แจกไอเดียสร้างคอนเทนต์ ด้วย Content Pillar

แจกไอเดียสร้างคอนเทนต์ ด้วย Content Pillar 

Content Pillar

สำหรับ Content Crative ถ้าคุณเคยนั่งจ้องหน้าจอแล้วคิดไม่ออกว่าจะโพสต์อะไร หรือจะทำคอนเทนต์อะไรต่อดี แสดงว่าคุณยังไม่มี Content Pillar?

หลายแบรนด์ทำคอนเทนต์แบบไม่มีทิศทาง ไม่มีการแพลน และทำแบบลุ้นโชค วันนี้โพสต์เรื่องนี้ พรุ่งนี้โพสต์เรื่องนั้น จึงไม่แปลกใจที่ผลลัพธ์ออกมาแบบกลางๆ

วันนี้ MarketingGuru จะพาคุณทำความรู้จัก Content Pillar พร้อมแจกไอเดียที่นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเดา ไม่ต้องงง

Content Pillar คืออะไร? (แบบเข้าใจง่ายใน 30 วินาที)

Content Pillar คือ หัวข้อหลัก หรือเสาหลักของคอนเทนต์ทั้งหมดในแบรนด์คุณ เปรียบได้กับแผนที่ที่บอกว่าคุณจะพูดเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร ซึ่งแทนที่จะคิดคอนเทนต์ทีละชิ้น คุณวางโครงใหญ่ก่อน แล้วแตก Sub-topic ออกมาอีกทีหนึ่ง เรียกว่า Cluster Content

โครงสร้างที่ควรรู้ของ Content Pillar

Pillar Page = บทความยาวครอบคลุมหัวข้อใหญ่ (เช่น การตลาดออนไลน์คืออะไร)

Cluster Content = บทความย่อยที่เจาะลึกหัวข้อเฉพาะ (เช่น วิธียิงแอด Facebook, SEO คืออะไร)

Internal Link = เชื่อมบทความทั้งหมดเข้าหากัน เพื่อให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์คุณ

ทำไม Content Pillar ถึงสำคัญ?

ข้อมูลจาก HubSpot และ SEMrush ระบุว่าแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ Pillar-Cluster มีโอกาสติดหน้าแรก Google สูงกว่าถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับการทำคอนเทนต์แบบไม่มีโครงสร้าง เหตุผลหลักๆ คือ Google ให้คะแนน Topical Authority ยิ่งคุณครอบคลุมหัวข้อลึก และรอบด้าน ยิ่งถูกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ทำให้ AI อย่าง ChatGPT และ Google SGE ชอบดึงข้อมูลจากแหล่งที่มีโครงสร้างชัดเจน ส่งผลให้ผู้อ่านกลับมาซ้ำ เพราะเนื้อหาต่อเนื่อง และมีคุณค่า

วิธีสร้าง Content Pillar (Step-by-Step)

การเริ่มต้นทำคอนเทนต์ให้ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ Digital Marketing Strategy ขององค์กร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ หากคุณต้องการให้เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของแบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน นี่คือ 4 ขั้นตอนในการสร้าง Content Pillar ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

ขั้นตอนที่ 1: ทำความรู้จักกลุ่มเป้าหมาย (Audience Research)

ก่อนจะเริ่มคิดไอเดียสร้างคอนเทนต์ คุณต้องรู้ก่อนว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร แบรนด์ควรกำหนด Customer Persona ให้ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร มีพฤติกรรมแบบไหน และกำลังเจอปัญหา (Pain Point) อะไรอยู่ คอนเทนต์ที่ดีต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างตรงจุด

ขั้นตอนที่ 2: เลือก Pillar หลัก 3–5 เรื่อง (Define Your Pillars)

เลือกหัวข้อหลักที่แบรนด์ของคุณเชี่ยวชาญ และเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง แนะนำให้เริ่มที่ 3–5 หัวข้อใหญ่ เพื่อไม่ให้เนื้อหากระจัดกระจายจนเกินไป ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็น Digital Marketing Agency เสาหลักของคอนเทนต์อาจแบ่งออกเป็น:

  • Pillar 1: การทำ Search Engine Optimization (SEO)
  • Pillar 2: การยิงโฆษณาออนไลน์ (Paid Ads)
  • Pillar 3: กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ (Marketing Strategy)

ขั้นตอนที่ 3: แตกหัวข้อย่อย (Cluster Content) ให้ครบ

เมื่อได้เสาหลักแล้ว ให้ระดมสมองเพื่อแตกเป็นหัวข้อย่อย (Sub-topics) ที่ลึกและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยอิงจากสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบน Google (Keyword Research)

ตัวอย่าง: จาก Pillar เรื่อง “การทำ SEO” คุณสามารถแตกยอดไอเดียออกมาเป็นบทความย่อย เช่น วิธีเขียนบทความให้ติดหน้าแรก, การทำ On-Page SEO, หรือ เครื่องมือเช็คอันดับ Keyword เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 4: เชื่อมทุกอย่างด้วย Internal Link

ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำ SEO คือการทำโครงสร้างลิงก์ภายใน (Internal Link) โดยให้บทความย่อย (Cluster Content) ทุกบทความ ลิงก์กลับมายังบทความหลัก (Pillar Page) และลิงก์เชื่อมโยงหากันเอง วิธีนี้จะช่วยส่งสัญญาณให้ Google Bot เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยดันให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่าง Content Pillar

1. ให้ความรู้ (Educate)
สอนเทคนิค How-to และทฤษฎีที่คนอยากรู้ ทำให้คุณเป็น Expert ในสายตาผู้ติดตาม
เหมาะกับ: Tutorial, Tips & Tricks, Myth vs Fact, Step-by-step

2. จุดไฟ (Inspire)
เรื่องราว Success Story และ Quote ที่โดนใจ กระตุ้นให้คนรู้สึกอยากลงมือทำ
เหมาะกับ: เรื่องเล่าส่วนตัว, Transformation, Quote, Case Study

3. ความบันเทิง (Entertain)
มีม เบื้องหลัง เรื่องฮา และคอนเทนต์เบาสมอง ทำให้คนรู้สึกผูกพันกับตัวตนของคุณ
เหมาะกับ: Meme, Behind the scene, Blooper, Day in my life

4. โปรโมต (Promote)
รีวิว แนะนำสินค้า บริการ หรือโปรเจกต์ของตัวเอง เปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้า
เหมาะกับ: Product Review, Before/After, Testimonial, Offer/Deal

5. ปฏิสัมพันธ์ (Engage)
Q&A Poll Challenge และคอนเทนต์ชวนคุย กระตุ้น Interaction ให้คนอยากมีส่วนร่วม
เหมาะกับ: This or That, AMA, Challenge, Comment game

6. กระแส & เหตุการณ์ (Contextual)
นำกระแสข่าว เทรนด์ หรือเหตุการณ์ปัจจุบันมาเชื่อมกับ Niche ของตัวเอง
เหมาะกับ: Newsjacking, Trending Topic, Hot Take, Viral Format

7. เทศกาล & ฤดูกาล (Seasonal)
ใช้เทศกาล วันสำคัญ หรือช่วงเวลาในรอบปี วางแผนล่วงหน้าได้ง่าย ไม่มีคิดไม่ออก
เหมาะกับ: วันหยุด/เทศกาล, New Year Goals, Back to school

อย่าทำคอนเทนต์แบบสุ่มอีกต่อไป

การทำไอเดียสร้างคอนเทนต์ โดยไม่มีโครงสร้างเหมือนสร้างบ้านโดยไม่มีแบบแปลน อาจออกมาพอใช้ได้ แต่จะไม่มั่นคงระยะยาว เริ่มวาง Content Pillar วันนี้ แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าต้องทำอะไรในเดือนหน้า ปีหน้า และอนาคต

Q&A: คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ Content Pillar

Content Pillar กับ Content Calendar ต่างกันอย่างไร?

Content Pillar คือโครงสร้างหัวข้อทั้งหมดที่แบรนด์จะพูด ส่วน Content Calendar คือตารางเวลาที่กำหนดว่าจะโพสต์อะไร เมื่อไหร่ ทั้งสองอย่างต้องใช้ร่วมกัน

เริ่มที่ 2–3 Pillar ก็พอ แล้วค่อยขยายเมื่อมีทรัพยากรมากขึ้น ดีกว่าทำหลาย Pillar แต่ไม่ลึกพอ

ใช่ เพราะช่วยสร้าง Topical Authority ให้กับเว็บไซต์ ทำให้ Google มองว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นๆ

ควรทบทวนทุก 3–6 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับ Digital Marketing Strategy ที่เปลี่ยนแปลงและเทรนด์ตลาดใหม่ๆ

ได้แน่นอน ใช้ Pillar เดิมแต่ปรับฟอร์แมตให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Instagram ใช้ Reels, LinkedIn ใช้ Article, TikTok ใช้ Short Video

อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวาง Content Pillar ติดต่อได้ที่
Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru

Seeding Marketing คืออะไร?

Seeding Marketing คืออะไร? แล้วรีวิวที่คุณเห็นทุกวัน จริงหรือแค่หน้าม้า

Seeding marketing คืออะไร? แล้วรีวิวที่คุณเห็นทุกวัน จริงหรือแค่หน้าม้า

“อ่านรีวิวแล้วรู้สึกว่า…คอมเมนต์มันไปทางเดียวกันเกินไปหน่อยรึป่าว?”

เคยเจอมั้ย เปิด TikTok มา เจอคนรีวิวครีมยี่ห้อนึง พูดแบบบ้านๆ ถ่ายในห้องน้ำธรรมดา แต่ดูน่าเชื่อถือจนอยากซื้อตาม พอเลื่อน feed ต่อ เผลอสะดุดโพสต์ใน Facebook กลุ่มสกินแคร์ มีคนถามว่า “ใครใช้แบรนด์นี้บ้าง ดีจริงไหม?” แล้วก็มีคนทยอยเข้ามาตอบว่าใช้ดีเป็นแถว

ถึงตรงนั้น นิ้วคุณก็เผลอกดสินค้าใส่ตะกร้าไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ยินดีด้วย คุณเพิ่งโดน Seeding Marketing แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนจบ และนี่คือกลยุทธ์ที่แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ทุกวัน แต่ไม่มีใครออกปากบอกว่าทำ

Seeding Marketing คืออะไรกันแน่?

พูดง่ายๆ คือการที่แบรนด์หว่านข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าไปตามที่ต่างๆ ในโลกออนไลน์ ผ่านคนที่ดูเหมือนผู้ใช้ทั่วไป หรือใช้ Influencer ขนาดเล็กกลาง โดยให้พูดถึงแบรนด์แบบที่รู้สึกว่า “เห้ย คนจริงๆ พูดถึงนะ ไม่ใช่โฆษณา”

เปรียบเหมือนเกษตรกรหว่านเมล็ดข้าวในที่ดิน แน่นอนว่าเมล็ดก็เติบโตเอง แพร่กระจายเอง โดยที่เกษตรกรไม่ต้องไปนั่งรดน้ำทีละต้น แบรนด์ก็เช่นกัน แทนที่จะยิง Ad ตรงๆ ให้รู้ว่า “นี่คือโฆษณา” ก็แค่ส่งสินค้าให้คนโน้นคนนี้รีวิว หรือจ้างคนไปโพสต์ใน Pantip / Facebook Group / TikTok Comment ให้ดูเป็นธรรมชาติ

ทำไมแบรนด์ถึงเลือกทำ Seeding? (และทำไมมันได้ผล)

สถิติบอกว่า 90% ของผู้บริโภคอ่านรีวิวก่อนซื้อของ และ 70% เชื่อคำแนะนำจาก Influencer มากกว่าโฆษณาจากแบรนด์โดยตรง เพราะแบรนด์จะไม่มีวันพูดว่าของตัวเองมีข้อเสีย แต่คนรีวิวทั่วไปอาจบอกว่า “อร่อยมาก แต่แพงไปหน่อย” ซึ่งทำให้รู้สึก honest กว่า

ข้อดีหลักๆ ของ Seeding

  • สร้าง Brand Awareness แบบ organic:  แบรนด์โผล่บน feed ของคนโดยไม่รู้สึกว่าโดนขาย
  • ต้นทุนยืดหยุ่นได้: ใช้ Micro-Influencer หลายคนในงบจำกัดได้ ไม่ต้องจ้างดาราหลักล้าน
  • กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ: รีวิวเชิงบวกหลายๆ จุดสร้าง social proof ให้คนกล้าควักกระเป๋า
  • ไวรัลได้: เนื้อหาที่ดูเป็นธรรมชาติแชร์ต่อง่ายกว่าโฆษณา

แต่ Seeding เอง ก็แอบมีด้านมืดเช่นกัน ถ้าเผลอยัดเยียดทำมากเกินไป!

Seeding Marketing ถ้าทำไม่ดีก็อาจจะถูกเรียกว่า “การตลาดหน้าม้า” ที่ดูอวยสินค้าจนเกินไปได้ ซึ่งมันฟังดูแย่กว่าเยอะ

ผลเสียที่ต้องรู้

  1. โป๊ะครั้งเดียว พังทั้งแบรนด์ ยุค 2026 คน Gen Z ฉลาดมาก อ่านแค่บรรทัดแรกก็รู้ทันแล้วว่านี่คือ seeding หรือเปล่า ถ้าโดนถูกจับได้ ใน TikTok หรือ Twitter (X) แค่ครั้งเดียว ความเชื่อใจที่สร้างมายาวนานพังในวันเดียว และยากมากที่จะฟื้นคืนกลับมา

2. รีวิวจริงก็ไม่รอด เมื่อแบรนด์ถูกจับได้ว่าทำ Seeding แม้แต่รีวิวจากคนที่ใช้จริงๆ ก็จะถูกมองว่าเป็นหน้าม้าไปด้วย เพราะภาพลักษณ์มันเสียไปแล้ว

3. วัดผลยากกว่าโฆษณา ต่างจากการยิง Ad ที่เปิด dashboard ขึ้นมาก็รู้เลยว่าคนเห็นกี่คน ซื้อไปเท่าไหร่  Seeding ได้แต่ดูยอด like ยอดแชร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับยอดขายจริงๆได้ยาก

4. คอนเทนต์ “Hard Sale” เกินไปคือหายนะ ถ้า Influencer หรือ จ้างคนไปโพสต์  รีวิวแบบอ่านสคริปต์ ชมทุกอย่างเกินจริง ไม่มีข้อเสียเลย คนดูรู้ได้ทันทีว่าโดนจ้าง

Seeding Marketing กับ Influencer Marketing ต่างกันยังไง?

หลายคนคิดว่าสองอย่างนี้คือสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันต่างกันพอสมควร

ลองนึกแบบนี้ Seeding คือการหว่านข้อมูลออกไปหลายจุดพร้อมกัน ผ่านหลายคน หลาย platform ให้ดูเหมือนกระแสเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป้าหมายคือสร้าง “เสียงในตลาด” ไม่ใช่แค่ขาย

ส่วน Influencer Marketing ตรงไปตรงมากว่า เพราะ แบรนด์จ้าง Influencer มาเป็นหน้าตาแบรนด์ ทุกคนรู้ว่านี่คือ Paid Partnership สามารถวัดผลได้ชัด

พูดง่ายๆ คือ Seeding คือเสียงกระซิบในห้องโถง ส่วน Influencer Marketing คือหน้าตาแบรนด์

 

 

 Influencer MarketingSeeding Marketing
เป้าหมายขาย / สร้าง awarenessสร้างกระแส / Word of Mouth
ความโปร่งใสบอกชัดว่า Paid Partnershipดูเป็นธรรมชาติ บางทีไม่บอก
ขนาด Influencerทุกระดับ มักใช้คนที่ reach สูงเน้น Micro / Nano หลายคนพร้อมกัน
วัดผลชัดเจน  reach, click, saleยากกว่า วัดที่ sentiment และกระแส
ต้นทุนสูงถ้าจ้าง KOL ใหญ่ยืดหยุ่นได้มากกว่า

ปี 2026 แล้ว ทำ Seeding ยังไงไม่ให้โป๊ะ?

ในยุคนี้ คนดูสามารถจับโป๊ะได้เร็วมากกว่าที่คุณคิด วิธีเก่าอย่างไปตั้งกระทู้ถามแล้วตอบเองในพันทิป ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะนักสืบออนไลน์จับได้ในไม่กี่นาที

✅ เลือกคนให้ตรงกับสินค้า ไม่ใช่แค่ดูยอดฟอล: ไม่ว่าจะเป็น Influencer หรือบุคคลธรรมดาที่จ้างมารีวิว สิ่งสำคัญคือ lifestyle ต้องตรงกับสินค้าจริงๆ คนที่ไม่เคยพูดเรื่องสกินแคร์เลยในชีวิต แล้วมาโพสต์รีวิวครีม คนดูรู้ทันที

✅ ให้อิสระ อย่าส่งสคริปต์: ยิ่งตีกรอบมาก content ยิ่งดูฝืน ให้คนที่จ้างมาพูดในแบบของตัวเองจะดูเป็นธรรมชาติกว่าเยอะ

✅ รีวิวต้องมีข้อเสียบ้าง: “สกินแคร์ตัวนี้ใช้ดีมาก แต่กลิ่นค่อนข้างแรงนิดนึง” ประโยคแบบนี้ทำให้รีวิวดูน่าเชื่อถือกว่า “ดีทุกอย่างไม่มีข้อเสียเลย” แบบหลังนี่คือสัญญาณหน้าม้าแดงกว่าสัญญาณไฟแดง

✅ อย่าใช้คนเดิมรีวิวทุกอย่าง: ไม่ว่าจะเป็น Influencer หรือ account บุคคลธรรมดา ถ้าคนเดิม account เดิม โผล่รีวิวสินค้า 10 category ที่ไม่เกี่ยวกัน แบบนี้เตรียมตัวโป๊ะได้ทันที

✅ กระจายหลาย channel พร้อมกัน: ให้คนหลายคนพูดถึงแบรนด์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้ง TikTok, Facebook Group, X หรือแม้แต่ comment ในโพสต์ทั่วไป จะทำให้รู้สึกว่าแบรนด์กำลังมาแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แค่คนเดียวพูดอยู่คนเดียว

ทำ Seeding ให้ปัง ต้องเลือก platform ให้เป็นด้วย

ไม่ใช่ทุก platform ที่เหมาะกับทุกสินค้า เลือกให้ถูกที่ เพราะผลลัพท์ต่างกันเยอะมาก

TikTok: เหมาะกับสินค้าที่ต้องการกระแสเร็ว สกินแคร์ อาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน คลิปสั้นรีวิวแบบธรรมดาๆ ยิ่งดูน่าเชื่อ อัลกอริธึม TikTok ช่วยกระจายให้เองถ้าคนดูจนจบ

YouTube: เหมาะกับสินค้าที่ต้องอธิบายละเอียด เทคโนโลยี อาหารเสริม ของที่ต้องสาธิตวิธีใช้ คนดู YouTube พร้อมใช้เวลากับคอนเทนต์ยาว ทำให้รีวิวแบบเจาะลึกได้ผลดีกว่า platform อื่น

Facebook Group: เหมาะกับสินค้าที่เจาะกลุ่มเฉพาะ กลุ่มคุณแม่ กลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มนักวิ่ง คนในกลุ่มเหล่านี้มีความสนใจเดียวกันอยู่แล้ว คำแนะนำจากคนในกลุ่มเดียวกันจึงมีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาทั่วไป

Instagram: เหมาะกับสินค้าที่ขายด้วยภาพ แฟชั่น ความงาม อาหาร ท่องเที่ยว ภาพสวยคือทุกอย่างบน platform นี้ แต่ต้องระวังอย่าสวยเกินจนดูเป็นโฆษณา

X (Twitter): เหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้างกระแสเร็ว ใช้ hashtag ของแบรนด์ให้ติด trending ได้ไม่ยาก แต่ระวังเพราะ community ที่นี่จับหน้าม้าเก่งสุดๆ

สรุปแล้ว Seeding ดีหรือแย่กันแน่?

ตอบตรงๆ เลย การทำ Seeding ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะ Seeding มันคือการตลาดที่เข้าใจว่า คนเราเชื่อคนด้วยกันมากกว่าป้ายโฆษณา และนั่นก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าทำ Seeding หรือเปล่า แต่อยู่ที่ ทำแบบไหน ถ้าเลือกคนที่ใช่ ให้อิสระในการพูด และยอมให้รีวิวมีข้อเสียบ้าง คนอ่านก็รู้สึกได้ และมักเชื่อเอง โดยไม่ต้องถูกบังคับ แต่ถ้าเลือกทางลัด ยัดเยียด ชมเกินจริง หรือซ่อนว่าเป็นโฆษณา จำไว้ว่าในยุคที่ทุกคนมีมือถือและนิ้วพร้อม แคปรูปภาพ ตลอดเวลา ความไม่จริงใจนั้นมักโผล่ให้เห็นเสมอ และมักโผล่แบบ public ด้วย Seeding ที่ดีไม่ต่างจากการหว่านเมล็ด หว่านในที่ที่ใช่ ดูแลให้ดี แล้วมันจะเติบโตและแพร่กระจายไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปบังคับให้ใครเชื่อ

FAQ คำถามที่คนมักสงสัยเกี่ยวกับ Seeding

Seeding Marketing ต่างจากโฆษณาปกติยังไง?

โฆษณาคือแบรนด์พูดเอง ทุกคนรู้ว่านี่คือโฆษณา Seeding คือให้คนอื่นพูดแทน ดูเหมือนประสบการณ์จริงจากผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งคนเชื่อมากกว่าเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครได้ประโยชน์จากการพูด

เกือบทุกประเภท แต่ได้ผลดีที่สุดกับสินค้าที่คนต้องการรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น สกินแคร์ อาหารเสริม ของใช้ในบ้าน หรือร้านอาหาร ยิ่งสินค้าที่คนกลัวเสียเงินฟรี Seeding ยิ่งช่วยได้มาก

ระวังสามเรื่องหลักๆ คนที่จ้างต้องน่าเชื่อถือและตรงกับสินค้า เนื้อหาต้องดูเป็นธรรมชาติไม่อ่านสคริปต์ และอย่าทำหนักเกินไปจนคนรู้สึกว่าถูกยัดเยียด เพราะยิ่งพยายามมาก ยิ่งดูไม่เนียน

ดูได้จากยอด mention แบรนด์ในโซเชียล การค้นหาชื่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น ยอด engagement ในโพสต์ที่ seeding และถ้าทำควบกับโฆษณาก็เปรียบเทียบยอดขายก่อนและหลังแคมเปญได้

ต่างกันที่จุดเริ่มต้น Word of Mouth เกิดเองตามธรรมชาติจากคนที่ประทับใจจริงๆ ส่วน Seeding คือการจงใจจุดประกายให้การพูดถึงนั้นเกิดขึ้น แต่ถ้าทำดีพอ คนฟังแยกไม่ออกหรอกว่าอันไหนคืออะไร

ติดตามเทรนด์การตลาดและเคล็ดลับดี ๆ แบบนี้ได้ที่:
Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru

5 วิธีสร้าง Brand Loyalty ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Gen Z

5 วิธีสร้าง Brand Loyalty ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Gen Z

5 วิธีสร้าง Brand Loyalty ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Gen Z

Brand Loyalty คืออะไร? (และทำไมมันถึงยากกว่าเดิมมากก)

พูดตรงๆ เลยนะ  ถ้าคุณยังคิดว่า Brand Loyalty คือแค่ "ทำสินค้าดี แล้วลูกค้าจะกลับมาเอง" ขอบอกเลยว่าปี 2026 มันไม่ work แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว Brand Loyalty หรือ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ คือ ความรู้สึกที่ลูกค้าเลือกซื้อแบรนด์เดิมซ้ำๆ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่ง ซึ่งมาจากทั้ง "ความเชื่อใจ" "ความรู้สึกผูกพัน" และ "ประสบการณ์ที่ดีสม่ำเสมอ" ที่แบรนด์มอบให้

แต่ปัญหาคือ... Gen Z ไม่ได้ภักดีต่อแบรนด์แบบรุ่นพ่อแม่

จากงานวิจัยของ NIQ (NielsenIQ) เผยว่า Gen Z มีสัดส่วนประชากรโลกถึง 25% และในไทย ราว 20% กำลังจะกลายเป็น กลุ่มกำลังซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยธนาคารแห่งอเมริกาคาดว่าการใช้จ่ายของ Gen Z ทั่วโลกจะพุ่งจาก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปแตะ 12.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 แต่ Gen Z ก็คือกลุ่มที่ "เบื่อเร็วที่สุด" ด้วยเช่นกัน จากงานวิจัย CMMU พบว่า Gen Z เป็น Gen ที่ขี้เบื่อมากที่สุดในบรรดาทุก Generation และกว่า 86% ของ Gen Z ไทยจะค้นคว้าข้อมูลก่อนซื้อทุกครั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 71% เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่จะ ครองใจ Gen Z ได้ ต้องสร้าง Brand Loyalty แบบใหม่  ไม่ใช่แค่ loyalty จาก "ความเคยชิน" แต่ต้องมาจาก "ความเชื่อมั่น" และ "ประสบการณ์ที่แท้จริง"

มาดูกันเลยว่า 5 วิธีสร้าง Brand Loyalty ในยุค Gen Z มีอะไรบ้าง

5 วิธีสร้าง Brand Loyalty ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Gen Z

1. คงมาตรฐานสินค้า รักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่วันแรก

"รักษาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดีสม่ำเสมอ" ฟังดูพื้นฐานมาก แต่จริงๆ นี่คือ รากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ของ Brand Loyalty เลย เพราะ Gen Z ฉลาดมาก พวกเขาค้นคว้าข้อมูลก่อนซื้อทุกครั้ง เปรียบเทียบราคาหลายแพลตฟอร์ม และเหตุผลอันดับ 1 ที่พวกเขาตัดสินใจซื้อคือ คุณภาพตามมาด้วยราคาแต่ไม่ใช่แค่ "ดีในวันที่เพิ่งซื้อ" นะ  ความสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญ เพราะ Gen Z จะไม่ให้อภัยถ้าประสบการณ์ครั้งที่สองแย่กว่าครั้งแรก และมีโซเชียลมีเดียพร้อมโพสต์รีวิวแง่ลบอยู่ตลอดเวลา

Tip สำหรับแบรนด์:

  • ตั้ง standard ของ customer experience (CX) ให้ชัดและทำตามได้จริงทุกครั้ง
  • ฝึก team ให้ตอบ feedback ลูกค้าเร็วและจริงใจ
  • พูดอะไรไว้ ต้องทำให้ได้ เพราะ Gen Z จำได้ทุกอย่าง

2. สร้างความประทับใจให้ลูกค้า  จำชื่อเขาให้ได้ ไม่ใช่แค่ออเดอร์

"จำลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์จำฉันได้" Gen Z โตมาในโลกที่ Spotify รู้ว่าชอบเพลงอะไร Netflix รู้ว่าชอบซีรีส์แนวไหน และ TikTok รู้ว่าดูวิดีโออะไรค้างไว้จนถึงกี่วินาที ดังนั้น ถ้าแบรนด์ไม่รู้จักพวกเขาเลย มันรู้สึก cold มาก จากงานวิจัยของ NIQ พบว่า Gen Z เป็น Generation ที่คาดหวัง Personalization มากที่สุด พวกเขาต้องการให้แบรนด์ตอบสนองตรงความชอบ ความเชื่อ และรสนิยมเฉพาะตัว ไม่ใช่โฆษณา one-size-fits-all แบบเดิมและจาก Kantar รายงานว่า 97% ของ Gen Z มองว่า "ครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ" มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ นั่นเป็นเพราะ Gen Z เชื่อ "คนจริงๆ" มากกว่าโฆษณาสวยหรู

Tip สำหรับแบรนด์:

  • ทำ Personalized Marketing ตามข้อมูลพฤติกรรมจริง ไม่ใช่แค่ใส่ชื่อใน email
  • ลงทุนกับ CRM ดีๆ เพื่อเก็บ customer journey ทุก touchpoint
  • ใช้ UGC (User-Generated Content) และ creator จริงๆ ในการสื่อสาร ไม่ใช่แค่ดาราดัง

3. มี Brand Personality ชัดเจน เป็นตัวเองให้สุด อย่าพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน

"สื่อสารตัวตนแบรนด์ผ่านภาษา ดีไซน์ และคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ" Gen Z เติบโตมากับโซเชียลมีเดีย พวกเขา detect "ความไม่จริง" ได้ตั้งแต่วินาทีแรก ถ้าแบรนด์ไหน "แกล้งทำเป็น" ว่าเข้าใจ Gen Z แต่ภาษาพูดยังเป็นสไตล์องค์กรเก่าๆ  Gen Z จะ scroll ผ่านไปทันที ความจริงใจที่สัมผัสได้ คือสิ่งที่ Gen Z ให้คุณค่าที่สุด จากข้อมูลของ EMARKETER พบว่า 52% ของ Gen Z รู้สึกผูกพันกับครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย มากกว่าดาราโทรทัศน์ เพราะครีเอเตอร์ดูจริง ดู relatable และไม่ได้แสร้งทำเป็นและ 40% ของ Gen Z เคยเลิกซื้อแบรนด์ที่ยกเลิกนโยบาย DEI (ความหลากหลาย ความเท่าเทียม) แสดงว่าจุดยืนของแบรนด์ส่งผลต่อกระเป๋าสตางค์โดยตรง

Tip สำหรับแบรนด์:

  • กำหนด Brand Voice ให้ชัด แล้วใช้ให้ consistent ในทุก channel
  • อย่ากลัวที่จะแสดงจุดยืนในประเด็นที่แบรนด์เชื่อจริงๆ (แต่ต้องทำจริงด้วย ไม่ใช่แค่พูด)
  • สร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึก “มนุษย์จริงๆ” มากกว่า corporate

4. ใช้ระบบ Reward Loyalty ให้รางวัลที่ "รู้สึกว่าคุ้ม" จริงๆ ไม่ใช่แค่สะสมแต้มแล้วลืม

"ใช้ระบบสะสมคะแนน โปรโมชันสมาชิก หรือสิทธิ์พิเศษก่อนใคร เพื่อกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำ"Reward ยังทำงานได้ดีอยู่นะ แต่ต้องทำให้ถูกวิธี เพราะ Gen Z ฉลาด พวกเขารู้ว่าแบรนด์ไหนทำ loyalty program แบบ "เหนียม" สะสมแต้มเป็นปีก็แลกได้แค่ส่วนลด 5 บาท แบบนั้นไม่ work

สิ่งที่ Gen Z อยากได้จาก Loyalty Program:

  • ความรู้สึกพิเศษก่อนใคร เช่น  Early access, exclusive content, ได้ลองก่อนวางขายจริง
  • ความยืดหยุ่น Gen Z 54% ใช้ BNPL (Buy Now Pay Later) ในช่วงเทศกาล และ 30.2% ของผู้ใช้ BNPL ในสหรัฐฯ คือ Gen Z เพราะพวกเขาต้องการ payment options ที่ยืดหยุ่น
  • รางวัลที่ใช้ได้จริงและรู้สึกว่าคุ้ม  ไม่ใช่แค่แต้มที่ต้องรอนาน 2 ปีถึงจะแลกได้

ข้อควรระวัง คือ การใช้ Reward Loyalty ดีในการกระตุ้นให้กลับมาซื้อ แต่ถ้าใช้ผิดอาจทำให้ลูกค้าภักดีกับ "โปรโมชั่น" มากกว่าภักดีกับ "แบรนด์" ซึ่งวันที่คู่แข่งลดราคามากกว่า ลูกค้าก็พร้อมวิ่งหนีไปทันที

Tip สำหรับแบรนด์:

  • ออกแบบ loyalty program ที่สร้าง emotional value ไม่ใช่แค่ transactional value
  • ให้ประสบการณ์พิเศษที่คู่แข่งเลียนแบบยาก (เช่น exclusive event, behind-the-scenes)
  • ใช้ระบบ omnichannel ให้คะแนนสะสมใช้ได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ไม่ขาดตอน

5. ฟังเสียงลูกค้าให้มาก เพราะ Gen Z พร้อมบอกตลอดว่าอยากได้อะไร

"นำคำแนะนำไปปรับปรุงแบรนด์ให้เห็นผล เพื่อสร้างความผูกพันระยะยาว" Gen Z เป็น Generation ที่พูดตรง แชร์ opinion ตลอดเวลา และถ้าแบรนด์ไหนรับฟังแล้วไม่ทำอะไรเลย พวกเขาจะไม่พูดอีก แต่จะเปลี่ยนแบรนด์แทนแต่ถ้าแบรนด์ ฟังแล้วทำจริง มันเป็นหนึ่งใน loyalty builder ที่ทรงพลังที่สุด เพราะ Gen Z จะรู้สึกว่า "แบรนด์นี้มองเห็นฉัน" ซึ่งสอดคล้องกับ Sense of Belonging ที่เป็นหนึ่งใน core needs ของ Gen Zจากงานวิจัย NIQ พบว่า Gen Z ต้องการ การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Belonging and Self-Esteem) และชอบ Fandom Marketing ที่ทำให้รู้สึกเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของแบรนด์ ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ

Tip สำหรับแบรนด์:

  • สร้าง Community Platform ที่ลูกค้าพูดคุยกันได้ (Discord, Facebook Group, Line Community)
  • ทำ survey หรือ poll ง่ายๆ บนโซเชียล แล้วอ้างอิงให้ชัดว่าเอา feedback ไปทำอะไรต่อ
  • Co-create กับลูกค้า เช่น ให้ vote เลือก packaging ใหม่ หรือ flavor ต่อไป

ยกตัวอย่าง แบรนด์ไทยที่ทำ Brand Loyalty ให้อยู่หมัดในยุค Gen Z

ทฤษฎีดีแค่ไหน ก็ต้องพิสูจน์ด้วยของจริง มาดู 2 แบรนด์ไทยที่ทำ Brand Loyalty ได้จริงในยุคที่ Gen Z เบื่อง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์การตลาด

1. LA GLACE  เมื่อ "ความจริงใจ" กลายเป็นกลยุทธ์หลัก

La Glace

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://brandinside.asia/la-glace-success-story/

ทำไมถึงสำเร็จ? La Glace ไม่ได้ชนะด้วยงบโฆษณา แต่ชนะด้วยการทำให้ลูกค้า "รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง" ของแบรนด์จริงๆหลักที่ใช้ได้ผลที่สุดคือการเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น Affiliate กว่า 400,000 คน ซึ่งขายของให้แบรนด์ด้วยความเต็มใจ ยอดขายกว่า 70% บน TikTok มาจากกลุ่มนี้ ไม่ใช่จาก Official Account ของแบรนด์เลย นั่นคือ Reward Loyalty ที่ชาญฉลาด เพราะไม่ได้ให้แค่ส่วนลด แต่ให้ "โอกาสและตัวตน"อีกจุดที่แข็งมากคือการรับผิดชอบเมื่อพลาด ครั้งที่ออเดอร์ผิดกว่า 3,800 รายการ แบรนด์เลือกแบกต้นทุนเกือบ 5 ล้านบาทเพื่อชดเชยลูกค้าอย่างเต็มที่ ผลคือลูกค้าที่เจ็บปวดกลับมาซื้อซ้ำ เพราะ Gen Z จำความจริงใจได้ดีกว่าโปรโมชั่น

2. ชาตรามือ  เมื่อ "ความสม่ำเสมอ" สร้างความเชื่อใจข้ามรุ่น

ชาตรามือ

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://marketeeronline.co/archives/421253

ทำไมถึงสำเร็จ? ชาตรามือเป็นแบรนด์ชาไทยอายุกว่า 81 ปี ที่ยังครองใจ Gen Z ได้ เพราะใช้หลักที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ "คุณภาพที่จับต้องได้จริง ในราคาที่เข้าถึงง่าย" โดยไม่เคยเปลี่ยน Core Value แม้แต่วันเดียวตลอด 81 ปีจุดแข็งเชิงธุรกิจคือการรักษามาตรฐานรสชาติให้สม่ำเสมอทุกสาขา บริหารแบบ Corporate ทั้งหมดเพื่อให้ทุก touchpoint คุณภาพไม่แกว่ง จาก INTAGE Thailand พบว่าชาตรามือมี Awareness เกือบ 100% และอัตราการเปลี่ยนจากรู้จักเป็นลูกค้าจริงก็เกือบ 100% เช่นกันนอกจากนี้ยังสร้าง Brand Personality ในฐานะ Soft Power ไทย ที่ Gen Z ภูมิใจพกพา จนกลายเป็น Organic Moment ที่ไม่ต้องจ้าง เช่น โรเซ่ BLACKPINK ถือชาตรามือก่อนขึ้นเวทีคอนเสิร์ต และนักท่องเที่ยวทั่วโลกถ่ายรูปแชร์เองโดยไม่มีค่าจ้าง

บทเรียนร่วมจากทั้ง 2 แบรนด์

แม้จะต่างกลุ่มสินค้าและกลยุทธ์ แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือทั้งสองแบรนด์ไม่เคยพยายาม "แกล้งทำเป็น" ว่าเข้าใจ Gen Z แต่เลือกที่จะ ทำจริง สม่ำเสมอ และรับผิดชอบ เมื่อผิดพลาด
ซึ่งนั่นแหละคือสูตรที่ Gen Z มองหาในแบรนด์ที่จะภักดีด้วย

ทั้ง 5 วิธีนี้ไม่ต้องทำพร้อมกันทีเดียว เริ่มจากจุดที่แบรนด์คุณยังทำได้ไม่ดีพอ แล้วค่อยๆ build ไป เพราะ Brand Loyalty ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากแคมเปญเดียว แต่เกิดจากทุก interaction เล็กๆ ที่สะสมกันเป็นปีๆ

FAQ คำถามที่มักพบเจอบ่อยๆ

แชร์บทความนี้ให้เพื่อนในทีมที่กำลังคิดเรื่อง loyalty strategy อ่านด้วยกันนะ

ยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์ของคุณมี Brand Loyalty แล้วหรือยัง?
การสร้าง Brand Loyalty ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือกระบวนการที่ต้องวางแผน ปรับปรุง และติดตามผลอยู่เสมอ ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง หรืออยากได้ทีมที่ช่วยวางกลยุทธ์ให้ตรงจุด MarketingGuru พร้อมช่วยเลย

ติดตามเทรนด์การตลาดและเคล็ดลับดี ๆ แบบนี้ได้ที่:
Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru

คำต้องห้ามที่ควรหบีกเลี่ยงในการใช้โฆษณาใน facebook

ยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คให้ปัง ต้องระวัง “คำต้องห้าม Facebook” ก่อนโพสต์!

คำต้องห้ามที่ควรหบีกเลี่ยงในการใช้โฆษณาใน facebook

การยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊ค (Facebook Ads) เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคนี้ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ใช้งบประมาณตามควบคุมได้ และวัดผลได้ชัดเจน แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ “การใช้คำต้องห้าม” ในคอนเทนต์หรือข้อความโฆษณา ซึ่งอาจทำให้โฆษณาถูกปฏิเสธ ถูกลดการมองเห็น หรือแย่ที่สุดคือ บัญชีโฆษณาถูกปิดแบบไม่ทันตั้งตัว!

คำต้องห้าม Facebook คืออะไร?

คำต้องห้าม Facebook คือ คำ วลี หรือเนื้อหาที่ละเมิดนโยบายโฆษณาของ Facebook ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างเกินจริง การเลือกปฏิบัติ การชี้นำเชิงลบ หรือการใช้ภาพและข้อความที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพ ความงาม และข้อมูลทางการเงินซึ่งในปัจจุบัน Facebook ใช้ระบบ AI ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

การเข้าใจ และหลีกเลี่ยง “คำต้องห้าม Facebook” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างมืออาชีพ เพราะไม่เพียงช่วยให้โฆษณาผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีโฆษณาจะถูกปิดโดยไม่ทันตั้งตัว

เหตุผลที่ Facebook ต้องปิดกั้นการใช้คำบางคำ

เหตุผลที่ Facebook ต้องจำกัดการใช้คำบางคำในโฆษณา ก็เพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากข้อมูลที่บิดเบือน หลอกลวง หรือสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะแพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนจากหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงวัย และวัฒนธรรม โดยเฉพาะโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ ความงาม การเงิน หรือความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่ง Facebook จะเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะคำหรือภาพบางอย่างในกลุ่ม คำต้องห้าม Facebook อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือกระทบต่อความรู้สึกของผู้ใช้ได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้เนื้อหาทุกชิ้นเป็นกลาง ปลอดภัย และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น

– คำที่กล่าวอ้างเกินจริงโดยไม่มีหลักฐาน

– คำที่ตีตราหรือระบุลักษณะเฉพาะของบุคคล เช่น รูปร่าง อายุ หรือผิวพรรณ

– คำที่ใช้กดดัน ชี้นำ หรือขู่กลาย ๆ ให้รีบซื้อสินค้า

การมีกฎเหล่านี้จึงไม่ใช่การ “จำกัดเสรีภาพ” แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อถือได้สำหรับทั้งผู้ขาย และผู้บริโภค

รวมคำต้องห้าม Facebook ยอดฮิต ที่ควรเลี่ยงเมื่อยิงแอด

หลายคนที่เริ่มยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คใหม่ ๆ อาจจะไม่รู้ว่าข้อความในโฆษณามีผลต่อการอนุมัติเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ภาพหรือวิดีโอเท่านั้นที่ถูกตรวจสอบ แต่คำที่ใช้ก็ถูกระบบของ Facebook วิเคราะห์อย่างละเอียดเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการโฆษณาเกินจริง ละเมิดสิทธิ หรือให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น ก่อนจะยิงแอดครั้งต่อไป ควรตรวจเช็กดูว่าโพสต์ของคุณใช้คำเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากใช้โดยไม่รู้ตัว อาจทำให้โฆษณาไม่ผ่าน หรือแย่ที่สุดคือบัญชีโฆษณาถูกระงับการใช้งาน ลองมาดูตัวอย่างคำต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงกันค่ะ

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดสถานพยาบาล

  • เก่งที่สุด
  • การผ่าตัดขั้นสูง 
  • การันตี ด้วยรางวัล
  • การโฆษณาเปรียบเทียบวิธีการกับคลินิกอื่น
  • กำเนิดเซลล์ผิวใหม่
  • กายภาพถึงบ้าน 
  • โกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor)
  • การแพทย์แบบองค์รวม 
  • ขาวทั่วเรือนร่าง 
  • ของแท้ แน่นอน 
  • ขาวใส ยันชาติหน้า
  • ขึ้นชื่อเรื่องทำจมูก
  • ไขความลับ
  • ความปลอดภัยอย่างสูงสุด
  • คืนความสาว, คืนความสวย
  • คืนความอ่อนเยาว์ได้ในครั้งเดียว 
  • ความงามระดับสากล 
  • ความสวยรอไม่ได้ 
  • คิวทอง
  • ความสวยแบบไม่หลอกตา 
  • ครบทุกความเชี่ยวชาญ 
  • เครื่องมือรับรองโดย USA และไทย 
  • คอสเมติก เซอร์เจอรี่ Cosmetic Surgery 
  • คีเลชั่นบำบัด
  • ครบครัน 
  • ความเร็วแสง 
  • โค้ชความงามส่วนตัว 
  • ความนิยมเป็นอันดับต้น 
  • ความแม่นยำสูง (99.9%)
  • คลินิกความงามจากประเทศเกาหลี หรือประเทศอื่นๆ 
  • เครื่องมือแพทย์
  • ความงามเหนือกาลเวลา 
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ชื่อดัง
  • ชะลอวัย (Anti-aging)

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดอาหารเสริม หรือยาลดน้ำหนัก

  • ผอมทันใจ
  • หุ่นดีกว่าเดิม
  • ทลายไขมัน 
  • อ้วน หรือ ผอม
  • ผอมทันที
  • ขาใหญ่แขนใหญ่
  • ไม่โยโย่
  • ระเบิดไขมัน
  • เบิร์น 
  • เห็นผลครั้งแรกที่ใช้
  • ลดด่วน
  • อยากผอม

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดมูเตลู ของขลัง หรือวัตถุมงคล

  • เปลี่ยนชีวิตใน 3 วัน 
  • เห็นผลทันที 
  • รับรองชีวิตดีขึ้นในพริบตา 
  • พลิกชีวิต
  • เปลี่ยนโชคชะตา 
  • ดึงดูดเงินล้าน 
  • รวยทันตาเห็น 
  • เสกโดยพระดัง 
  • เรียกโชคลาภ
  • แคล้วคลาดปลอดภัย
  • เมตตามหานิยม 
  • เสี่ยงโชค 
  • ถูกหวย 
  • ศักดิ์สิทธิ์

คำต้องห้าม Facebook ในหมวดทั่วไป

  • การันตีผล
  • ยินดีคืนเงิน
  • ได้ผล 100%
  • ได้ผลทันใจ
  • ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน เป็นต้น
  • รับประกันผล
  • การันตี 100%
  • เห็นผลภายใน … วัน
  • เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก

ยิงแอดเฟซบุ๊กให้ผ่านง่าย ไม่โดนแบน ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเคยยิงแอดแล้วเจอโฆษณาไม่ผ่าน โดนเตือน หรือหนักสุดคือถูกปิดบัญชีโฆษณา อาจเป็นเพราะเนื้อหาในแอดละเมิดนโยบายของ Facebook โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ คำต้องห้าม Facebook ภาพประกอบที่ไม่เหมาะสม หรือข้อความโฆษณาที่ชี้นำเกินจริง

ดังนั้น เพื่อให้แอดของคุณได้รับการอนุมัติเร็ว ไม่โดนรีวิวซ้ำซาก และปลอดภัยในระยะยาว นี่คือหลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ ยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊คได้อย่างปลอดภัย 

  1. ใช้ถ้อยคำที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ : เช่น ลูกค้าหลายคนพึงพอใจหลังใช้งาน หรือผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล”
  2. หลีกเลี่ยงคำสัญญา ให้เน้นประโยชน์ที่น่าเชื่อถือ : เช่น ผิวใสใน 3 วัน” เป็นช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง
  3. ใช้ภาพประกอบที่เหมาะสม : โดยหลีกเลี่ยงภาพ Before/After แบบชัดเจน หรือภาพร่างกายที่เน้นจุดบกพร่องเกินไป
  4. ศึกษานโยบายการโฆษณาของ Facebook อยู่เสมอ : มีการอัปเดตทุกไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาคุณยังปลอดภัยจากระบบตรวจสอบ

ก่อนยิงแอดโฆษณาเฟสบุ๊ค อย่าลืมตรวจสอบ “คำต้องห้าม Facebook” ทุกครั้ง

รู้ทันนโยบาย = รอดปลอดภัย เพราะการโพสต์ที่ผิดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้แอดไม่ผ่าน หรือโดนจำกัดบัญชีโฆษณาแบบแก้ไขไม่ได้เลยก็มี การรู้ทันนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการคิดคอนเทนต์ให้ปัง ยิงแอดให้ขายได้ ต้องยิงให้ปลอดภัยก่อน มาร์เก็ตติ้งกูรู เราพร้อมช่วยวางกลยุทธ์ วิเคราะห์เนื้อหา และพาแคมเปญของคุณวิ่งไกลแบบไม่โดนแบน

ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 

Line Ads Platform

Line Ads Platform ราคาแพงไหม คำนวณอย่างไรไปดู!

Line Ads Platform

Line ads Platform (LAP) อีกหนึ่งตัวเลือกโฆษณาน่าสนใจ สำหรับร้านค้าและธุรกิจในการโปรโมตสินค้าโดยเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกเหนือจากช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ซึ่งอำนวยความสะดวกสบายในการติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้า เพิ่มประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้กันเป็นจำนวนมาก ใครที่ยังสงสัยว่าการโฆษณาลงแพลตฟอร์มยอดฮิตนี้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

Line ads แตกต่างจากการโฆษณาบน Facebook เพราะไม่เพียงแต่จะคำนวณจาก Cost Per Click หรือ Cost Per View แต่ LAP ยังให้สิทธิผู้ลงโฆษณาในการเลือกรูปแบบการคำนวณงบประมาณโฆษณาตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

ยิ่งกว่าไปนั้น หากต้องการกำหนดแคมเปญเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ก็สามารถเลือกการจ่ายเงินแบบ Cost Per Impression (CPM) ต่อหนึ่งการมองเห็นโฆษณาของผู้ใช้งาน หรือ หลังจากยิงโฆษณาไปแล้ว ผู้ใช้งานทำการเพิ่มจำนวนเพื่อนผ่าน Line Account ก็สามารถคำนวณจ่ายแบบ จ่ายแบบ Cost Per Friend ได้เช่นเดียวกัน

โดยแคมเปญโฆษณาสามารถแบ่งรูปแบบการเลือกจ่ายเงินได้ 6 รูปแบบ
– Cost Per Impressions (CPM) ผ่านการมองเห็นโฆษณา
– Cost Per Click (CPC) ผ่านการคลิกดูโฆษณา
– Cost Per Friend (CPF) ผ่านการเพิ่มเพื่อน
– Cost Per Video View (CPV) ผ่านการดูโฆษณาวิดีโอ
– Cost Per Action (CPA) ผ่านการตั้งคอนเวอร์ชัน
– Cost Per Install (CPI) ผ่านการติดตั้งแอปพลิเคชัน

 

LINE Ads แพงไหม?

ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ แพงหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดแคมเปญในโฆษณานั้นๆ ซึ่งพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายและการเสนอค่าโฆษณาผ่านการประมูล เพื่อให้แสดงโฆษณานั้นก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโฆษณาของแบรนด์อื่น ดังนั้น ผู้ซื้อโฆษณา จำเป็นต้องตั้งงบประมาณที่ต้องการประมูล แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

การตั้งราคาเสนอด้วยตนเอง (Manual Bidding)

วิธีเสนอราคาด้วยตนเอง จะมอบอิสระให้ผู้ซื้อโฆษณากำหนดราคาตามที่กำหนดไว้ตามเป้าหมาย โดยสามารถตั้งราคาตามที่ LAP แนะนำได้เลยหลังสมัครเข้าไป วิธีนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณามากขึ้น หรือ จะกำหนดงบประมาณตามโฆษณาเดิมซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์แล้ว หรือเคยผ่านเอเจนซี่ที่ช่วยวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในการกำหนดราคาโฆษณา

การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding)

การตั้งราคาเสนอแบบอัตโนมัติ เป็นวิธีที่ให้ LAP กำหนดราคาโฆษณาอัตโนมัติในการเข้าประมูล โดยผู้ซื้อโฆษณาตั้งงบราคาในใจหรือเงื่อนไขอื่นๆ ได้ ตามการตั้งค่าหลักๆ ดังนี้

 

1. กำหนดลิมิตของราคาที่เสนอ (Bid Amount Cap)

หมายถึงการกำหนดราคาเริ่มต้นขั้นต่ำไปจนถึงราคาสูงสุดที่สามารถรับได้

2. กำหนดลิมิตราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Event Cost Cap)

หมายถึงการกำหนดราคาสูงสุดไว้ ระบบจะพยายามหา Conversion ที่อาจจะเกินราคาต่อ CPA แต่ค่าเฉลี่ยจะไม่เกินที่กำหนดไว้

3. กำหนดเป้าหมายราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Target Event Cost)

หมายถึงการกำหนดราคาต่อผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ระบบจะเลือกการกำหนดราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่อิงจากราคาต่ำสุด แต่จะมีแนวโน้มใช้การกำหนดราคาที่ต่ำหรือสูงกว่าก็ได้

4. งบประมาณรายวันให้ได้สูงสุด โดยไม่กำหนดราคาต่อคอนเวอร์ชัน (No Limit)

หมายถึงการกำหนดราคาแบบไม่จำกัดโดยระบบจะใช้ราคาตั้งแต่ต่ำสุดไปถึงไม่มีราคากำหนด เพื่อให้มีโอกาสชนะมากที่สุด

หรือเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Line Official

 

หวังว่าบทความนี้พอจะให้ผู้อ่านเข้าใจคอนเซ็ปต์คร่าวๆ เกี่ยวกับการคำนวณโฆษณาบนแพลตฟอร์มไลน์ ว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง และสามารถทำได้อย่างไร หากสนใจเกี่ยวกับการทำโฆษณาผ่านไลน์  Marketingguru ยินให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ คอยให้คำปรึกษาทางการโฆษณาทุกแพลตฟอร์มเพื่อช่วยกำหนดงบประมาณและให้แคมเปญออกมาได้ประสิทธิภาพตามเป้าที่ตั้งไว้

 

ติดต่อเราได้ที่

Website: MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

MG-BLOG-AUG-2

รู้จัก Facebook Video Ads ทำโฆษณา Facebook

Facebook เป็น Social Media Platform ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทุกเพศทุกวัย ด้วยการเป็นแหล่งรวบรวมของคอนเทนต์, เรื่องราว รวมถึงข่าวสารที่หลากหลายรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มนี้ กลายเป็นแหล่งโซเชียลมีเดียประจำของใครหลายๆคน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้นักการตลาดออนไลน์ นำช่องทางนี้ไปสร้างเป็นหนึ่งใน Online marketing คือการทำ Facebook Ads นั่นเอง

Facebook Ads หรือ โฆษณา Facebook นั้น มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ในบทความนี้ จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก และทำความเข้าใจกับ Facebook Video Ads หนึ่งในรูปแบบโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายเลยก็ว่าได้ค่ะ

Video Facebook Ads คืออะไร ?

Facebook Video Ads คือการสร้างโฆษณา Facebook ในรูปแบบของวิดีโอ ซึ่งได้รับความนิยมและผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อเทียบกับการทำโฆษณาในรูปแบบอื่น ด้วยการสื่อสารที่ผ่านภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทำให้ง่ายต่อการบริโภคของผู้ชม โดยสามารถทำได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ทั้งการเข้าถึง, การรับรู้, โปรโมตแคมเปญหรือโปรโมชัน รวมไปถึงสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งด้วยเช่นกันค่ะ 

ประเภทของ Facebook Video Ads

  1. In-Stream Video ads

เป็นโฆษณา Facebook ที่คั่นระหว่างวิดีโอต่างๆ ซึ่งมีความยาว 60 วินาที โดย 15 วินาทีแรกนั้น ผู้ใช้งานไม่สามารถกดข้ามได้ แต่หลังจากนั้น จะเลือกได้ว่าต้องการดูต่อหรือกดข้าม เพื่อกลับไปดูวิดิโอที่เรากำลังรับชมก่อนหน้านี้

  1. Facebook Marketplace Video ads

เป็น Facebook Ads ที่ปรากฏอยู่ในหน้าของ Facebook Marketplace

  1. Facebook Stories ads

แบบโฆษณาแบบแนวตั้งและเต็มหน้าจอ จะปรากฏเมื่อเราดู Story ซึ่งมีความยาวประมาณ 15 วินาที แต่หากมีความยาวมากกว่านั้น จะเป็นการเล่นต่อเนื่องไปยังอีกหน้า Card ของ Story นั้นๆ

  1. Facebook Video Feed ads

รูปแบบนี้จะอยู่บนหน้าฟีดของ  Facebook Video Feed เมื่อเราเลื่อนดูวิดีโอไปเรื่อยๆ จะปราฏโฆษณารูปแบบนี้แทรกขึ้นมาระหว่าง Organic Video

ส่วนประกอบของ Facebook Video Ads

โดยในส่วนนี้นั้น จะขออธิบาย โดยใช้ตัวอย่างจาก Video Facebook Ads ของ Blackmore

  1. Account Link 

ชื่อแบรนด์ที่ผู้ใข้งานสามารถคลิกเพื่อไปยังหน้าเพจได้ ซึ่งด้านใต้ชื่อเพจ จะแสดงคำว่า Sponsor ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่านี่คือ Facebook ads

  • Primary Text 

แคปชันหรือ Copy Writing ที่อธิบายเกี่ยวกับโฆษณานั้นๆ หากไม่ต้องการให้แสดง ‘อ่านเพิ่มเติม / Read more’ จะต้องมีความยาวไม่เกิน 125 ตัวอักษร

  • Video View

Video Display โดยจะเริ่มเล่นอัตโนมัติ อาจจะเป็นการเปิดเสียงแบบอัตโนมัติ หรือแค่แสดงรูปภาพแล้วผู้ใช้งานสามารถกด Play เพื่อเริ่มเล่นก็ได้เหมือนกันค่ะ

  • Headline

เป็นหัวข้อโฆษณา Facebook ซึ่งจะต้องมีความยาวไม่เกิน 40 ตัวอักษร เพื่อให้แสดงได้ครบแบบที่คำไม่ตกหล่น

  • ปุ่ม Call-to-action

เป็นปุ่มที่ผู้ชมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพื่มเติม, ซื้อสินค้า, ทักข้อความ หรืออื่นๆที่แบรนด์กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้เราทราบ Conversion Rate ว่ามีผลเป็นอย่างไร จากการกดเข้ามาของผู้ชม

ข้อกำหนดในการทำ Facebook Video Ads

  • ต้องเป็นไฟล์ประเภท MP4, MOV หรือ GIF
  • โฆษณาประเภท In-Feed Ads ควรใช้สัดส่วน 4:5 เพื่อแสดงได้แบบเต็มจอ
  • ความยาววิดีโอ มีได้ตั้งแต่ 1 วินาที – 240 นาที (สำหรับ In-Feed Ads)
  • ทุกรูปแบบควรมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 4GB
  • Minimum Resolution ไม่ควรต่ำกว่า 1080×1080 px

 

เคล็ดลับการทำ Video Facebook Ads 

1.สร้างโฆษณา Facebook ให้เข้าใจ แม้จะไม่มีเสียงประกอบ 

จากสถิติ Facebook เผยว่า 80% ของผู้ใช้งานไม่นิยมวิดีโอที่เปิดเสียงอัตโนมัติ ดังนั้น Facebook จึงได้พัฒนาการเล่น  Facebook Video Ads แบบปิดเสียง และสามารถกดเปิดเสียงได้ หากผู้ชมต้องการ

นอกจากนี้ หากวิดีโอนั้น มีการเพิ่ม Subtitle จะช่วยเพิ่มการเข้าชมได้นานถึง 12%

2.เรียกความสนใจภายใน 3 วินาที

คอนเทนต์ที่น่าสนใจ จะไม่ทำให้เกิดการเลื่อนผ่าน ซึ่งหากผู้ชมกวาดสายตาดูในช่วง 3 วินาทีแรก แล้วอยากดูต่อ จะสามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้ ดังนั้น ควรแทรกจุดขาย, Highlight หรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอให้ได้ภายในช่วงแรก

และจากสถิติ Facebook 33% ของผู้ชมจะหยุดดูวิดีโอจากแบรนด์ที่ตนชอบ การสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้ชมเห็นแบรนด์ของเรา จะช่วยเพิ่ม Engagement ได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

3.คำนึงถึง Mobile Friendly 

ผู้ชมส่วนใหญ่นิยมใช้มือถือมากกว่า ดังนั้นในการออกแบบ Video ทั้งสัดส่วนและการแสดงของแคปชัน ควรคำนึงถึงการปรากฏในอุปกรณ์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์

4.Retarget ผู้ใข้งานที่เคยดูวิดิโอ

เป็นการกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ที่เคยซื้อหรือเป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้ว โดยใช้โฆษณา Facebook เพื่อสร้างการซื้อซ้ำ จากกลุ่มลูกค้าเดิม ถือเป็นการรักษาฐานลูกค้าด้วยค่ะ

5.สร้าง Poll บนโฆษณา

สร้าง  poll เพื่อให้ผู้ใข้งานสามารถแสดงความเห็นในรูปแบบของสติ๊กเกอร์ ซึ่งทาง Instagram Storie ก็สามารถทำได้เช่นกัน 

ขอบคุณที่มา: Adepresso & stepstraining.co

Facebook Video Ads ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบโฆษณา Facebook ที่อยากจะแนะนำเหล่าร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่มีช่องทางการตลาดออนไลน์ได้ลองทำค่ะ ด้วยการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ง่าย และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชม และหากเรารู้ถึงวิธีในการทำ รับรองว่า Chat ร้อนแรงดัง Fire เลยล่ะค่ะ 

หรือใครที่กำลังมองหา Digital marketing agency เพื่อดูแลการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจตนเอง อย่าลืมนึกถึง MarketingGuru นะคะ พร้อมให้บริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ตอบโจทย์ทุกรูปแบบธุรกิจอย่างแน่นอนค่ะ 

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

MG-Blog 2

Google Ads VS Facebook Ads ทำการตลาดออนไลน์แบบไหนดี

ในปัจจุบัน รูปแบบการตลาดออนไลน์มีให้เลือกหลากหลายช่องทาง ซึ่งนี่อาจจะเป็นโจทย์ให้กับแต่ละธุรกิจ ว่าเราควรจะใช้ช่องทางไหน ในการสร้าง Online Marketing ใช่ไหมล่ะ

2 ในหลากหลายช่องทาง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคือ Google Ads และ Facebook Ads ซึ่งเจ้า 2 ตัวนั้น หลายๆคนอาจจะคิดว่าเหมือนกัน และสามารถใช้แทนกันได้ แต่จริงๆไอ้เจ้า 2 ตัวนี้มันต่างกันสิ้นเชิงเลยนะ แต่จะต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลในส่วนนี้มาฝากทุกคนค่ะ

ความแตกต่าง ที่ดูเหมือนจะคล้ายกัน.. 

  1. รูปแบบการทำโฆษณา
  • รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook Ads

Facebook ทำการตลาดออนไลน์โดยใช้ข้อมูลจากความสนใจ พฤติกรรมผู้ใช้ ข้อมูลประชากร และอีกมากมาย ซึ่งการซื้อโฆษณา จะต้องยิงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ และเลือกความสนใจให้ตรงมากที่สุด ช่องทางนี้ สามารถสร้างโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบ และยิงได้ทั้งบน Facebook รวมถึง Instagram ด้วย

  • รูปแบบการทำโฆษณาบน Google Ads

Google จะใช้คำค้นหา 9Keyword) ในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งรูปแบบโฆษณาเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ตั้งแต่โฆาณาที่เป็นลิงก์, Banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ (GDN) และโฆาณาวิดีโอใน Youtube ด้วยเช่นกัน

2. การเป็นคู่แข่งของ Google Ads และ Facebook Ads

ต้องบอกว่าด้วยความคล้ายกันใน ‘รูปแบบของโฆษณา’ ทำให้กลายมาเป็นคู่แข่งแบบทางอ้อมก็ว่าได้ เพราะ Google มีบริการที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ Youtube และ Google My Business ที่ได้รับความนิยมในการทำการตลาดออนไลน์อย่างมาก โดยเฉพาะ Youtube จึงทำให้ Gacebook พยายามจะทำให้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นช่องทางในการสร้างโฆษณารูปแบบวิดีโอด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องบอกว่า Facebook เอง ก็ปั้นคอนเทนต์ประเภทวิดีโอได้ไม่ด้อยไปกว่า Youtube เลยทีเดียวนะ

แล้วสรุป Google Ads หรือ Facebook Ads ดีกว่ากัน

การทำการตลาดออนไลน์ ไม่มีคำว่าดีกว่า เพราะจริงๆแล้วหากเรามีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ก็ทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าการมีช่องทางเดียว แต่แค่เราอาจจะต้องเลือก ว่าจะให้ความสำคัญหรือเน้นช่องทางไหนเป็นหลัก แต่ยังคงไม่ละทิ้งช่องทางอื่นๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใน Customer Journey ที่หลากหลายขึ้นนั่นเอง

จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะกับ Google Ads หรือ Facebook Ads

อย่างแรกคือต้องรู้ว่าจุดประสงค์ในการทำโฆษณานั้นเพื่ออะไร, ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และวิธีการที่จะใชันั้นคืออะไร เช่น หากมองถึงเรื่องของความสนใจเป็นเกณฑ์ ให้มุ่งไปที่ Facebook Ads แต่หากเน้นการใช้คำค้นหา และมองว่ากลุ่มเป้าหมายในธุรกิจของเราต้องมาจากการค้นหา ให้เลือกใช้ Google เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่เหมาะกับธุรกิจแล้วค่า 

หรือหากใครยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าควรใช้ Google Ads หรือ Facebook Ads ดี ตรงส่วนนี้ต้องมี Digital marketing agency แล้วค่ะ ติดต่อ MarketingGuru ได้เลยค่ะ เราพร้อมให้บริการ และช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตของคุณได้แน่นอน

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]