนไลน์ แต่ยังเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้แบรนด์, ประขาสัมพันธ์สินค้าและบริการ, สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า, ติดตามกระแสและความต้องการที่เปลี่ยนไปตลอดของลูกค้า รวมถึงนำข้อมูลไปวิเคราะห์ให้เกิดการสร้างสรรค์งาน ที่ทำให้เกิดรายได้และการซื้อขายในอนาคตอีกด้วย 

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

การทำ SEO ในช่วงโควิด

ธุรกิจช่วงโควิด ทำไมต้องทำ SEO ด้วยนะ

การทำ SEO ในช่วงโควิด

ในยุคที่เศรษฐกิจถูกโจมตีด้วยผลกระทบจาก Covid-19 อาจทำให้ยอดขายของแต่ละธุรกิจลดน้อยลง แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ยังคงฮึดสู้ต่อ ด้วยการหากลยุทธ์ที่นำมาใช้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ วิธีที่ได้รับความนิยมและได้ผล คือการทำการตลาดออนไลน์นั่นเองค่ะ

เมื่อกล่าวว่าธุรกิจช่วงโควิดควรทำการตลาดออนไลน์ หลายๆคงอาจจะเข้าใจว่า เศรษฐกิจไม่ดี ยังจะแนะนำให้เสียเงินด้วยการทำการตลาดออนไลนอีกเหรอ? หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความคิดแบบนี้ เราอยากให้คุณทำความเข้าใจใหม่เสียก่อนค่ะ เพราะจริงๆแล้ว คำว่าการตลาดออนไลน์ ไม่ใช่การลงเงินกับโฆษณาทาง Social Media เท่านั้น แค่เราเปิดช่องทางในการซื้อขายผ่านออนไลน์ ก็เรียกว่าทำการตลาดออนไลน์แล้วล่ะ 

อ่านบทความแนะนำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจโควิด ได้เพิ่มเติมที่นี่ค่ะ

แต่.. ถ้าธุรกิจต้องการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือบน Google และไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายหรือใช้ต้นทุน MarketingGuru ผู้ รับทำ SEO พร้อมบริการและให้คำปรึกษา ขอแนะนำวิธีการ ทำ SEO เลยค่ะ 🙂

การทำ SEO ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ ที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดอันดับบน Google ซึ่งส่งผลให้การเข้าถึงเว็บไซต์เพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ แต่ทั้งนี้ การทำ SEO จะต้องใช้เวลา เพื่อให้ Google ได้พิจารณาทั้งเว็บไซต์ของเราและคู่แข่ง เพื่อเลือกไปจัดอันดับอีกครั้งค่ะ

เหตุผลที่ธุรกิจช่วงโควิด ต้องทำ SEO

1.ผู้คนนิยมใช้ Google ในการค้นหาสิ่งต่างๆ

ผู้บริโภคมักจะใช้ Google เป็นเครื่องมือในการค้นหาสิ่งที่ตนสนใจและต้องการ โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกเข้าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับแรกๆ ดังนั้น หากธุรกิจหันมาทำ SEO จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการขายได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่ช่วงโควิดเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพในเวลานานอีกด้วย

2.เป็นการตลาดออนไลน์ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในยุคที่ต้องประหยัดแบบนี้ แน่นอนว่า อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด การเพิ่มการทำ SEO เป็นช่องทางที่ไม่ทำให้ธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม นอกจากอาจจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์เช่นกันค่ะ

3.เห็นผลลัพธ์ระยะยาว 

การทำ SEO ไม่ใช่จะใช้ได้กับการตลาดออนไลน์ให้ธุรกิจช่วงโควิดเท่านั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ยาวนาน หากคอนเทนต์และเว็บไซต์เราได้รับการอัปเดตและใช้วิธีการต่างๆเพื่อรักษาคุณภาพของ SEO ไว้ จะสามารถติดอันดับได้นานเป็นเดือนตลอดจนเป็นปีก็สามารถทำได้ค่ะ

4.เป็นเครื่องมือวัดคุณภาพคอนเทนต์อย่างแท้จริง

จริงอยู่ที่ในปัจจุบัน มีเทคนิคต่างๆมากมายที่นอกเหนือจากการทำคอนเทนต์เพื่อให้ติด SEO แต่อย่าลืมว่า ปัจจัยสำคัญ ก็ยังคงเป็นคอนเทนต์อยู่ดี ต่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการปรับปรุงตามวิธีการต่างๆที่ช่วยให้ติด SEO ก็จริง แต่คอนเทนต์ไม่ถูกใจ และไม่ตรงตามความต้องการของผู้ชม ก็ย่อมส่งผลต่อการพิจารณา Google ซึ่งสามารถวัดได้จากพฤติกรรมและจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์นั่นเองค่ะ

การทำ SEO อาจจะไม่ได้เห็นผลได้ในทันที อาจจะต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3-6 เดือน (อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้) แต่ผลลัพธ์และประสิทธิภาพ รวมถึงเครดิตที่แบรนด์จะได้รับถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียวค่ะ ด้วยถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดคุณภาพของคอนเทนต์ เว็บไซต์ และส่งผลให้ภาพรวมของแบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นนั่นเอง

การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ถือเป็นทางรอดของธุรกิจ มากกว่าการเลือกจะปิดตัวลง อาจจะต้องปรับเปลี่ยน, เพิ่มเติมวิธีการและกลยุทธ์ในการขาย แต่รับรองค่ะ ว่าผลที่ได้มันหอมหวานสุดๆไปเลยล่ะ 

เมื่ออ่านบทความมาถึงตรงนี้แล้ว ธุรกิจในช่วงโควิด อยากจะเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ด้วยการทำ SEO ทีมงาน MarketingGuru พร้อม รับทำ SEO และให้บริการเต็มที่เลยค่ะ ปรึกษาฟรีนะคะ ทักทายกันเข้ามาได้เลย

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

การตลาดออนไลน์ช่วงโควิด(digital marketing in covid)

ร้านค้ามือใหม่ ทำอย่างไร จะเป็นการตลาดออนไลน์

การตลาดออนไลน์ช่วงโควิด(digital marketing in covid)

จากการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อหลายกิจการ บางส่วนร้ายแรงจนถึงกับต้องปิดตัวลง แต่ก็มีหลายกิจการ ที่ยังคงปรับตัว และสู้เพื่อให้อยู่รอด โดยวิธีที่หลายร้านเลือกใช้ คือการปรับตัวเข้าสู่ “การตลาดออนไลน์” เปลี่ยนจากการมีหน้าร้านปกติ เป็นร้านค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดทางเลือกในการซื้อขายกับผู้บริโภคมากขึ้นนั่นเอง

แล้วร้านค้าออนไลน์มือใหม่ต้องทำแบบไหน ถึงจะเรียกว่าเป็น การตลาดออนไลน์กันนะ ?  วันนี้เรามาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆกันดีกว่าค่ะ

  • การทำ Marketing Research 

เชื่อว่าเมื่อขายหน้าร้าน หลายๆกิจการคงรู้ถึงกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงคู่แข่งอยู่แล้ว แจ่เมื่อเข้าสู่การปรับตัวเป็นร้านค้าออนไลน์นั้น พฤติกรรมในการบริโภค รวมถึงสื่อและช่องทางต่างๆที่ลูกค้านิยมใช้ จะแตกต่างจากออฟไลน์โดยสิ้นเชิง ดังนั้น การวิเคราะห์ และประเมินเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงคู่แข่ง จะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้ร้านค้าออนไลน์มือใหม่ได้อย่างตรงจุด ซึ่งเริ่มจากการที่เราต้องรู้จักสินค้าและบริการของเราก่อน โดยสามารถนำกลุ่มลูกค้าเดิมมาเป็นฐานข้อมูล เพื่อวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าในโลกของการตลาดออนไลน์ได้ เช่น เมื่อก่อน กลุ่มลูกค้าของเราเป็นกลุ่มวัยรุ่น เพศหญิง ชอบแต่งตัวและตามแฟชั่น เราก็นำข้อมูลตรงนี้ไปวิเคราะห์ว่าคนกลุ่มนี้ ที่มีความสนใจแบบนี้ นิยมใช้ช่องทางใดในการซื้อขายในโลกออนไลน์ เป็นต้น

  •  เลือก Social Media ในการขายและโปรโมท

เมื่อเราวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า และรู้ไปถึงคู่แข่งแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการเลือกช่องทางในการตลาดออนไลน์ เพื่อเป็นช่องทางในการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ นอกจากจะเลือกให้ตรงกับ Customer Journey ที่วิเคราะห์ไปแล้ว ควรจะเลือกจากความเหมาะสมของสินค้าด้วย โดยเริ่มจากการใช้ช่องทางเดียว แล้วค่อยขยายเพิ่มช่องทางไปเรื่อยๆ เพื่อถือเป็นการทดสอบแต่ละช่องทางไปในตัว 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับช่องทางการตลาดออนไลน์ได้เพิ่มเติม

  • การทำ Content Marketing

เมื่อทราบช่องทางในการทำการตลาดออนไลน์แล้ว จากนั้นเข้าสู่การทำคอนเทนต์ ซึ่งต้องบอกว่าแต่ละ Platform นั้น มีรูปแบบคอนเทนต์ที่แตกต่างกัน ซึ่งในส่วนนี้ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ จำเป็นที่จะต้องศึกษาเพื่อนำสินค้าและบริการของตน มาเขียนคอนเทนต์ให้อยู่ในรูปแบบต่างๆที่เหมาะสมแต่ละช่องทาง เพื่อเพิ่มการมองเห็น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ Content Marketing ได้เพิ่มเติม

  • การสร้างโฆษณาออนไลน์ & การวัดผล

ในขั้นตอนนี้ แต่ละธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ว่า จะลงโฆษณาอย่างไร และวัดผลด้วยวิธีไหน รวมไปถึงจะเลือกวัตถุประสงค์ในการทำ กลุ่มป้าหมาย งบประมาณ และงบประมาณสำหรับแต่ละโฆษณา ส่วนในขั้นตอนการวัดผล จะต้องกำหนดวิธีการวัด เช่น จำนวน Inbox, จำนวน Engagement, จำนวนการเข้าถึง หรือจำนวนการปิดการขาย และต้องวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าของผลและงบประมาณที่ใช้

  • การเก็บ Report 

การทำการตลาดออนไลน์ทุกครั้ง ควรจะมีรายงานสรุปในแต่ละแคมเปญ ตั้งแต่เราทำโฆษณาลงใน Platform ไหนบ้าง แต่ละตัวให้ผลลัพธ์อย่างไร และอาจจะนำมาเปรียบเทียบเพื่อหารูปแบบที่ดีที่สุด เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงส่วนที่ผิดพลาดในรอบต่อๆไป 

การปรับจากร้านค้าออฟไลน์มาเป็นร้านค้าออนไลน์ อาจจะยังดูยุ่งยากในช่วงแรก แต่หากเราเข้าใจ และนำข้อผิดพลาดในแต่ละครั้งมาปรับปรุงและพัฒนาไปสู่กลยุทธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้การทำการตลาดออนไลน์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ 

การตลาดออนไลน์ไม่ใช่เพียงได้รับความนิยมในช่วง Covid-19 เท่านั้นนะคะ อย่าลืมว่าโลกออนไลน์เป็นอะไรที่เข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ง่ายและสะดวกมากๆ อย่างไรก็ตาม MarketingGuru ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและสนับสนุนทุกกิจการให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ ด้วยการลองเปิดใจให้กับการตลาดออนไลน์สักนิดนะคะ เรารับรองถึงยอดขายและผลตอบรับที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยล่ะ อิๆ

หรือหากใครอยากทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจเป็นหลัก และอยากหา Digital Marketing Agency เพื่อดูแลการตลาดออนไลน์ให้ ปรึกษา MarketingGuru ได้นะค้า พร้อมให้บริการ Digital Marketing แบบครบวงจร หายห่วงเรื่องการตลาดออนไลน์ได้เลยค่ะ

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

MG-Blog 3

ทำ SEO รูปภาพ ให้ติดหน้าแรก Google

การทำ SEO เป็นวิธีการตลาดที่เป็นที่นิยมในหมู่นักธุรกิจออนไลน์ เพราะไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย แต่อาจจะต้องใช้เทคนิคและเวลาในการที่จะให้ Google พิจารณาทั้งคอนเทนต์และส่วนต่างๆของ Website เพื่อจัดลำดับหน้าการค้นหา หนึ่งในเทคนิคนั้น คือการทำ SEO รูปภาพที่เราต้องขอเคลมว่า หากทราบวิธีการทำ และนำไปปรับใช้แล้ว จะเป็นอีกหนึ่งพลังในการดึงคนเข้าเว็บไซต์ได้อย่างแน่นอน

SEO รูปภาพ คืออะไร ?

การทำ SEO รูปภาพ คือการทำให้รูปภาพของเว็บไซต์ปรากฏบนหน้า 1 ของ Google หรือใน Google Image Search ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมได้อย่างมาก รวมถึงทำให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปภาพที่เราใส่บนเว็บของเราคือรูปอะไร อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าอยากคลิกเข้ามาเยี่ยมชม หรือซื้อสินค้าบนเว็บเราได้ง่ายขึ้น

Google มองเห็นรูปภาพบนเว็บไซต์เราได้อย่างไร

Google จะไม่สามารถเห็นรูปของเรา แต่จะเห็นเพียงชื่อไฟล์ หรือ Code ต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการหลังบ้านของภาพ เนั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องพยายามทำให้ Google เข้าใจภาพของเราให้ได้ว่าคือภาพอะไรนั่นเอง 

แล้วเราจะสามารถทำ SEO รูปภาพได้อย่างไร

  1. ภาพใหม่ย่อมดีกว่าซื้อจาก Stock Image

ความแปลกใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่หลายๆคนชอบ รวมถึง Google ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กลับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ของเราด้วย รวมไปถึงความไม่เหมือนใคร ย่อมมีโอกาสถูกคลิกมากกว่าภาพที่เรามักเห็นจนคุ้นตา

  1. ตั้งชื่อรูปภาพเพื่อสื่อความหมายที่ถูกต้อง

จากที่กล่าวไปข้างต้น ว่า Google จะเข้าใจรูปภาพจากชื่อไฟล์ หรือ Code ต่างๆที่อยู่ด้านหลังของภาพ เราจึงจำเป็นต้องใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์นั้นๆ เพื่อสื่อให้ Google รู้ว่านี่คือภาพอะไร และดึงมาแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคำนั้นๆ

โดยหลักในการทำ SEO รูปภาพ หรือการตั้งชื่อรูปภาพนั้น สามารถทำได้ดังนี้

  1. นำ Keyword นั้นมาตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษ

*ห้ามตั้งชื่อไฟล์ภาษาไทยเด็ดขาด (เฉพาะ WordPress) เพราะเมื่อเราตั้งภาษาไทย และต้องการ backup เว็บไซต์ผ่าน Plug in ต่างๆ เช่น All-in-one-wp migration ตอนที่เรา Export เว็บพวกรูปภาพมันจะไม่ออกมาด้วย ทำให้เว็บเรารูปเพี้ยน หรือหายไปได้

  1. ใส่ Alt Text เป็น Keyword และเก็บรายละเอียดในส่วนของ Info รูปภาพด้วยคำอธิบาย
    • Title: ชื่อรูปภาพที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก ก่อนทำการอัปโหลดเข้า WordPress
    • Caption: คำอธิบายใต้รูป ถ้าเราใส่ จะแสดงผลที่หน้าเว็บไซต์ของเราใต้รูปนั้น (สามารถปิดได้นะ)
    • Alt text: เป็นส่วนที่แสดงข้อความ เพื่อบอกว่ารูปนี้คืออะไร สำคัญมากๆเลยนะ เพราะ Google จะอ่านข้อมูลจากตรงนี้แหละ
    • Description: คำอธิบายแบบยาวของรูปนั้น แต่ส่วนนี้จะไม่แสดงหน้าเว็บไซต์ค่ะ

    *สิ่งที่ควรใส่มากที่สุดคือ Alt Text ห้ามพลาดเลยนะ! อย่างที่บอกว่า Google เค้าอ่านจากส่วนนี้ ส่วน info อื่นๆ หากเราใส่ จะทำให้ Google เข้าใจข้อมูลเราได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะได้เปรียบคู่แข่งคนอื่นๆด้วย

  2. ใช้ไฟล์ภาพที่มีรายละเอียดไม่สูงเพราะขนาดของภาพ ส่งผลต่อความเร็วในการโหลด และยิ่ง Google ให้ความสำคัญกับ Mobile Friendly ด้วยแล้ว ข้อนี้คืออีกหนึ่งข้อที่สำคัญ ดังนั้นภาพต้องโหลดไว และแสดงบนมือถือได้อย่างชัดเจนจริงๆแล้ว ขนาดภาพนั้นจะ กว้างxยาว เท่าไรก็ได้ แต่ความละเอียดไม่ควรเกิน 200kb รวมถึงรูปแบบไฟล์ก็ควรเป็น .jpeg และหากเป็นภาพโปร่งใส ก็ควรเป็น .png
  3. ตั้งรูปเพื่อแชร์ไป Social Media ให้ถูกต้องทุกๆช่องทางการตลาดออนไลน์ มีการกำหนดขนาดรูปไม่เหมือนกัน หากเราต้องการเขียนบทความนี้เพื่อแชร์ไปยังแต่ละ Platform ควรเช็คขนาดที่เหมาะสมนะคะ เช่นหากต้องการแชร์ไปยัง Facebook ควรเลือกขนาดหน้าปกเป็น 1200×630 px เป็นต้นซึ่งหากรูปหน้าปก (รูปที่แสดงเมื่อแชร์ลิงก์) ของเราได้สัดส่วน ก็จะเพิ่มอัตราการคลิกเข้าหน้าเว็บไซต์ให้สูงขึ้นได้ด้วยนะ
  4. ส่ง XML Image SitemapsSitemap คือไฟล์ที่เกี่ยวกับการจัดระบบเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ ที่เราสามารถส่งให้ Google หรือ Search Engine อื่นๆ เพื่อให้โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บ เช่น Google Bot สามารถรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และหากเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บใหม่ ไม่มี Backlink ขั้นตอนนี้ยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยล่ะ  การทำ SEO รูปภาพ ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับหน้าแรก Google มากขึ้น อาจจะไม่ใช่เทคนิคหรือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่ให้จำไว้เสมอเลยว่า หากเราทำ เราก็ได้เปรียบคู่แข่งไปแล้วนะคะทุกคนนนน บทความดีไม่พอ เทคนิคต้องแน่นด้วยน้า หรือในช่วงนี้ ใครอยากมีที่ปรึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ไว้ข้างกาย ทักทายมาหา MarketingGuru ได้น้าาา เรามีบริการการดิจิทัลออนไลน์แบบครบวงจร ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพขึ้นได้แน่นอนค่ะ

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

MG-Blog 01

การตลาดออนไลน์ธุรกิจยุคใหม่ ในช่วง Covid 19

เชื่อว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แบบนี้นั้น หลากหลายธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบทั้ง บางธุรกิจอาจส่งผลต่อกำไรที่ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น นั้น ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุดคือการปิดตัวของธุรกิจนั่นเอง

แต่.. ไม่ใช่ว่า ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่มีวิธีแก้หรือวิธีปรับตัวหรอกนะ อย่าลืมสิคะว่าโรคมันแพร่ระบาดในออฟไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและค่าใช้จ่ายหน้าร้าน แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับโลกออนไลน์เลยนะ แถมยังกลายเป็นช่องทางที่ทุกๆธุรกิจหันมาจับตามองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่พูดถึงนี้ คือการทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์นั่นเองค่ะ เน้นการขายทางโลก Social ไม่ต้องเจอหรือรอให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าจริงหน้าร้าน ทำให้วิธีนั้น กลายเป็นวิธีการขายที่เมื่อก่อนว่าได้รับความนิยมเท่าไร ตอนนี้กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

แล้วเราจะทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ในยุคของ Covid-19 ยังไง วันนี้ MarketingGuru มีวิธีมาแชร์กันค่ะ

  1. เปลี่ยนจากขายหน้าร้าน เป็นขายออนไลน์

วิธีนี้ เป็นวิธีที่หลายๆคนเริ่มคิดจะทำกันเป็นอันดับแรก ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ สามารถเริ่มต้นได้โดยการทำโฆษณา ที่ช่วยในการปรับลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อก่อน ทำการขายหน้าร้าน จะต้องทำการโฆษณาด้วยการพรินต์สื่อประเภทกระดาษออกมาประชาสัมพันธ์ หรือบางธุรกิจใช้การดึงลูกค้าจากการจัดกิจกรรม (Event Marketing) ก็เปลี่ยนเป็นการทำภาพ Artwork Graphic สวยๆ โพสต์ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ธุรกิจมองว่าเป็นช่องทาง Online Marketing หลัก เช่น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือแม้แต่เว็บไซต์เองก็ตาม 

  1. ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเราใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการขายเป็นหลัก ก่อนที่จะทำการขายนั้น อาจจะต้องศึกษาว่ารูปแบบธุรกิจของเรา มีแนวโน้มความสนใจจากลูกค้าอย่างไร เพื่อนำแนวทางดังกล่าว มาพิจารณาเป็นกลยุทธ์ในการวางแผน Online Marketing เช่น หากเป็นธุรกิจอาหาร อาจจะมีบริการสั่งผ่านระบบออนไลน์ หรือเข้าร่วมกับกลุ่ม Partner ด้านเดลิเวอรี่ต่างๆ แล้วจัดส่งบริการถึงที่ อาจจะมีการเพิ่มโปรโมชันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

  1. ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับธุรกิจ

เมื่อเราทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว เราสามารถนำข้อมูลส่วนนั้นมาวิเคราะห์เป็นแผนหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการโฆษณาหลัก

โดยส่วนนี้นั้น ทำการวิเคราะห์จากพฤติกรรมผู้บริโภคของรูปแบบธุรกิจนั้นเป็นหลัก ว่านิยมใช้ช่องทางไหนในการสั่งซื้อ แล้วลองนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตน

จำไว้ว่า Content is King คือเราจะสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจและตัดสินใจซื้อผ่านสื่อออนไลน์อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ธุรกิจต้องศึกษาอีกเช่นกัน ในช่วงแรกอาจจะลองผิดลองถูกไปบ้าง แต่เมื่อเจอจุดที่ถูกต้อง รับรองว่าการทำการตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนนี้ต้องบอกว่า ในแต่ละช่องทางการตลาดออนไลน์ก็มีโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ละธุรกิจทำการศึกษาพร้อมวิเคราะห์มาอย่างดีนั้น แน่นอนว่าการโฆษณาย่อมเห็นผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย, กำหนดประเภทของโฆษณา (ร่วมกับคอนเทนต์) และรวมไปถึงการกำหนดงบประมาณของแต่ละแคมเปญด้วยเช่นกัน

  • การประชาสัมพันธ์

หากเป็นขายหน้าร้านแบบเมื่อก่อน อาจจะมีการทำผ่านสื่อในรูปแบบออฟไลน์ เช่น รูปแบบกระดาษต่างๆ หรือทำป้ายใหญ่ๆ เด่นๆ เพื่อดึงดูดสายตาจากผู้คนในสถานที่ต่างๆ เมื่ออยู่ในรูปแบบของ Online Marketing นั้น อาจทำได้โดยการนำคอนเทนต์หรือโฆษณานั้นๆไปประชาสัมพันธ์ในกลุ่มปิดที่มีความสนใจเฉพาะ หรือโฆษณาผ่านเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้มีผู้คนเข้าถึงสินค้าของธุรกิจได้มากขึ้น

การใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปรับตัวของธุรกิจให้อยู่รอดบนยุคของ Covid-19 ด้วยช่องทางการขายที่เปลี่ยนไป ทำให้กลยุทธ์และการวางแผนต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีเทคโนโลยีอยู่ในมือ เราก็ต้องเอาออกมาใช้นะคะทุกคน ให้ Covid-19 มีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต แต่อย่าให้มันส่งผลกับธุรกิจค่ะ สู้ๆ!

หรือถ้าใครมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่อยากลองผิดลองถูกในการทำการตลาดออนไลน์ และอยากมี Digital Marketing Agency ไว้เป็นพาร์ทเนอร์คู่ใจ ติดต่อ marketingGuru ได้นะค้า ^^

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

MG-Blog-April-8

บรีฟงาน Digital marketing agency ให้ได้งานถูกใจ

การทำงานกับ Digital marketing agency ในเรื่องของการทำ Online marketing นั้น จะต้องมีการบรีฟงานเพื่อคุยรายละเอียด ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่าเป็นการบรีฟที่ดี ทั้งต่อเจ้าของธุรกิจและกับ Digital marketing agency ด้วย ?

หลักการบรีฟงาน Digital marketing agency ให้องค์กรของคุณได้งานที่ถูกใจแบบสุด มีดังต่อไปนี้

  1. บรีฟ Digital marketing agency โดยการแนะนำสินค้าอย่างละเอียด

ปกติแล้วก่อนจะร่วมงานกัน ทางเอเจนซี่จะต้องทราบถึงสินค้าและบริษัทของคุณอยู่แล้ว ว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร แต่การแนะนำธุรกิจนั้น เป็นเพียงแค่ขั้นต้น เมื่อถึงขั้นตอนการบรีฟงาน ควรแนะนำสินค้าและธุรกิจอีกครั้งอย่างละเอียด ตามหัวข้อต่อไปนี้

– บริษัทของคุณ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร?

– มีสินค้าหรือบริการใดที่เป็นที่นิยม?

-จุดเด่นของสินค้าหรือบริการคืออะไร ?

-เคยทำโปรโมชันหรือตอนนี้กำลังมีโปรโมชันอะไรอยู่บ้าง?

-แคมเปญในครั้งนี้ ต้องการเน้นส่วนไหนเป็นพิเศษ?

หากคุณสามารถบรีฟเอเจนซี่ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ได้ จะทำให้ Digital marketing agency วางแผนทำการตลาดออนไลน์ได้ง่ายและตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้

  1. แชร์ประสบการณ์การทำการตลาดออนไลน์ที่ผ่านมา  

การบอกเล่าถึงประสบการณ์จากการทำการตลาดออนไลน์ที่ผ่านมา โดยอาจจะเคยทำเอง หรือผ่าน Digital marketing agency รายอื่นมา จะทำให้เอเจนซี่ทราบถึงปัญหาและหาแนวทางแก้ไขในการทำแคมเปญร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่คุณจะต้องแชร์ ตามหัวข้อต่อไปนี้ ได้แก่

-ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน ?

– เคยทำการตลาดผ่านช่องทางไหนมาแล้วบ้าง ?

– ลองทำการตลาดออนไลน์ หรือ Online marketing มาบ้างหรือไม่ ?

– ผลตอบรับจากการทำการตลาดทุกช่องทางเป็นอย่างไร ?

– แคมเปญไหนที่เคยทำแล้วประสบผลสำเร็จมากที่สุด ?

– ทำเองหรือจ้าง Digital marketing agency ทำ ?

– หากทำเอง มีทีมงานในตำแหน่งไหนคอยช่วยเหลืองานครั้งนี้หรือไม่ ?

– ถ้าเคยจ้าง Digital marketing agency เคยประทับใจหรือเกิดปัญหาไหนหรือไม่ ?

หากคุณสามารถบรีฟรายละเอียดทั้งหมดนี้ให้กับ Digital marketing agency ได้ รับประกันเลยว่า งานที่ออกมานั้น จะถูกใจแบบสุด!! แถมยังอาจจะไม่ต้องแก้ไขหลายรอบด้วยนะ ธุรกิจแฮปปี้ เอเจนซี่ก็สบายใจอีกด้วย~

ตามหา Digital marketing agency ที่ดีมาอยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องมัวไปมองไกล ทักมาหาเราได้เลยค่ะ 😝

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

MG-Blog-April-7

ทำการตลาดออนไลน์ ต้องปล่อยโปรโมชัน 3 เวลานี้

การทำการตลาดออนไลน์หรือ Online Marketing สิ่งที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้ คงหนีไม่พ้นการสร้างโปรโมชัน ซึ่งปัญหาของเหล่านักการตลาดออนไลน์ที่ทำโปรโมชัน คือมักจะมีแค่ช่วงเวลาปล่อยโปร กล่าวคือไม่ได้มีช่วงอื่นของโปรโมชันเลย ซึ่งจริงๆแล้ว การมีช่วงเวลานี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้ทำรายได้ได้ดีเท่าที่ควร เพราะลูกค้าหลายๆคนไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะจ่ายเงินในวันและเวลานั้นได้อย่างทันที 

ซึ่งหากอยากทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการปล่อยโปรโมชันนั้น ควรมีมากกว่าช่วงเวลาปล่อยโปร โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาดังต่อไปนี้

  1. ช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัว

ไม่ว่าจะเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมสั่งจอง เตรียมกดสินค้าใส่ตะกร้า หรือเตรียมกดส่วนลด ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ช่วงนี้ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะถือเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ ว่าเรามีโปรโมชันวันไหน ช่วงเวลาไหน

ซึ่งหากเราไม่มีช่วงนี้ แล้วข้ามไปช่วงปล่อยโปรโมชันเลย จะได้ผลน้อยกว่า เพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกคน ที่จะเห็นโปรแล้วพร้อมโอนในตอนนั้น

ช่วงนี้กลุ่มนักการตลาดออนไลน์ ควรคาดหวังยอดจอง หรือยอดกดสินค้าลงตะกร้ามากกว่ายอดสั่งซื้อ เพราะหากมียอดจองมากเท่าไหร่ ทำให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์ของเราดีมากเท่านั้น ถือว่าเราทำ Online Marketing ประสบผลสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

หรือหากธุรกิจไหน มองว่าการทำ PR แบบ Organic Post ไม่เพียงพอต่อการรับรู้ ก็สามารถใช้การโฆษณาได้ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กว้างขึ้น และสร้างการประชาสัมพันธ์แบบ Online Marketing ในวงกว้างมากขึ้นเช่นกัน

  1. ช่วงเวลาโปรโมชันที่กระชับ

ช่วงโปรโมชันไม่ควรยาวเกินไป เราสามารถจำกัดช่วงโปรโมชันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยังได้ รวมถึงข้อเสนอเองก็มีความสำคัญ เช่น มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่เวลานี้ถึงเวลานี้เท่านั้น

การที่เรามีช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัวไปแล้ว ทำให้ช่วงนี้ ลูกค้าแค่ทำการกดยืนยัน แล้วจ่ายเงินได้เลย เพราะมีการจองหรือกดสินค้าใส่ตะกร้าไว้แล้วนั่นเอง

  1. ช่วงเก็บตก ให้ผู้ที่นกโปรโมชัน

ช่วงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่อให้เราจะมีช่วง PR ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ทุกคนสนใจซื้อสินค้าทันในช่วงนั้น เราควรมีข้อเสนอดีๆ รองรับคนที่พลาดโปรโมชันไว้ในช่วงเก็บตก อาจจะไม่ใช่เป็นโปรใหญ่เท่ากับช่วงโปรโมชัน แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ดีรองลงมา ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

การทำโปรโมชันทั้ง 3 ช่วงนี้ ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ที่ได้ผลลัพธ์มากกว่าการมีช่วงปล่อยโปรโมชันเพียงอย่างเดียวแน่นอน เพราะนอกจากลูกค้าจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่ามีโปรโมชันตอนไหน เรายังทำรายได้จากลูกค้าที่ไม่ทันช่วงโปรโมชันได้อีกด้วย

การทำโปรโมชัน ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการตลาดออนไลน์ แต่ถ้าอยากได้ที่ปรึกษาวางแผน Online marketing ข้างกาย Say hi มาหา MarketingGuru ได้นะคะ 😁

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru