Line Ads Platform

Line Ads Platform ราคาแพงไหม คำนวณอย่างไรไปดู!

Line ads Platform (LAP) อีกหนึ่งตัวเลือกโฆษณาน่าสนใจ สำหรับร้านค้าและธุรกิจในการโปรโมตสินค้าโดยเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกเหนือจากช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ซึ่งอำนวยความสะดวกสบายในการติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้า เพิ่มประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้กันเป็นจำนวนมาก ใครที่ยังสงสัยว่าการโฆษณาลงแพลตฟอร์มยอดฮิตนี้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

Line ads แตกต่างจากการโฆษณาบน Facebook เพราะไม่เพียงแต่จะคำนวณจาก Cost Per Click หรือ Cost Per View แต่ LAP ยังให้สิทธิผู้ลงโฆษณาในการเลือกรูปแบบการคำนวณงบประมาณโฆษณาตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

ยิ่งกว่าไปนั้น หากต้องการกำหนดแคมเปญเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ก็สามารถเลือกการจ่ายเงินแบบ Cost Per Impression (CPM) ต่อหนึ่งการมองเห็นโฆษณาของผู้ใช้งาน หรือ หลังจากยิงโฆษณาไปแล้ว ผู้ใช้งานทำการเพิ่มจำนวนเพื่อนผ่าน Line Account ก็สามารถคำนวณจ่ายแบบ จ่ายแบบ Cost Per Friend ได้เช่นเดียวกัน

โดยแคมเปญโฆษณาสามารถแบ่งรูปแบบการเลือกจ่ายเงินได้ 6 รูปแบบ
– Cost Per Impressions (CPM) ผ่านการมองเห็นโฆษณา
– Cost Per Click (CPC) ผ่านการคลิกดูโฆษณา
– Cost Per Friend (CPF) ผ่านการเพิ่มเพื่อน
– Cost Per Video View (CPV) ผ่านการดูโฆษณาวิดีโอ
– Cost Per Action (CPA) ผ่านการตั้งคอนเวอร์ชัน
– Cost Per Install (CPI) ผ่านการติดตั้งแอปพลิเคชัน

 

LINE Ads แพงไหม?

ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ แพงหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดแคมเปญในโฆษณานั้นๆ ซึ่งพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายและการเสนอค่าโฆษณาผ่านการประมูล เพื่อให้แสดงโฆษณานั้นก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโฆษณาของแบรนด์อื่น ดังนั้น ผู้ซื้อโฆษณา จำเป็นต้องตั้งงบประมาณที่ต้องการประมูล แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

การตั้งราคาเสนอด้วยตนเอง (Manual Bidding)

วิธีเสนอราคาด้วยตนเอง จะมอบอิสระให้ผู้ซื้อโฆษณากำหนดราคาตามที่กำหนดไว้ตามเป้าหมาย โดยสามารถตั้งราคาตามที่ LAP แนะนำได้เลยหลังสมัครเข้าไป วิธีนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณามากขึ้น หรือ จะกำหนดงบประมาณตามโฆษณาเดิมซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์แล้ว หรือเคยผ่านเอเจนซี่ที่ช่วยวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในการกำหนดราคาโฆษณา

การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding)

การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ เป็นวิธีที่ให้ LAP กำหนดราคาโฆษณาอัตโนมัติในการเข้าประมูล โดยผู้ซื้อโฆษณาตั้งงบราคาในใจหรือเงื่อนไขอื่นๆ ได้ ตามการตั้งค่าหลักๆ ดังนี้

 

1. กำหนดลิมิตของราคาที่เสนอ (Bid Amount Cap)

หมายถึงการกำหนดราคาเริ่มต้นขั้นต่ำไปจนถึงราคาสูงสุดที่สามารถรับได้

2. กำหนดลิมิตราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Event Cost Cap)

หมายถึงการกำหนดราคาสูงสุดไว้ ระบบจะพยายามหา Conversion ที่อาจจะเกินราคาต่อ CPA แต่ค่าเฉลี่ยจะไม่เกินที่กำหนดไว้

3. กำหนดเป้าหมายราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Target Event Cost)

หมายถึงการกำหนดราคาต่อผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ระบบจะเลือกการกำหนดราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่อิงจากราคาต่ำสุด แต่จะมีแนวโน้มใช้การกำหนดราคาที่ต่ำหรือสูงกว่าก็ได้

4. งบประมาณรายวันให้ได้สูงสุด โดยไม่กำหนดราคาต่อคอนเวอร์ชัน (No Limit)

หมายถึงการกำหนดราคาแบบไม่จำกัดโดยระบบจะใช้ราคาตั้งแต่ต่ำสุดไปถึงไม่มีราคากำหนด เพื่อให้มีโอกาสชนะมากที่สุด

หรือเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Line Official

 

หวังว่าบทความนี้พอจะให้ผู้อ่านเข้าใจคอนเซ็ปต์คร่าวๆ เกี่ยวกับการคำนวณโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ ว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง และสามารถทำได้อย่างไร หากสนใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาผ่านไลน์  Marketingguru ยินให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ คอยให้คำปรึกษาทางการโฆษณาทุกแพลตฟอร์มเพื่อช่วยกำหนดงบประมาณและให้แคมเปญออกมาได้ประสิทธิภาพตามเป้าที่ตั้งไว้

 

ติดต่อเราได้ที่

Website: MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

Read More...

วิธีอินฟลูเอเนเซอร์ ให้เหมาะกับแต่ละแบรนด์

เลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างไรให้ตอบโจทย์

อินฟลูเอนเซอร์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวงการที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram โดยเฉพาะแอปพลิเคชันอย่าง TikTok ที่กำลังมาแรงมากๆ เกิดเป็นอาชีพเลยทีเดียว สาเหตุที่แบรนด์ต่างๆ เลือกที่จะจ้างเหล่าอินฟลู ก็เพื่อเพิ่ม Brand awareness ของสินค้าตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นรวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆ ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Adidas ที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้น พบว่าการใช้การตลาดแบบ Influencer นั้นประสบความสำเร็จถึง 70% ในแอปอินสตาแกรม เห็นได้ว่ากลยุทธ์ Influencer Marketing อาจมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคสนใจหรือซื้อสินค้ามากขึ้น หากยังไม่รู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยให้เลือกอินฟลูฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาคำตอบจากบทความนี้ได้เลย

วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้ตอบโจทย์

บางครั้งการจ้างอินฟลูเอนเซอร์อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อให้เป้าหมายทางการตลาดประสบผลสำเร็จ ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการมองหาอินฟลูเอนเซอร์ มีดังนี้

1.ดูจาก location

หากคุณกำลังมองหาอินฟลูสำหรับโปรโมตด้านการท่องเที่ยวหรืออาหาร การส่องตาม location หรือ places ในแอปพลิเคชัน Instagram รวมทั้ง Facebook ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดี เพื่อดูว่ามีท่านไหนที่เช็คอินหรือแท็กสถานนี้นั้นแล้วได้รับความนิยมบ้าง มียอดผู้ติดตาม การมีส่วร่วม และไลฟ์สไตล์ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่

2. ส่องตาม Hashtag

นอกจากสถานที่แล้ว การส่อง Hashtag จะทำให้ทราบได้ว่าอินฟลูท่านนั้นเคยรับงานประเภทใด สินค้าตลาดเดียวกันกับที่ต้องการอยู่หรือเปล่า ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาผลิตภัณฑ์ได้ง่าย โดยเฉพาะแบรนด์เครื่องสำอางค์ที่ผลิตสินค้าหลายประเภท ผู้ใช่งานยังสามารถเห็นภาพสินค้า วิธีการใช้งาน สไตล์การ represent สินค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละท่าน เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมมากในการทำแคมเปญสินค้าใหม่อีกด้วย

3.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย Demographics

ก่อนที่เริ่มต้นค้นหาอินฟลูฯ ให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ สถานที่ ความสนใจ และพฤติกรรมการซื้อ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้หาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามที่ใกล้เคียงกันกับกลุ่มเป้าหมายได้

4.กำหนดเป้าหมายการตลาด

พิจารณาเป้าหมายทางการตลาดของคุณสำหรับแต่ละแคมเปญ ว่ามีเป้าหมายแตกต่างกันอย่างไร เช่น ต้องการที่จะเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness) กระตุ้นยอดขาย (Sales) หรือสร้างโอกาสในการขายให้กับกลุ่มใหม่ๆ หรือไม่? การมีเป้าหมายทางการตลาดจะช่วยให้หาอินฟลูฯ ที่ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุได้ชัดเจนมากขึ้น

5.เลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะ

แม้จะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์เหมือนกัน เชื่อหรือไหมว่าในแต่ละช่องทางโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมในการดูเนื้อหาที่แตกต่างกันไป รวมถึง ช่วงอายุ ในการใช้ระยะเวลาบนแพลตฟอร์มนั้นๆ ฉะนั้น ควรทำความเข้าใจเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อเลือกแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Instagram, YouTube, TikTok หรือ Twitter ก่อนที่จะเลือกหาในเหล่าอินฟลูฯ  ให้ตรงตามความต้องการ

6.ใช้เครื่องมือช่วย

มองหาเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเอเจนซี่ในการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดี โดยสามารถกำหนดได้ว่าคุณให้ความสนใจกับอะไรบ้าง เช่น จำนวนผู้ติดตาม (Followers) อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) คุณภาพเนื้อหา (Content Quality) และความสม่ำเสมอ (Consistency) ตัวอย่างเครื่องมือช่วยวิเคราะห์เมตริกประสิทธิภาพของอินฟลูฯ ได้แก่ Social Blade, BuzzSumo และ HypeAuditor

7.ประเมินการมีส่วนร่วมและการเข้าถึง

การเลือกวิธีใช้อินฟลูเอนเซอร์ ควรพิจารณาอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) แบ่งออกเป็น like, share, comment หรือ view ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนผู้ชมที่ถูกวัดระดับการมีส่วนร่วมจากโพสต์ที่ผ่านมา เพื่อประเมินเบื้องต้นถึงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายตามที่แบรนด์ต้องการ ตัวอย่างเช่น การใช้แมคโครอินฟลูเอนเซอร์อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป เทียบกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตาม 10,000- 50,000 คน ไปจนถึงผู้ติดตามน้อยอย่างนาโน 1-10,000 คน อาจมีผู้ชมที่มีส่วนร่วมมากกว่าโดยเฉพาะ niche market

8.วิเคราะห์แนวเนื้อหา

เนื้อหาหรือแคปชั่นก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ แม้ว่าแบรนด์จะสามารถบรีฟหรือคิดเนื้อหาเองให้กับทางอินฟลูเอนเซอร์ แต่แต่ละแพลตฟอร์มก็มีอัลกอริทึ่ม (Algorithm) ไม่เหมือนกัน การที่เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าใจรูปแบบเนื้อหาที่ต้องผลิตจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแพลตฟอร์มนั้นๆ หากอินฟลูฯ ท่านนั้นมีความสนใจสินค้าอย่างแท้จริงหรือเคยโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อน มีผลให้ทำความเข้าใจหรือโปรโมตเนื้อหาที่สอดคล้องกับเทรนด์ ความต้องการ สื่อข้อความของแบรนด์ได้มากขึ้น และสะท้อนข้อความภาพลักษณ์แบรนด์ที่ถูกต้อง

9.ติดตามและวัดผล

ในระหว่างและหลังแคมเปญ ให้ติดตามประสิทธิภาพและวัดผลKPI เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ (traffic) คอนเวอร์ชั่น (conversion) การมีส่วนร่วม (engagement) และการกล่าวถึงแบรนด์ (Brand Mentions) การวิเคราะห์ความสำเร็จของแคมเปญที่ผ่านมาจะช่วยปรับกระบวนการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ได้ดียิ่งขึ้นสำหรับแคมเปญต่อไปในอนาคต

Influencer Marketing ที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลักๆ ตั้งแต่กระบวนการหาอินฟลูเอนเซอร์ กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่ต้องการให้โปรโมต สิ่งสำคัญคือต้องติดตามและวัดผลในแต่ละกิจกรรมที่ผ่านมาเพื่อคอยพัฒนาประสิทธิภาพของแคมเปญ Marketingguru ยินดีให้บริการด้าน Influencer Marketing ในการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมกับแบรนด์และวางแผนการตลาดเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

หากสนใจติดต่อเราได้ที่

Website: MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

 

 

Read More...

Line Openchat

โฆษณา Line Openchat สร้างรายได้จาก Line LAP

Line เป็น Chat Platform ที่ใหญ่ที่สุด และได้รับความนิยมสูงสุดด้วยเช่นกัน ทำให้มีหลากหลายฟีเจอร์ เช่น Line Openchat ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานออนไลน์ จึงทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ นิยมใช้ช่องทางนี้ ในการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และสร้างรายได้อีกด้วย

Line Openchat คืออะไร ?

คือห้องแชทขนาดใหญ่ ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล จึงทำให้ธุรกิจเลือกที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ เพื้อเป็นกลุ่มในการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับร้านค้า ทั้งสินค้า และโปรโมชัน ซึ่งสามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงกลุ่มได้ 3 แบบ คือแบบสาธารณะ, ใช้รหัสเข้าร่วม และขอสิทธิ์การเข้าร่วมจากผู้ดูแล ซึ่งจะแตกต่างจาก Line Group ในส่วนที่ LINE Open Chat จะมีผู้ดูแลที่สามารถจัดการสมาชิกได้ 

และด้วยฟีเจอร์ LINE Open Chat ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Line ได้มีการเพิ่มช่องทางในการสร้าง Line Ads ผ่าน LINE Open Chat ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Line LAP (Line Ads Platform)

การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat เป็นอย่างไร ?

การทำ Line Ads ผ่าน ไลน์โอเพนแชท จะเป็นการทำแถบป้ายโฆษณาในรูปแบบของข้อความที่ไม่ได้อ่าน ซึ่งจะเป็นรูปแบบของรูปภาพหรือแถบโฆษณา โดยระบบจะแสดง Line Ads ให้เห็นเฉพาะคนคนนั้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้อื่นในห้อง ซึ่งหากบุคคลนั้นได้เห็น Line Ads นี้ไปแล้ว โฆษณาดังกล่าวจะหายไปจากการแสดงผลของบุคคลนั้นทันที

โดยโฆษณาสินค้าต่างๆ จะครอบคลุมทุกห้องใน ไลน์โอเพนแชท โดยแบ่งแยกตามประเภทของห้องนั้นๆ และเน้นการยิงโฆาณาไปในห้องที่มีการพูดคุยหรืออัปเดตกันมากกว่า 40% นั่นเอง 

การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat สามารถเลือกวัตถุประสงค์อะไรได้บ้าง ?

ต่อให้การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน ไลน์โอเพนแชท จะเป็นการแสดงโฆษณาเพียงไม่นาน แต่ก็มีตัวเลือกวัตถุประสงค์มากมาย ได้แก่..

การเข้าชม Website, การกดเข้าชม Video, การติดตั้งแอปพลิเคชัน, การกดเพิ่มเพื่อนใน Line OA, การเพิ่ม Website Conversion, การเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปพลิเคชัน

การทำ Line Ads ผ่าน LINE Open Chat มีข้อดีอย่างไร ?

การทำ ไลน์โอเพนแชท จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับสินค้าได้อย่างตรงจุด หากกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่สนใจหรือซื้อขายสินค้าแบบใด จะแสดงเฉพาะโฆษณาแบบนั้น ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องมีการลองผิดลองถูก และการทำโฆษณารูปแบบนี้นั้น จะไม่เป็นการรบกวนผู้อื่น เพราะจะแสดงเฉพาะผู้ที่ยังไม่เห็นนั่นเอง

 นอกจากนี้ยังเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ร้านค้าออนไลน์หรือผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน อัปเดตข่าวสารต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ในการทำโฆษณาออนไลน์ โดยผ่าน Line Ads เพื่อสร้างการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงวัตถุประสงค์ต่างๆอีกมากมาย แถมยังเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดอีกด้วย แบบนี้ต้องลองนะคะทุกคน

อยากทำ Line Ads หรือโฆษณาออนไลน์รูปแบบอื่นๆ สามารถทักทายมาหา MarketingGuru ได้เลยน้าาา ยินดีให้บริการค่า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

Read More...

วิธีเขียน Content ในส่วน Digital Marketing

วิธีเขียนคอนเทนต์เรียก Engagement บน Facebook

คำว่า ‘Engagement’ ถือเป็นอีกหนึ่งคำที่สาย Digital marketing รวมถึงสาย Content marketing คุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่ง Engagement ถือว่ามีความสำคัญในการเขียนคอนเทนต์ รวมไปถึงการยิงโฆษณาออนไลน์ ซึ่งจะนิยมใช้ใน Facebook มากกว่าช่องทางอื่นๆ

Engagement ถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ตั้งแต่การเขียนคอนเทนต์ ไปจนถึงการสร้างโฆษณา ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วม ทั้งการกด Like, Share, Comment การคลิกดูรูป และทุกอย่างที่เป็นการกระทำต่อคอนเทนต์นั้นๆ ซึ่งหากเราสามารถเขียนคอนเทนต์ให้เกิด Engagement เยอะๆได้ จะถือเป็นการเพิ่มการเข้าถึงและการมองเห็นโพสต์นั้นๆของเรา ให้แสดงให้หน้าฟีดและ Timeline มากขึ้นค่ะ 

แล้วต้องทำ Content Marketing แบบไหน ถึงจะเพิ่มยอด Engagement วันนี้ เรามีทริคมาฝากกันค่ะ

  •  เขียนคอนเทนต์แบบให้ความรู้

การนำเสนอคอนเทนต์แบบให้ความรู้ จะได้รับการมีส่วนร่วมมากกว่าการเขียนคอนเทนต์ขายแบบตรงๆ เพราะเมื่อผู้ชมอ่านแล้วรู้สึกชอบ และเห็นว่ามีประโยชน์ จะรู้สึกอยากกด Like & Share ค่ะ 

อย่างที่บอกไปเลยค่ะ ว่า Engagement คือการมีส่วนร่วมกับโพสต์ของเราในทุกๆรูปแบบ หากเราเขียนคอนเทนต์ในรูปแบบของ Album post จะทำให้เกิดการอยากกดดูภาพต่อไป นั่นแหละค่ะ อีกหนึ่ง Engagement ที่สร้างได้จากอัลบั้มเลยล่ะ

เทรนด์วิดีโอแบบสั้น ยังคงเป็นคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายเสมอ และด้วยข้อมูลในส่วนนี้ ทำให้เหล่า Content Creator เองก็สามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบคอนเทนต์ของตนได้ ประกอบกับจะต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จะทำให้ความต้องการอยากคลิกชมของผู้ที่พบเห็นมีเยอะ ส่งผลให้ยอด Engagement เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ

  • เขียนคอนเทนต์แบบคำถาม ชวนให้คอมเมนต์

ในบางครั้ง คอนเทนต์เองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพกราฟิก หรือวิดีโอที่สวยและตัดต่อแบบมืออาชีพ การตั้งคำถามและชวนให้ผู้ที่พบเห็นแสดงความคิดเห็น ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเพิ่ม Engagement ได้แบบไม่ยาก แต่จะต้องเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และสามารถคอมเมนต์ได้แบบปลายเปิดนะคะ ไม่มีขอบเขตของคำตอบที่ถูกต้อง แบบนั้นจะยิ่งสร้างการมีส่วนร่วมได้แบบไฟลุกเลยค่ะ

  • สร้าง Content Marketing แบบ Real time

การเขียน Real time content ต่อจะให้เป็นสิ่งที่มาไวไปไว แต่เพียงแค่ช่วงสั้นๆ เราก็ไม่ควรปล่อยผ่านนะคะ หากเรานำเทรนด์มาเล่นให้น่าสนใจ จากเพียงแค่กระแสในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะส่งผลให้ผู้ชมติดตามเราแบบระยะยาวได้เลยนะ 

  • การเลือกเวลาโพสต์ให้ถูก

เวลาโพสต์เองก็สำคัญต่อการทำคอนเทนต์เช่นกัน หากเราเลือกเวลาที่กลุ่มเป้าหมายกำลังใช้งานอยู่ ณ ขนาดนั้น อาจจะสร้างการมองเห็นและเข้าถึงได้มากกว่าเวลาอื่นๆ ซึ่งต้องบอกว่า เวลาโพสต์ที่เหมาะสม ในแต่ละเพจและแต่ละธุรกิจเองก็แตกต่างกัน แนะนำว่าลองโพสต์เวลาให้หลากหลาย แล้วค่อยวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงลึกอีกครั้งดีกว่าค่ะ

  • เขียนคอนเทนต์ดีไม่พอ ต้องสม่ำเสมอด้วย 

วิธีนี้จะส่งผลดีต่อการรักษากลุ่มผู้ติดตามเดิม หากอยู่ๆ ธุรกิจไม่ได้ทำการอัปเดตเป็นเวลานาน นอกจากจะส่งผลต่อการมองเห็นในการกลับมาอัปเดตใหม่แล้ว ยังส่งผลต่อจำนวนผู้ติดตามที่อาจจะลดหายไปด้วย ดังนั้นการโพสต์อย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ Content Marketing เพิ่มเติมได้เลย

🔸 ทำไมการทำ Content จึงจำเป็นกับ Digital marketing agency

การสร้าง Content Marketing เรียกยอด Engagement ถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดคุณภาพคอนเทนต์ได้ดีเลยค่ะ หากเราเขียนคอนเทนต์ แล้วเกิดการมีส่วนร่วมเยอะ นั่นเป็นตัวบ่งบอกว่า คอนเทนต์ของเรามีความน่าสนใจ และเป็นที่พูดถึงของกลุ่มผู้ชม ทั้งนี้ ในแต่ละธุรกิจเอง ก็จำเป็นที่จะต้องทดลองโดยการโพสต์คอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เพื่อวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์เรื่องราวแบบไหน ถูกใจกลุ่มผู้พบเห็นมากที่สุด แล้วค่อยแทรกเทคนิคตามที่เรานำมาแบ่งปันไปข้างต้นค่ะ 🙂

Content Marketing ถือเป็นสิ่งที่ยังคงสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง ไม่เพียงแค่ Facebook เท่านั้น หากธุรกิจใดสนใจ อยากเพิ่มช่องทางนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างรายได้ สามารถทักมาขอคำปรึกษาฟรีกับ MarketingGuru ได้เลยค่ะ 

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

Read More...

MG-BLOG-AUG-2

รู้จัก Facebook Video Ads ทำโฆษณา Facebook

Facebook เป็น Social Media Platform ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทุกเพศทุกวัย ด้วยการเป็นแหล่งรวบรวมของคอนเทนต์, เรื่องราว รวมถึงข่าวสารที่หลากหลายรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มนี้ กลายเป็นแหล่งโซเชียลมีเดียประจำของใครหลายๆคน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้นักการตลาดออนไลน์ นำช่องทางนี้ไปสร้างเป็นหนึ่งใน Online marketing คือการทำ Facebook Ads นั่นเอง

Facebook Ads หรือ โฆษณา Facebook นั้น มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ในบทความนี้ จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก และทำความเข้าใจกับ Facebook Video Ads หนึ่งในรูปแบบโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายเลยก็ว่าได้ค่ะ

Video Facebook Ads คืออะไร ?

Facebook Video Ads คือการสร้างโฆษณา Facebook ในรูปแบบของวิดีโอ ซึ่งได้รับความนิยมและผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อเทียบกับการทำโฆษณาในรูปแบบอื่น ด้วยการสื่อสารที่ผ่านภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทำให้ง่ายต่อการบริโภคของผู้ชม โดยสามารถทำได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ทั้งการเข้าถึง, การรับรู้, โปรโมตแคมเปญหรือโปรโมชัน รวมไปถึงสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งด้วยเช่นกันค่ะ 

ประเภทของ Facebook Video Ads

  1. In-Stream Video ads

เป็นโฆษณา Facebook ที่คั่นระหว่างวิดีโอต่างๆ ซึ่งมีความยาว 60 วินาที โดย 15 วินาทีแรกนั้น ผู้ใช้งานไม่สามารถกดข้ามได้ แต่หลังจากนั้น จะเลือกได้ว่าต้องการดูต่อหรือกดข้าม เพื่อกลับไปดูวิดิโอที่เรากำลังรับชมก่อนหน้านี้

  1. Facebook Marketplace Video ads

เป็น Facebook Ads ที่ปรากฏอยู่ในหน้าของ Facebook Marketplace

  1. Facebook Stories ads

แบบโฆษณาแบบแนวตั้งและเต็มหน้าจอ จะปรากฏเมื่อเราดู Story ซึ่งมีความยาวประมาณ 15 วินาที แต่หากมีความยาวมากกว่านั้น จะเป็นการเล่นต่อเนื่องไปยังอีกหน้า Card ของ Story นั้นๆ

  1. Facebook Video Feed ads

รูปแบบนี้จะอยู่บนหน้าฟีดของ  Facebook Video Feed เมื่อเราเลื่อนดูวิดีโอไปเรื่อยๆ จะปราฏโฆษณารูปแบบนี้แทรกขึ้นมาระหว่าง Organic Video

ส่วนประกอบของ Facebook Video Ads

โดยในส่วนนี้นั้น จะขออธิบาย โดยใช้ตัวอย่างจาก Video Facebook Ads ของ Blackmore

  1. Account Link 

ชื่อแบรนด์ที่ผู้ใข้งานสามารถคลิกเพื่อไปยังหน้าเพจได้ ซึ่งด้านใต้ชื่อเพจ จะแสดงคำว่า Sponsor ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่านี่คือ Facebook ads

  • Primary Text 

แคปชันหรือ Copy Writing ที่อธิบายเกี่ยวกับโฆษณานั้นๆ หากไม่ต้องการให้แสดง ‘อ่านเพิ่มเติม / Read more’ จะต้องมีความยาวไม่เกิน 125 ตัวอักษร

  • Video View

Video Display โดยจะเริ่มเล่นอัตโนมัติ อาจจะเป็นการเปิดเสียงแบบอัตโนมัติ หรือแค่แสดงรูปภาพแล้วผู้ใช้งานสามารถกด Play เพื่อเริ่มเล่นก็ได้เหมือนกันค่ะ

  • Headline

เป็นหัวข้อโฆษณา Facebook ซึ่งจะต้องมีความยาวไม่เกิน 40 ตัวอักษร เพื่อให้แสดงได้ครบแบบที่คำไม่ตกหล่น

  • ปุ่ม Call-to-action

เป็นปุ่มที่ผู้ชมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพื่มเติม, ซื้อสินค้า, ทักข้อความ หรืออื่นๆที่แบรนด์กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้เราทราบ Conversion Rate ว่ามีผลเป็นอย่างไร จากการกดเข้ามาของผู้ชม

ข้อกำหนดในการทำ Facebook Video Ads

  • ต้องเป็นไฟล์ประเภท MP4, MOV หรือ GIF
  • โฆษณาประเภท In-Feed Ads ควรใช้สัดส่วน 4:5 เพื่อแสดงได้แบบเต็มจอ
  • ความยาววิดีโอ มีได้ตั้งแต่ 1 วินาที – 240 นาที (สำหรับ In-Feed Ads)
  • ทุกรูปแบบควรมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 4GB
  • Minimum Resolution ไม่ควรต่ำกว่า 1080×1080 px

 

เคล็ดลับการทำ Video Facebook Ads 

1.สร้างโฆษณา Facebook ให้เข้าใจ แม้จะไม่มีเสียงประกอบ 

จากสถิติ Facebook เผยว่า 80% ของผู้ใช้งานไม่นิยมวิดีโอที่เปิดเสียงอัตโนมัติ ดังนั้น Facebook จึงได้พัฒนาการเล่น  Facebook Video Ads แบบปิดเสียง และสามารถกดเปิดเสียงได้ หากผู้ชมต้องการ

นอกจากนี้ หากวิดีโอนั้น มีการเพิ่ม Subtitle จะช่วยเพิ่มการเข้าชมได้นานถึง 12%

2.เรียกความสนใจภายใน 3 วินาที

คอนเทนต์ที่น่าสนใจ จะไม่ทำให้เกิดการเลื่อนผ่าน ซึ่งหากผู้ชมกวาดสายตาดูในช่วง 3 วินาทีแรก แล้วอยากดูต่อ จะสามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้ ดังนั้น ควรแทรกจุดขาย, Highlight หรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอให้ได้ภายในช่วงแรก

และจากสถิติ Facebook 33% ของผู้ชมจะหยุดดูวิดีโอจากแบรนด์ที่ตนชอบ การสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้ชมเห็นแบรนด์ของเรา จะช่วยเพิ่ม Engagement ได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

3.คำนึงถึง Mobile Friendly 

ผู้ชมส่วนใหญ่นิยมใช้มือถือมากกว่า ดังนั้นในการออกแบบ Video ทั้งสัดส่วนและการแสดงของแคปชัน ควรคำนึงถึงการปรากฏในอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์

4.Retarget ผู้ใข้งานที่เคยดูวิดิโอ

เป็นการกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ที่เคยซื้อหรือเป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้ว โดยใช้โฆษณา Facebook เพื่อสร้างการซื้อซ้ำ จากกลุ่มลูกค้าเดิม ถือเป็นการรักษาฐานลูกค้าด้วยค่ะ

5.สร้าง Poll บนโฆษณา

สร้าง  poll เพื่อให้ผู้ใข้งานสามารถแสดงความเห็นในรูปแบบของสติ๊กเกอร์ ซึ่งทาง Instagram Storie ก็สามารถทำได้เช่นกัน 

ขอบคุณที่มา: Adepresso & stepstraining.co

Facebook Video Ads ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบโฆษณา Facebook ที่อยากจะแนะนำเหล่าร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่มีช่องทางการตลาดออนไลน์ได้ลองทำค่ะ ด้วยการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ง่าย และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชม และหากเรารู้ถึงวิธีในการทำ รับรองว่า Chat ร้อนแรงดัง Fire เลยล่ะค่ะ 

หรือใครที่กำลังมองหา Digital marketing agency เพื่อดูแลการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจตนเอง อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru นะคะ พร้อมให้บริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ตอบโจทย์ทุกรูปแบบธุรกิจอย่างแน่นอนค่ะ 

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

Read More...

MG-BLOG-AUG-3

หลักการทำ Instagram Ads ผ่าน IG Story

เมื่อพูดถึง Social Media ที่ได้รับความนิยมในส่วนของการอัปเดตชีวิตประจำวัน หนึ่งในชื่อที่ทุกคนต้องนึกถึงจะต้องมี ‘Instagram’ แน่นอน ด้วยความโดดเด่นในการเป็นช่องทางในการสร้างคอนเทนต์รูปแบบของรูปภาพ รวมไปถึงฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่าง IG Story ที่หลายๆคนมักใช้ในการอัปเดตเรื่องราว, แชร์สิ่งที่น่าสนใจ รวมไปถึงการทำโพลหรือ Live สด ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละค่ะ ที่ต้องบอกว่า สามารถประยุกต์นำมาเป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ของเหล่าธุรกิจได้ แถมยังทำได้ไม่ยากด้วยนะ 

หลายๆคนย่อมทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่องทางนี้ ก็สามารถทำการโฆษณา Instagram ได้ แล้วทราบกันอีกไหมคะ ว่าเจ้า IG Story ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า ไม่แพ้การใช้ Instagram ads เลยค่ะ วันนี้ MarketingGuru จะขอนำไอเดียในการสร้างคอนเทนต์เรียกผู้ติดตาม ผ่าน IG Story มาฝากทุกคนกันค่ะ แอบบอกว่าช่องทางนี้ นอกจากจะง่ายแล้ว ยังสนุกและไม่ยากด้วยนะ

ก่อนจะเข้าสู่ไอเดียในการทำ ขอแวะพามาทำความรู้จักกับ IG Story กันก่อนค่ะ

IG Story 

IG Story คือฟีเจอร์ของ Instagram ที่ทำให้เราได้อัปเดตเรื่องราวต่างๆได้แบบ Real time ทั้งรูปภาพ, วิดีโอ, Poll, Q&A โดยมีลูกเล่นต่างๆมากมาย เช่น Sticker, Gif, Filter ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมมากเลยทีเดียว

หลักการในการทำสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ผ่าน IG Story ที่ธุรกิจต้องรู้ 

  1. เก็บความคิดเห็นลูกค้าผ่าน Poll / Q&A

ความคิดเห็นและคำติชมของลูกค้า มีความสำคัญต่อการพัฒนาปรับปรุงธุรกิจ ทั้งความต้องการ ความสนใจ และข้อผิดพลาดที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจนั้นๆ

IG Story มีลูกเล่นในการสร้าง Poll และ Q&A ที่ธุรกิจสามารถสอบถามหรือให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น นอกจากจะได้คอมเมนต์จากลูกค้าแล้ว ในฟีเจอร์นี้ ธุรกิจเองก็ยังสามารถแอบแทรกการขาย ด้วยการใส่รูปพื้นหลังเป็นภาพสินค้าก็ได้ด้วยนะ

  1. เก็บรวบรวม Email เพื่อใช้ในการ Remarketing

หากบัญชี Instagram ของคุณ มีผู้ติดตามมากกว่า 10K Instgram จะอนุญาตให้ทำการแทรกลิงก์ใน IG Story เพื่อนำพาลูกค้าไปยังลิงก์ที่คุณต้องการ

ซึ่งจากฟีเจอร์นี้นั้น ธุรกิจสามารถนำมาประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการนำลูกค้าไปสู่การลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลต่างๆ และยังสามารถแทรกลิงก์เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆได้อีกหลากหลาย ตามความต้องการของแต่ละธุรกิจได้เลยค่ะ 

  1. แนบ Location เพื่อให้ลูกค้าทราบถึงสถานที่จัดกิจกรรมและที่ตั้งของร้าน

อย่างที่เกริ่นข้างต้นเลยค่ะ ว่า IG Story ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอัปเดตเรื่องราวในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่า จะต้องมีตัวระบุ Location เพื่อแจ้งให้ผู้ติดตามทราบ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนนั่นเอง

และด้วยฟีเจอร์นี้ ธุรกิจเอง ก็สามารถอัปเดตสถานที่จัดกิจกรรมหรือที่ตั้งร้านค้า เพื่อให้ลูกค้าและผู้ติดตามทราบนั่นเองค่ะ

  1. ใช้ Hashtag รวบรวมสินค้าและโปรโมชัน

Hashtag (#) เป็นเหมือนแหล่งรวบรวมคอนเทนต์นั้นๆ เพียงแค่เรากดเข้าไป จะเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่เราติด # ไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งความง่าย ในการแยกประเภทเรื่องราวต่างๆนั่นเอง

ใน IG Story มีลูกเล่นคือเพิ่ม Hashtag ดังนั้นเมื่อธุรกิจทำการอัปโหลดรูปภาพหรือวิดีโอของสินค้า/บริการ สามารถเพิ่ม Hashtag เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้ลูกค้าสามารถกดเข้าไปดูสิ่งที่เกี่ยวข้องในหมวดหมู่เดียวกัน เผลอๆนี่ยังสร้างรายได้เพิ่มอีกด้วยน้า

  1. การนับถอยหลังเข้าสู่โปรโมชัน โดยการใช้ Countdown 

Countdown Sticker เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ได้รับความนิยม สามารถสร้างความตื่นเต้นและทำให้ลุ้นไปพร้อมๆกัน ทั้งตัวของผู้โพสต์และผู้ติดตาม

ซึ่งหากธุรกิจมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าหรือปล่อยโปรโมชันใหม่ๆ และต้องการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม และผู้ติดตาม การใช้ Countdown ก็ถือเป็นลูกเล่นน่ารักๆ ที่ช่วยให้สนุกและน่าติดตามมากไปกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

IG Story ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะทำให้เราสร้างคอนเทนต์ได้อีกมากมาย โดยการนำลูกเล่นต่างๆมาประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นธุรกิจมากขึ้น นอกจากจะสามารถเพิ่มผู้ติดตามใหม่ๆแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเดิมอีกด้วยค่ะ

นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มลูกค้าแล้ว การมี Digital Marketing Agency ข้างกาย ก็ยังช่วยสร้างรายได้จากการตลาดออนไลน์อีกด้วยนะคะ หากสนใจการทำ Digital Marketing หรือการตลาดออนไลน์รูปแบบอื่นๆ อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru น้า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

Read More...

MG-Blog 5

ขายของออนไลน์ด้วย Line MyShop จาก Line OA

 

รู้จัก Line my shop ขายของออนไลน์ ฟีเจอร์น่าใช้จาก Line OA

ในยุคที่การขายของออนไลน์มาแรงแบบนี้ หลายๆร้านก็อาจจะมีช่องทางการขายที่แตกต่างกัน ทั้ง Facebook, Google, Instagram, Shopee, Lazada รวมไปถึงแอปพลิเคชันปิดการขายอย่าง Line OA ด้วย

 

Line OA ถือเป็นช่องทางขายของออนไลน์ ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้ามากยิ่งขึ้น ถือเป็นช่องทางหลัก ที่ลูกค้าสามารถพูดคุยกับร้านค้า เพื่อทำการปิดการขาย ซึ่งปกติแล้วนั้น ลูกค้าจะต้องเลือกสินค้าจากช่องทางอื่นก่อน แล้วจึงคุยผ่านไลน์ในการซื้อ แต่จะดีกว่าไหมนะ.. ถ้าสามารถเลือกชมสินค้า แล้วสั่งสินค้าผ่านไลน์แบบที่จ่ายเงินแบบเสร็จสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอร้านค้าตอบได้เลย 

 

ฟีเจอร์ที่กำลังพูดถึงนี้คือ Line MyShop ค่ะ เครื่องมือจัดการร้านค้าแบบใหม่จาก LineOA ที่ทำให้การซื้อขายของร้านค้าและลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

Line MyShop คืออะไร ?

Line MyShop คือฟีเจอร์จัดการร้านค้าแบบครบวงจร ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายของออนไลน์ผ่านแชท LineOA ที่อำนวยความสะดวกให้เหล่าร้านค้าออนไลน์ ตลอดจนลูกค้า ได้สั่งซื้อ จ่ายเงิน ติดตามสถานะการส่งของตลอดจนได้รับของ ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเครื่องมือนี้นั้นสามารถใช้งานได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถือเป็นการเพิ่มช่องทางขายของออนไลน์อีก 1 ช่องทางด้วยนะคะ

 

ความสัมพันธ์ของ Line MyShop และ LineOA

การที่จะใช้งานฟีเจอร์ Line MyShop ได้นั้น ร้านค้าจะต้องมีบัญชีของ LineOA ก่อน ซึ่งสามารถเข้าดูวิธีการติดตั้งได้ที่ วิธีการติดตั้ง Line OA จากนั้นจึงค่อยเปิดใช้งาน Line MyShop ที่เว็บไซต์ของ Line MyShop ค่ะ

ข้อควรจำ: Line MyShop จะต้องติดตั้งผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้นน้า

 

ฟีเจอร์สำคัญของ Line MyShop มีอะไรบ้าง

1 . จัดการออเดอร์ให้ลูกค้าได้ในแชท

ลูกค้าไม่จำเป็นต้องรอร้านค้าตอบแชทแล้วสรุปออเดอร์อีกต่อไป เพราะ Line MyShop สามารถสรุปออเดอร์พร้อมยอดที่ต้องชำระ พร้อมให้ลูกค้าจ่ายและแนบสลิปโอนเงินได้เลยทันที

 

2. รายงานทุกสถานะการสั่งซื้อ

ระบบภายใน Line MyShop จะรายงานสถานะการสั่งซื้อผ่านแชท Line แบบอัตโนมัติ ตั้งแต่ร้านค้าได้รับออเดอร์, รับชำระเงิน จนถึงส่งเลขพัสดุ ส่วนฝั่งร้านค้า ก็ได้รับแจ้งเตือนอัตโนมัติเช่นกัน แต่จะเป็นในกรณีที่ลูกค้ามีการชำระเงินเข้ามาเท่านั้นค่ะ

 

3. จัดการแค็ตตาล็อกและสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์

จัดการปัญหาการนั่งเช็กและสรุปสต๊อกสินค้าเอง แถมยังสามารถเลือกสินค้าในหน้าแค็ตตาล็อกเพื่อสร้างบิลออนไลน์ได้ในระหว่างแชทกับลูกค้าได้อีกด้วย ส่วนลูกค้า ก็สามารถเห็นรายการสินค้าทั้งหมดผ่านจากหน้า Page ของ Line MyShop ได้ด้วยเช่นกัน

 

4. ใบแปะหน้ากล่องพัสดุที่ไม่ต้องทำเอง

Line MyShop สามารถพริ้นต์รายละเอียดการสั่งซื้อ และที่อยู่จัดส่ง โดยร้านค้าไม่จำเป็นต้องเขียนหรือพิมพ์จ่าหน้ากล่องเอง ถือว่าเป็นการกันข้อมูลผิดพลาดได้อีกด้วยค่ะ

 

5. ระบบรายงานพร้อมเก็บสถิติร้านค้า 

รายงานสถิติทุกอย่างไว้ให้แม่ค้าออนไลน์ ทั้งสินค้าคงคลัง รายงานสั่งซื้อ ฯลฯ เพื่อให้ร้านค้านำข้อมูลส่วนนี้ไปวิเคราะห์และวางแผนขายของออนไลน์ในอนาคต โดยไม่ต้องบันทึกข้อมูลเองค่ะ

 

Line MyShop เป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานฟรีผ่าน LINE OA ซึ่งจะยังมีข้อจำกัดอยู่ ในเรื่องของจำนวนผู้ติดตามร้านค้า แม่ค้าออนไลน์อาจจะต้องซื้อแพ็กเกจที่เหมาะสมกับขนาดของร้านค้า เพื่อจะได้ใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้นค่ะ

 

การขายของออนไลน์ ต่อให้จะเป็นช่องทางการขายที่มาแรงก็จริง แต่ถ้าหากเราไม่รู้จักการใช้หรือจัดการในแต่ละช่องทาง ก็อาจจะส่งผลต่อการขาย รวมถึงรายได้ด้วยนะคะ การใช้ Line MyShop ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางขายของออนไลน์ ที่จะช่วยจัดการขายให้ง่ายและสะดวกทั้งต่อร้านค้าและลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการขายได้ด้วยเช่นกันค่ะ

 

หากใครหรือธุรกิจใด ต้องการเพิ่ม Line MyShop เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์ แล้วอยากได้ที่ปรึกษาไว้เป็นพาร์ทเนอร์คู่ใจ อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru นะคะ เราพร้อมให้บริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสร้างยอดขายและรายได้ตามที่ต้องการค่ะ

 

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io
Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

MG-Blog 2

Google Ads VS Facebook Ads ทำการตลาดออนไลน์แบบไหนดี

ในปัจจุบัน รูปแบบการตลาดออนไลน์มีให้เลือกหลากหลายช่องทาง ซึ่งนี่อาจจะเป็นโจทย์ให้กับแต่ละธุรกิจ ว่าเราควรจะใช้ช่องทางไหน ในการสร้าง Online Marketing ใช่ไหมล่ะ

2 ในหลากหลายช่องทาง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคือ Google Ads และ Facebook Ads ซึ่งเจ้า 2 ตัวนั้น หลายๆคนอาจจะคิดว่าเหมือนกัน และสามารถใช้แทนกันได้ แต่จริงๆไอ้เจ้า 2 ตัวนี้มันต่างกันสิ้นเชิงเลยนะ แต่จะต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลในส่วนนี้มาฝากทุกคนค่ะ

ความแตกต่าง ที่ดูเหมือนจะคล้ายกัน.. 

  1. รูปแบบการทำโฆษณา
  • รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook Ads

Facebook ทำการตลาดออนไลน์โดยใช้ข้อมูลจากความสนใจ พฤติกรรมผู้ใช้ ข้อมูลประชากร และอีกมากมาย ซึ่งการซื้อโฆษณา จะต้องยิงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ และเลือกความสนใจให้ตรงมากที่สุด ช่องทางนี้ สามารถสร้างโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบ และยิงได้ทั้งบน Facebook รวมถึง Instagram ด้วย

  • รูปแบบการทำโฆษณาบน Google Ads

Google จะใช้คำค้นหา 9Keyword) ในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งรูปแบบโฆษณาเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ตั้งแต่โฆาณาที่เป็นลิงก์, Banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ (GDN) และโฆาณาวิดีโอใน Youtube ด้วยเช่นกัน

2. การเป็นคู่แข่งของ Google Ads และ Facebook Ads

ต้องบอกว่าด้วยความคล้ายกันใน ‘รูปแบบของโฆษณา’ ทำให้กลายมาเป็นคู่แข่งแบบทางอ้อมก็ว่าได้ เพราะ Google มีบริการที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ Youtube และ Google My Business ที่ได้รับความนิยมในการทำการตลาดออนไลน์อย่างมาก โดยเฉพาะ Youtube จึงทำให้ Gacebook พยายามจะทำให้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นช่องทางในการสร้างโฆษณารูปแบบวิดีโอด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องบอกว่า Facebook เอง ก็ปั้นคอนเทนต์ประเภทวิดีโอได้ไม่ด้อยไปกว่า Youtube เลยทีเดียวนะ

แล้วสรุป Google Ads หรือ Facebook Ads ดีกว่ากัน

การทำการตลาดออนไลน์ ไม่มีคำว่าดีกว่า เพราะจริงๆแล้วหากเรามีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ก็ทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าการมีช่องทางเดียว แต่แค่เราอาจจะต้องเลือก ว่าจะให้ความสำคัญหรือเน้นช่องทางไหนเป็นหลัก แต่ยังคงไม่ละทิ้งช่องทางอื่นๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใน Customer Journey ที่หลากหลายขึ้นนั่นเอง

จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะกับ Google Ads หรือ Facebook Ads

อย่างแรกคือต้องรู้ว่าจุดประสงค์ในการทำโฆษณานั้นเพื่ออะไร, ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และวิธีการที่จะใชันั้นคืออะไร เช่น หากมองถึงเรื่องของความสนใจเป็นเกณฑ์ ให้มุ่งไปที่ Facebook Ads แต่หากเน้นการใช้คำค้นหา และมองว่ากลุ่มเป้าหมายในธุรกิจของเราต้องมาจากการค้นหา ให้เลือกใช้ Google เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่เหมาะกับธุรกิจแล้วค่า 

หรือหากใครยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าควรใช้ Google Ads หรือ Facebook Ads ดี ตรงส่วนนี้ต้องมี Digital marketing agency แล้วค่ะ ติดต่อ MarketingGuru ได้เลยค่ะ เราพร้อมให้บริการ และช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตของคุณได้แน่นอน

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

Read More...

MG-Blog 4

สร้างแบรนด์ดัง ปังๆด้วยคอนเทนต์ TikTok

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แอปพลิเคชันที่มาแรงในปีนี้ คือ TikTok ซึ่งเป็นแอปฯที่นำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบของ VDO แบบสั้น ที่มีประเภทคอนเทนต์ที่หลากหลาย ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้จักเจ้านี่ดีกันอยู่แล้ว แล้วรู้กันมั้ยคะ ว่าการทำคอนเทนต์บนช่องทางนี้ จะต้องมีเคล็ดลับหรือ How to สู่การเป็นดาว TikTok อย่างไร.. 

วันนี้จะมาแชร์ทริคเล็กๆในการปั้นคอนเทนต์ให้เด่นดังจนปังสู่การดาวกันค่ะ

ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนเจ้าแอปฯนี้ จะเน้นคลิปวิดีโอสั้น 1 และ 3 นาที และที่สำคัญคอนเทนต์ TikTok จะทำให้ครีเอเตอร์นั้นๆโด่งดังขึ้นมาได้ไม่ยากเลยค่ะ (หรือที่ในทุกวันนี้เรียกกันว่า TikToker)

ทริคปั้น คอนเทนต์ TikTok ที่ใครเห็นจะไม่กดออกจากแอปฯแน่นอน มีดังนี้..

  1. สร้างคอนเทนต์ที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย Snackable Content

เนื่องจากมีเวลากำหนด ดังนั้นควรนำใจความหรือประเด็นหลักอยู่ในช่วง ไม่ยืดเยื้อ และจบให้ไว สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง คือการทำเนื้อหายาวเกินไปแล้วต้องให้คนไปติดตามในคลิปต่อไป ถ้าทำแบบนี้เนี่ย ต้องมั่นใจว่า คอนเทนต์ TikTok ของเราดีจริงๆนะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เล่น TikTok จะชอบดูคลิปนี้แล้ว ปัดไปดูคลิปต่อไปทันทีมากกว่า จำไว้ว่า ทำให้จบในคลิปเดียว จะดีที่สุดค่า

  • เทคนิคการทำคอนเทนต์Tiktok ที่นำไปปรับใช้ได้ อัพเดต 2025
  • เริ่มด้วย hook ที่น่าสนใจภายใน 3 วินาทีแรก
  • ใช้การตัดต่อที่กระชับ เปลี่ยนฉากทุก 5-7 วินาที
  • เล่าเรื่องแบบตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม
  • ใช้ข้อความบนหน้าจอเพื่อเน้นประเด็นสำคัญ
  • จบด้วย call-to-action ที่ชัดเจน
  1. ทำคลิปแนวตั้ง

อันนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ มากกว่า ‘ควรทำ’ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ทำคอนเทนต์ TikTok เป็นคลิปแนวนอนนั้น จะเป็นการเอาคลิปที่เคยลง YouTube มาใส่ในแอปฯนี้อีกทีมากกว่า ซึ่งจะทำให้คลิปนั้นมีสัดส่วนที่เล็กเกินไปนั่นเอง

  1. สร้างคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน

ไม่ว่าคุณอยากจะเฉิดฉายบนแพลตฟอร์มไหน คาแรกเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องมี! โดยใช้คารแรกเตอร์นี่แหละ มานำเสนอผ่านคอนเทนต์ของเรา เช่น เน้นแนวสนุกสนาน, ทำคอนเทนต์เป็นละคร, หรือเน้นการเล่าเรื่องไปเลย ซึ่งการมีคาแรกเตอร์นี้ จะช่วยทำให้ผู้ชมจดจำเราได้ง่าย และนำไปสู่การติดตามจนเป็นดาวนั่นเอง

  1. ใช้ดนตรีและ Hashtag

การทำ Content TikTok นี่ทำให้เพลงดังมากแล้วหลายเพลงเชียวน้าาา เพราะครีเอเตอร์มักเลือกมาใส่ในคลิปนั่นแหละะะะ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกเพลงอะไรมาใส่ก็ได้นะคะ อาจจะต้องดูว่าเข้ากับคอนเทนต์ของเราด้วยหรือไม่ 

การใช้ Hashtag ก็มีผลต่อผู้เล่น TikTok เหมือนกัน เพราะเป็นเหมือนศูนย์รวมที่ทำให้เราค้นหาคลิปได้ง่าย ยิ่งหาก hashtag นั้นกำลังเป็นที่พูดถึง ก็จะทำให้คลิปของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายเช่นกัน

  1. เน้นความเป็นตัวเองและจริงใจ

TikTokerต่างแสวงหาคอนเทนต์ที่มีความจริงใจและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เป็นช่องทางที่ใช้คอนเทนต์สร้างชื่อเสียง ไม่เกี่ยวกับเทคนิคการตัดต่อ หรือโปรดักชันแบบเล่นใหญ่เลยนะ การสร้างคอนเทนต์แบบ Perfect หรือการจัดฉากที่ดูเกินจริงกำลังจะหมดความนิยมลง VDO โฆษณา แบรนด์และครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง เพราะคนเล่น TikTok ชอบเสพความเรียล และความเป็นธรรมชาติ

  1. ไม่ขายตรง

จากข้อ 5. ที่บอกว่าคนเล่น TikTok ชอบเสพความเรียล และความเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าหากใส่โฆษณาหรือแทรกขายแบบตรงๆ (ที่เน้นยิ่งกว่าคอนเทนต์หลัก) อาจจะทำให้คนปัดเลื่อนหนีก็เป็นได้ แต่เราสามารถใช้แทรกขายได้นะคะ แต่อาจจะต้องมีเทคนิคหรือช่วงแทรกนิสนุงงง ไม่ใช่เน้นเป็นการขายจ๋าไปเลยค่ะ

การทำคอนเทนต์ในทุกช่องทาง จะทำออกมาอย่างไรนั้น ให้มองว่าถ้าเราเป็นคนดู เราชอบแบบไหน คอนเทนต์ TikTok ก็เช่นกัน ลองสมมติหรือลองเล่น TikTok เอง แล้วถามตัวเองกลับว่าเราชอบดูคลิปแบบไหน จะทำให้เราเข้าใจ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาถูกใจคนดูที่สุดค่ะ 

การตลาดออนไลน์มีเยอะไปหมดดดดด อยากมีเพื่อนคู่คิด มิตรแท้ธุรกิจในยุคนี้ล่ะก็.. ต้องมี MarketingGuru แล้วมั้ยยยย คิดจะทำการตลาดออนไลน์ อย่าลืมให้เราดูแลนะค้า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

Read More...

MG-Blog-April-3

เลือก Platform Social media marketing ให้ธุรกิจ

ยุคนี้ ใครๆต่างก็ทำการตลาดออนไลน์ หรือ Social media marketing กันทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกธุรกิจไม่สามารถสร้าง Content marketing ใช้ทุกช่องทางเหมือนกันได้ ต้องอย่าลืมว่าแค่เพียงธุรกิจแตกต่างกัน แล้วอย่างอื่นจะเหมือนกันได้อย่างไร ? Platform แต่ละช่องทางของ Online marketing ก็มีความสามารถและความเหมาะสมที่แตกต่างกันเช่นกัน 

Platform Social media marketing แตกต่างกันอย่างไร ?

ในแต่ละ Platform นั้น แน่นอนว่าถูกสร้างมาให้มีจุดเด่นที่ไม่ซ้ำกัน การทำ Social media marketing ก็เหมือนเป็นการใช้จุดเด่นเหล่านั้นเพื่อวางวัตถุประสงค์และเจาะกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง นอกจากนี้ แต่ละธุรกิจย่อมมีความแตกต่างกัน จึงไม่แปลกเลยที่จะใช้ Platform ที่แตกต่างกัน  สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำความรู้จักกับธุรกิจของตนให้ดี วางวัตถุประสงค์และกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อนำไปสู่การใช้ Platform ที่เหมาะสมนั่นเอง

แล้วมีวิธีเลือก Platform social media marketing อย่างไรล่ะ ?

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น ว่าให้นำจุดเด่นของแต่ละ Platform มาวิเคราะห์ร่วมกับแผนการตลาดของเรา (ในที่นี้คือ วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย) ว่าสุดท้ายแล้วนั้น เราควรจะทำการตลาดออนไลน์ โดยการสร้าง Content marketing บน Platform ไหนดี ซึ่งแต่ละ Platform นั้นมีจุดเด่นและความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. Facebook: Platform สุดแมสในการสร้างการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน ด้วยฟังก์ชันที่สามารถโพสต์ได้อย่างเต็มที่แบบ No limit ตัวอักษร โฆษณาได้หลากหลายรูปแบบคอนเทนต์ ทั้งข้อความ, ภาพ, Gif และวิดีโอ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการทำ Social media marketing ควรจะเป็นคอนเทนต์แบบกระชับ เข้าใจง่าย ประกอบกับรูปภาพหรือวิดีโอที่สอดคล้องกันนั่นเอง แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดมากมายของเฟซบุ๊กประกอบกับเจ้าของธุรกิจจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าผู้อื่นพูดถึงเราอย่างไร ทำให้เฟซบุ๊ก เหมาะกับการใช้เป็น Platform ในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมมากกว่า 
  1. Twitter: ส่วนใหญ่แล้วเมื่อพูดถึง Platform นี้ จะต้องเป็นคอนเทนต์ที่เป็นกระแส ณ ขณะนั้น แน่นอนว่าเมื่อพูดถึง Twitter จะต้องนึกถึง Hashtag (#) ซึ่งเจ้านี้แหละ ตัวทำ Social media marketing ชั้นดีของช่องทางนี้ก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็น Contact ของศิลปินหลากหลายท่าน ดังนั้น Platform นี้ จึงเหมาะกับการทำการตลาดแบบทันกระแส โดยการใช้ Hashtag เข้าร่วม อีกทั้งยังเหมาะกับ Influencer review เพื่อดึงให้ฐานแฟนคลับเข้ามาช่วยสนับสนุนและเป็นกลุ่มลูกค้าด้วยเช่นกัน
  1. Instagram: Platform ที่มีจุดเด่นในด้านของการแชร์รูปภาพ เรียกว่าเป็นการบ่งบอกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายนั่นเอง ทำให้เหมาะกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ที่แสดงถึง Mood&Tone ของธุรกิจ อีกหนึ่งข้อดี คือ Instagram มีการใช้ Hashtag (#) ที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับ Twitter ทำให้สามารถทำโฆษณาSocial media marketing ผ่าน Hashtag ได้เช่นกัน
  1. Youtube: การใช้สื่อแบบ VDO ถือเป็นจุดขายของ Platform นี้ ผู้ที่เข้ามานั้นตั้งใจที่จะเสพ VDO โดยตรงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ณ ขณะนั้น เช่น หาวิธีแก้ปัญหา, ดูรีวิวสินค้า รวมถึงเสพเพื่อความบันเทิงอีกเช่นกัน ดังนั้นการทำ Social media marketing ผ่าน Platform นี้ ควรเป็น VDO แนะนำสินค้า, วิธีการใช้สินค้า, รีวิวสินค้า หรือการทำ VDO ให้ผู้คนสนใจที่จะดูต่อเรื่อยๆนั่นเอง
  1. Tiktok: ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางมาแรงในปัจจุบัน จุดเด่นของ Tiktok คือเป็น VDO Community Content ที่สั้นและหลากหลาย สามารถใส่เพลงเพื่อเพิ่มความสนุกแบบไม่ต้องตัดต่ออย่างซีเรียสมากนัก การใช้ช่องทางนี้ในการทำ Social media marketing จึงควรเน้นทำ VDO ที่สั้นและชวนให้ดูต่อแบบไม่ปัดขึ้น อาจจะเป็น Content สนุกๆ ที่แทรกการขายแบบไม่ Hard Sale เนื่องจากถือเป็น Platform ที่เน้นไปทางความบันเทิงซะมากกว่า

นี่เป็นเพียงแค่ Platform ที่ยกตัวอย่างมาให้แค่บางส่วนเท่านั้น เพราะในปัจจุบันรวมถึงอนาคตข้างหน้า การทำ Online marketing ในรูปแบบของ Social media marketing อาจจะมีการใช้ช่องทางสร้าง Content marketing ที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยเพราะกระแสในขณะนั้น รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

แล้วควรเลือก Platform Social media marketing อย่างไร ?

ดังนั้นขอสรุปตรงนี้เลยว่า การทำ Online marketing โดยเลือกใช้ Platform Social media marketing ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก อยู่ที่เรากำหนดวัตถุประสงค์ ร่วมกับเจาะกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างไรมากกว่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจและรู้จักธุรกิจของตัวเองให้ดี เพราะปัจจัยนี้ส่งผลไปถึงทั้งวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ที่ใช้ และการเลือก Platform นั่นเอง

แต่หากใครหรือองค์กรไหน อยากมอบหมายเรื่องของ Social media marketing ให้กับบริษัท Dogital marketing agency เป็นผู้ดูแล MarketingGuru พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างครบวงจรเช่นกันค่ะ

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045 

Read More...