สรุปความต่าง Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI ตัวไหนตอบโจทย์มากที่สุด?

สรุปความต่าง Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI  ตัวไหนตอบโจทย์มากที่สุด?

เป็นเหมือนกันไหมคะ วันนึงต้องเขียนโพสต์ 3 แพลตฟอร์ม ตอบแชทลูกค้าไม่หยุด แถมยังต้องคิดแคมเปญใหม่ทุกสัปดาห์ พอเริ่มใช้ AI ก็รู้สึกว่าช่วยได้ แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี เพราะสุดท้ายยังต้องคอยสั่ง คอยแก้ และคอยคิดเองแทบทุกอย่าง…  

แต่ แต่ แต่ ถ้าเรามี AI ที่ไม่ต้องรอสั่งทีละคำ ช่วยคิด วางแผน และลงมือทำให้ครบ รวมถึงปรับแผนให้เองได้ถ้างานไม่เวิร์กล่ะ?

นั่นแหละคือ Agentic AI ผู้ช่วยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นเรื่องง่าย และสะดวกขึ้น แต่คำถามคือ Agentic AI  มันต่างจาก Gen AI หรือ AI Agent ที่เราใช้อยู่ยังไง? ตัวไหนจะตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากที่สุด? มาร์เก็ตติ้งกูรูมีคำตอบค่ะ 

 

1. Generative AI (Gen AI) “สายสร้างสรรค์”

Generative AI หรือ Gen AI คือ AI ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ตามคำสั่ง เช่น เขียนบทความ สร้างภาพ แต่งเพลง สรุปรายงาน หรือแม้แต่เขียนโค้ด จุดสำคัญคือ Generative AI ทำงานแบบ “ถาม-ตอบ ครั้งต่อครั้ง” เมื่อคุณพิมพ์คำสั่ง มันจะสร้างผลลัพธ์แค่นั้น จบในรอบเดียว ไม่ได้คิดต่อหรือวางแผนโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้งาน Gen AI ในงานการตลาด

  • เขียน Caption สำหรับโพสต์ Instagram ทั้งสัปดาห์
  • สร้างภาพสินค้าสำหรับโฆษณา Facebook Ads ด้วย AI
  • สรุปรีพอร์ตยอดขายรายเดือนให้เป็นสไลด์นำเสนอ
  • แปลและปรับโทนคอนเทนต์สำหรับหลายตลาดพร้อมกัน
EX: GPT-4o, Claude Sonnet, Gemini 1.5 Pro, DALL·E 3, Midjourney, Stable Diffusion

2. AI Agent “สายลงมือทำ”

AI Agent คือก้าวถัดไปจาก Generative AI ตรงที่มันไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถลงมือทำงานแทนคุณได้จริง โดยเชื่อมต่อกับระบบและเครื่องมือภายนอกแบบเป็นขั้นตอน

ให้คุณลองนึกภาพว่า แทนที่จะถาม AI ว่าควรจองตั๋วไฟล์ทไหนดี? แล้วไปจองเอง แต่ AI Agent สามารถเปิดเว็บ เช็คราคา แล้วจองตั๋วให้คุณได้เลย ผ่าน API และเครื่องมือที่เชื่อมต่อไว้ ง่าย และสะดวกสุดๆ 

ตัวอย่างการใช้งาน AI Agent ในธุรกิจ

  • บอทตอบแชทลูกค้าที่ดึงข้อมูลสินค้าจากระบบ CRM แบบ real-time
  • ระบบจองนัดหมายอัตโนมัติที่ sync กับ Google Calendar
  • Assistant ที่ส่ง Email Follow-up ให้ลูกค้าหลังซื้อสินค้า
  • ดึงข้อมูลจาก Dashboard วิเคราะห์ และส่งรายงานให้ทีมทุกเช้า

EX: Claude Sonnet 4, GPT-4o, Gemini 1.5 Pro, Llama 3.1 (70B+)

3. Agentic AI “สายวางแผนและตัดสินใจ”

สิ่งนี้คือขั้นสุดของวงการ AI! เพราะ Agentic AI คือวิวัฒนาการขั้นสูงสุดในตอนนี้ มันไม่ได้แค่ทำตามสั่ง หรือเชื่อมต่อกับเครื่องมือ แต่ Agentic AI คิดเองได้ว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง วางแผนเส้นทาง และปรับแผนเองเมื่อเจอปัญหา “คิด วิเคราะห์ และวางแผน”

พูดง่ายๆ คือ คุณบอกแค่เป้าหมาย Agentic AI จะหาทางไปถึงเป้าหมายนั้นให้คุณเอง ถ้าแผน A ล้มเหลว มันจะสร้างแผน B ทันทีโดยไม่ต้องรอคุณสั่งซ้ำ

ตัวอย่าง Agentic AI ในงานการตลาดและธุรกิจ

  • วิจัยตลาดแบบอัตโนมัติ: ดึงข้อมูลคู่แข่ง วิเคราะห์เทรนด์ แล้วสรุปแผนกลยุทธ์ให้
  • รันแคมเปญโฆษณา: ทดสอบ A/B ปรับ Budget วิเคราะห์ผล แล้วออปทิไมซ์ต่อเนื่องเอง
  • วางแผนการผลิตคอนเทนต์ทั้งเดือน ตั้งแต่หัวข้อ ไปจนถึงเผยแพร่จริง
  • วิเคราะห์ Lead แล้วตัดสินใจเองว่าควร Follow-up ด้วยวิธีไหน เมื่อไหร่

EX: Claude Opus / Sonnet (Extended Thinking), GPT-4.5, Gemini 1.5 Ultra, Claude Code

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้

สรุปความต่าง Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI ตัวไหนตอบโจทย์มากที่สุด?

แล้วควรใช้ AI แบบไหนให้เหมาะกับงาน?

สำหรับนักการตลาดและทีม Content

เริ่มจาก Generative AI เพื่อเร่งความเร็วในการสร้างคอนเทนต์ เช่น Caption, บทความ, ภาพโฆษณา จากนั้นอัปเกรดเป็น AI Agent เพื่อให้ระบบส่งโพสต์ตามเวลา ตอบแชทอัตโนมัติ และดึงรายงานผลแคมเปญ  สำหรับทีมที่ต้องการ Scale  “Agentic AI” จะช่วยวางแผนคอนเทนต์ทั้งเดือน วิเคราะห์คู่แข่ง และปรับกลยุทธ์ได้เองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ SME และเจ้าของกิจการ

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ใช้ Gen AI ช่วยเขียนข้อเสนอ ร่างสัญญา หรือคิดไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ดีมาก เมื่อธุรกิจโตขึ้น AI Agent จะช่วยจัดการระบบหลังบ้าน เช่น การรับออเดอร์ การตอบ FAQ ลูกค้า และการแจ้งเตือนสต็อก ส่วน Agentic AI เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์

FAQ คำถามที่พบบ่อย

AI Agent ทำงานตามสคริปต์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าลูกค้าถามราคา ให้ดึงข้อมูลจาก database  ส่วน Agentic AI คิดได้อิสระกว่า เช่น เพื่อให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% ฉันต้องทำ A, B, C และปรับแผนได้เองเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

ChatGPT เริ่มมีฟีเจอร์ Agent บางอย่าง เช่น การท่องเว็บหรือรันโค้ด แต่ยังไม่ใช่ Agentic AI เต็มรูปแบบ เพราะยังต้องการคำสั่งจากผู้ใช้ในแต่ละขั้นตอน และไม่ได้วางแผนระยะยาวหรือปรับแผนด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์

ได้ แต่แนะนำให้เริ่มต้นจาก Generative AI และ AI Agent ก่อน เพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI Agentic AI เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีข้อมูลและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนพอจะให้ AI เรียนรู้ และวางแผนต่อยอดได้

ปัจจุบัน Generative AI ยังเป็นที่นิยมสูงสุดในวงการ ai in marketing สำหรับสร้างคอนเทนต์ แต่ AI Agent กำลังเติบโตเร็วในด้านการ Personalization และ Automation ส่วน Agentic AI กำลังเข้ามาในกลุ่ม Enterprise Marketing ที่ต้องการระบบซับซ้อน

ในการทำ การตลาดออนไลน์ หรือการบริหารธุรกิจ การมีแค่ AI ที่ช่วยเขียนบทความ อาจไม่พออีกต่อไป หากคุณต้องการระบบที่ช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง วางกลยุทธ์ และปรับเปลี่ยนแผนงานได้แบบ Real-time ตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป Agentic AI ก็ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณทำงานได้ง่าย และสะดวกขึ้นค่ะ 

ติดตามเทรนด์ AI และเทคนิค Digital Marketing อัปเดตใหม่ก่อนใคร ได้ที่:

เจาะลึก เทรนด์ PPC 2026 สร้างโฆษณาให้ปัง ถูกใจลูกค้า และ AI

เจาะลึก เทรนด์ PPC 2026 สร้างโฆษณาให้ปัง ถูกใจลูกค้า และ AI

นักการตลาดหลายคนอาจกำลังเจอกับปัญหา “งบโฆษณาหมดไวแต่ปิดการขายไม่ได้” นั่นแหละคือสัญญาณเตือนว่ากลยุทธ์ PPC แบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยรูปแบบใหม่

ในปี 2026 การเข้าใจแค่ว่า Pay Per Click คือ การจ่ายเงินเพื่อซื้อยอดคลิกนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่คุณต้องรู้ทัน AI และพฤติกรรมลูกค้าที่ซับซ้อนขึ้น

บทความนี้จะสรุปให้ชัดว่า PPC คือ อะไร และมีเทรนด์การตลาด PPC อะไรบ้างที่ธุรกิจต้องรีบปรับตัวเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริง ก่อนที่งบโฆษณาของคุณจะกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

PPC คืออะไร? ทำความเข้าใจ แบบง่ายๆ

PPC ย่อมาจาก Pay Per Click หรือที่เรียกว่ารูปแบบของการโฆษณาออนไลน์ที่จะต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีคน “คลิก” เข้ามาดูโฆษณาของเราจริงๆ อย่างเช่น เมื่อเราค้นหาของใน Google แล้วเห็นลิงก์ที่มีคำว่า ได้รับการสนับสนุน (Sponsored) อยู่ด้านบนสุดของหน้า Google สิ่งนั่นแหละคือผลลัพธ์ของการทำการตลาดโฆษณาแบบ PPC

ซึ่งข้อดีคือ PPC จะช่วยให้โฆษณาของเราไปอยู่ต่อหน้าลูกค้าที่มีความต้องการซื้อในวินาทีนั้นทันที โดยไม่ต้องรอลุ้นเหมือนการทำ SEO เพียงอย่างเดียว

เจาะลึก PPC Trends of 2026 เทรนด์การตลาดที่กำลังเปลี่ยน

สำหรับปี 2026 การทำการตลาด PPC จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีอย่าง AI และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้เพียง Keyword อาจไม่เพียงพอ ควรต้องปรับกลยุทธ์เหล่านี้ด้วย   

1. จากการใช้คีย์เวิร์ด สู่การใช้คำค้นหากว้างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อก่อนโฆษณา PPC จะขึ้นก็ต่อเมื่อเราพิมพ์คำที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่ใน เทรนด์การตลาด 2026 ระบบ AI ได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่ได้มองแค่ตัวอักษรที่พิมพ์ แต่พยายามมองไปถึงเจตนาของเรา ซึ่งแทนที่จะรอให้คำค้นหาตรงกับ Keyword แบบ 100% ระบบจะใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์สัญญาณ อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • ใครเป็นคนค้นหา: อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน (ข้อมูลประชากร)
  • พฤติกรรมที่ผ่านมา: ปกติชอบเข้าเว็บแนวไหน หรือเคยซื้ออะไรมาก่อน
  • จังหวะเวลา: ค้นหาตอนกี่โมง ใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์      

ด้วยเหตุนี้ แม้คุณจะใช้คำกว้างๆ เพียงคำเดียว แต่ระบบ AI จะช่วยขยายผลให้โฆษณาของคุณไปโผล่ในคำค้นหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีโอกาสขายได้มากขึ้น 

ข้อควรระวัง: แม้จะดูฉลาดขึ้น แต่บางครั้ง AI ก็อาจจะพาไปหาคำที่ไม่เกี่ยวข้องได้บ้าง เจ้าของธุรกิจจึงยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบเพื่อให้เงินค่าโฆษณาถูกใช้ไปกับกลุ่มที่ใช่จริงๆ ค่ะ

2. AI เป็นด่านหน้าในการเลือกสินค้าแทนคน

ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งไล่ดูโฆษณาเองทีละตัว แต่เขาจะใช้ AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini ช่วยค้นหา คัดกรอง และเปรียบเทียบราคาแทนการค้นหาเอง

การทำ PPC จึงไม่ได้จำกัดแค่การถามว่า “ลูกค้าค้นหาว่าอะไร” แต่ต้องถามว่าผู้ช่วย AI ของลูกค้ากำลังมองหาอะไร ซึ่งเว็บไซต์ และโฆษณาของคุณต้องมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ AI เลือกแนะนำ

ข้อควรระวัง: ถ้าเว็บไซต์ของคุณให้ข้อมูลไม่ชัดเจนหรือไม่น่าเชื่อถือ ผู้ช่วย AI ก็จะไม่เลือกแบรนด์ของคุณไปนำเสนอต่อลูกค้า ดังนั้นการทำให้เว็บดูน่าเชื่อถือในสายตา AI จึงเป็นหัวใจสำคัญของ PPC ยุคใหม่นั่นเอง

3. Digital Twinning หรือการสร้างลูกค้าจำลองมาทดลองแผนโฆษณา

ในต่างประเทศเริ่มมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Digital Twinning” ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการหาฝาแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกัน แต่มันคือการสร้าง Persona หรือกลุ่มลูกค้าจำลองเสมือนจริงขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ทดสอบคอนเทนต์ หรือโฆษณา ว่าพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าจำลองที่สร้างขึ้นมามีความคิดเห็น หรือมีความต้องการอย่างไร และต้องปรับไปในทิศทางใดให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด

ข้อควรระวัง: กลุ่มลูกค้าจำลองนี้เก่งได้เท่ากับข้อมูลที่ใส่เข้าไป ถ้าคุณใส่ข้อมูลลูกค้าที่ผิดพลาดหรือน้อยเกินไป ตัวจำลองนี้ก็จะให้คำแนะนำที่เพี้ยนได้เหมือนกัน

4. ระบบอัตโนมัติมาช่วยงาน แต่ไม่ได้มาแย่งงาน และยังต้องคอยเฝ้า!

แม้ AI จะเก่งแค่ไหน แต่เรายังต้องมีคนคอยควบคุม เพราะการใช้ระบบอัตโนมัติไม่ได้แปลว่างานจะลดลง แคมเปญที่ใช้ AI ขับเคลื่อนต้องใช้คนคอยควบคุมดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อัลกอริธึมดึง Traffic ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือนำงบประมาณไปละลายกับการวัดผลที่ไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจ

แล้วทำไมเรายังปล่อยมือจาก AI ไม่ได้? 

  • ป้องกัน AI หลงทาง: AI อาจพยายามหา “คลิกราคาถูก” มาให้คุณเยอะแยะ แต่คลิกเหล่านั้นอาจไม่ใช่ลูกค้าที่อยากซื้อจริงๆ หรืออาจเป็นคนจากพื้นที่ที่คุณไม่ได้ขายของให้ ถ้าไม่คอยคุม AI อาจจะใช้งบคุณไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์
  • คอนเทนต์ AI เริ่มไม่ได้ผล: ในปี 2026 ลูกค้าจะเริ่มเบื่อคอนเทนต์ที่เขียนโดยหุ่นยนต์ ที่ดูออกว่าก๊อปวางกันมา พวกเขาจะเชื่อถือคอนเทนต์ที่มาจากข้อมูลจริงและประสบการณ์จริง ของเจ้าของธุรกิจมากกว่า
  • คุณกำลังจ่ายเงินซื้อ “บทเรียน”ให้ระบบ: ทุกครั้งที่ AI เรียนรู้ มันใช้เงินโฆษณาของคุณเป็นค่าเทอม ดังนั้นคุณต้องคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่ AI กำลังเรียนรู้นั้น ตรงกับเป้าหมายธุรกิจของคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขคลิกสวยๆ แต่ปิดการขายไม่ได้

สรุปง่ายๆ AI เหมือนเป็นพนักงานที่ขยันมากแต่ยังต้องการ “หัวหน้า” ซึ่งก็คือคุณหรือผู้เชี่ยวชาญ คอยชี้ทางที่ถูกต้องให้เสมอ เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ

5. แพลตฟอร์มต่างๆ ผลักดันแคมเปญแบบ Broad Match และ “AI Max”

ปัจจุบันแพลตฟอร์มโฆษณาต่างๆ พยายามผลักดันให้เราใช้ระบบที่เรียกว่า การจับคู่แบบกว้าง (Broad Match) และแคมเปญแบบ “AI Max” เพราะแค่ตั้งค่าไม่กี่คลิก AI จะจัดการหาลูกค้าให้เราเองแบบเบ็ดเสร็จ

  • ระบบเลือกให้เป็นค่าเริ่มต้น: แทนที่ระบบอัตโนมัติจะเป็นแค่ตัวเลือกเสริม แต่ตอนนี้มันกลายเป็น
    “ค่าเริ่มต้น” ที่ระบบพยายามให้เราใช้ ซึ่งมันช่วยให้โฆษณาของเราเข้าถึงคนได้กว้างขึ้นจริง
  • เรามองเห็นรายละเอียดน้อยลง: สิ่งที่ต้องแลกมาคือความโปร่งใสค่ะ ระบบจะเริ่มซ่อนข้อมูลบางอย่าง เช่น เราอาจจะไม่รู้ชัดๆ อีกต่อไปว่า ลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรโฆษณาถึงขึ้น หรือเงินส่วนใหญ่หมดไปกับคำค้นหาไหนกันแน่

การใช้ระบบอัตโนมัติช่วยให้ขยายธุรกิจได้ไว แต่เจ้าของธุรกิจต้องหมั่นตรวจสอบผลลัพธ์ในภาพรวมให้ดี เพราะเราไม่สามารถเข้าไปจู้จี้กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้เหมือนเมื่อก่อนค่ะ

6. กลยุทธ์ข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว (Privacy-first)

เมื่อก่อนนักการตลาดอาจจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคุณผ่านสิ่งที่เรียกว่า “คุกกี้” (Cookies) เพื่อตามไปโฆษณาได้ทุกที่ แต่เทรนด์ในปี 2026 วิธีสะกดรอยตามแบบเดิมๆ กำลังจะหายไป เพราะกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว อย่างเช่น CCPA 2.0 ในทั่วโลกเข้มงวดขึ้นมากค่ะ 

  • ต้องขออนุญาตอย่างชัดเจน: คุณจะแอบเก็บข้อมูลไม่ได้อีกต่อไป ต้องบอกลูกค้าตรงๆ ว่าจะเก็บข้อมูลอะไรไปทำอะไร และลูกค้าต้องกด “ยินยอม” ด้วยความเต็มใจเท่านั้น
  • เข้าออกง่าย: ถ้าลูกค้าเปลี่ยนใจไม่อยากให้ข้อมูลแล้ว คุณต้องมีปุ่มให้เขา “กดยกเลิก” ได้ง่ายๆ ทันที ไม่ซ่อนปุ่มหรือไม่ทำให้ยุ่งยาก
  • ความปลอดภัยต้องได้มาตรฐาน: ข้อมูลที่เก็บมาต้องถูกดูแลอย่างดีตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

แบรนด์ที่จะชนะในยุคนี้ คือแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ถ้าลูกค้าเชื่อใจคุณ เขาจะยอมให้ข้อมูลคุณเอง ซึ่งข้อมูลที่ได้มาด้วยความเต็มใจนี้แหละที่จะช่วยให้การทำ PPC ของคุณแม่นยำ และได้ผลที่สุดค่ะ

7. ข้อมูลจากแหล่งที่มาโดยตรง (First-party Data) กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

เรามักจะยิงโฆษณาโดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมกว้างๆ จากแพลตฟอร์มข้างนอก เช่น ข้อมูลว่าคนนี้ชอบดูอะไรจากเว็บอื่น แต่ในปี 2026 ยุคที่ความปลอดภัยสูงขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะเริ่มเลือนลางลง สิ่งที่จะมาตัดสิน คือ ข้อมูลที่คุณเก็บเองจากลูกค้าตัวจริง

  • รู้จักลูกค้าตัวจริง: ข้อมูลจากระบบจัดการลูกค้า (CRM) หรือฐานข้อมูลที่มีจะบอกได้แม่นยำที่สุดว่า ใครคือคนที่ควักเงินจ่ายให้คุณจริงๆ ไม่ใช่แค่คนผ่านมาดูเล่นๆ
  • หา “ฝาแฝด” ของลูกค้าที่ดี: เมื่อเรานำข้อมูลลูกค้าตัวจริงไปสอน AI ระบบจะสามารถไปตามหาคนที่มีพฤติกรรมคล้ายลูกค้าเรา มาให้เพิ่มได้ ซึ่งแม่นยำกว่าการสุ่มหาจากคนแปลกหน้า
  • ตามจีบได้ถูกจังหวะ: คุณจะรู้ว่าลูกค้าคนไหนเพิ่งซื้อไป หรือคนไหนหายไปนานแล้ว ทำให้เราส่งโฆษณาไปกระตุ้น (Remarketing) ได้ถูกช่วงเวลา เช่น คนที่เพิ่งซื้อเครื่องซักผ้าไป เราก็ส่งโฆษณาผงซักฟอกตามไป ไม่ใช่ส่งโฆษณาเครื่องซักผ้าซ้ำอีกรอบ
  • รู้ชัดว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มไหม: คุณจะเห็นเส้นทางชัดเจนว่า โฆษณาตัวไหนที่ทำให้เกิดการปิดการขาย ได้จริงๆ ทำให้เราเลือกทุ่มงบได้ถูกจุด

8. ทำโฆษณาด้วย Google Asset Studio แต่ต้องไม่ทิ้งความจริงใจ

แม้การทำ PPC ส่วนใหญ่ถูกคุมด้วยระบบอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “คน” เพราะหน้าตาโฆษณาที่ดีต้องผ่านความคิดที่มีความ Creative เพื่อดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอนนี้ Google มีเครื่องมือที่ชื่อว่า Asset Studio เข้ามาเป็นผู้ช่วยมือโปรให้กับเรา

Google Asset Studio ทำอะไรได้บ้าง?

  • สร้างโฆษณาได้: แทนที่จะต้องจ้างกราฟิกนั่งทำรูปทีละใบ หลายขนาด หลายเวอร์ชัน คุณแค่ใส่โลโก้ สีแบรนด์ และตัวอย่างภาพเพียงเล็กน้อย AI จะช่วยสร้างทั้งภาพแบนเนอร์ และคลิปวิดีโอออกมาให้เลือกใช้
  • ประหยัดงบและเวลา: เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่อยากลองผิดลองถูกหลายๆ แบบ เพื่อดูว่าลูกค้าชอบรูปสไตล์ไหนมากกว่ากัน โดยไม่ต้องเสียเวลาทำเองทั้งหมด

แต่ถึง AI จะเก่งแค่ไหน ปัจจุบันคนตาถึงมากค่ะ พวกเขาดูออกว่ารูปไหนคือรูปที่ AI ปั้นออกมาแบบลอยๆ หรือวิดีโอไหนที่ดูไม่มีความจริงใจ ดังนั้นจึงต้องระวังภาพหรือวิดีโอคอนเทนต์ที่ดูปลอม เพราะอาจทำให้ลูกค้าบางกลุ่มไม่พอใจ เนื่องจากกระแสความต้องการความเรียลกำลังเพิ่มขึ้นในแพลตฟอร์มต่างๆ

9. PPC ในรูปแบบ Omnichannel และการวัดผลแบบองค์รวม

เวลาพูดถึงการทำ PPC เราจะนึกถึงแค่การยิงโฆษณาใน Google หรือ Facebook แยกกันเป็นส่วนๆ แต่ในปี 2026 โฆษณาจะทำงานร่วมกันแบบเป็นเครือข่ายเดียวที่เรียกว่า “Omnichannel Marketing” หรือกลยุทธ์การตลาดที่ผสานช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ทั้งหมด เช่น หน้าร้าน, เว็บไซต์, แอป หรือ  LINE เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

ตัวอย่างเช่น : ลูกค้าเห็นโฆษณาผ่านแอป แล้วกดจองสินค้าทาง LINE จากนั้นค่อยเดินไปรับของที่หน้าร้านได้ทันที โดยที่ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ต่อเนื่องและประทับใจ

แต่เมื่อช่องทางเชื่อมกัน การวัดผลก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะพฤติกรรมลูกค้าซับซ้อนมากขึ้น เราจึงต้องการ การวัดผลที่ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยเลิกตัดสินว่าโฆษณาไหนที่คนคลิกเป็นคนสุดท้ายคือตัวที่เก่งที่สุด (Last Click) แต่เปลี่ยนมามองผลกระทบรวมและการเดินทางของลูกค้าแทน

สรุปแนวโน้ม PPC Trends of 2026

ในปี 2026 การทำ PPC จะขับเคลื่อนด้วย AI, Data และ Automation มากขึ้น นักการตลาดจึงต้องเข้าใจทั้งเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อใช้โฆษณาออนไลน์เข้าถึงลูกค้าที่กำลังสนใจสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และหากวางกลยุทธ์ถูกต้อง ก็จะช่วยสร้างยอดขาย และเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะเริ่มรู้สึกว่า PPC มีรายละเอียดที่ต้องดูแลเยอะมาก ตั้งแต่การวิเคราะห์ DATA ไปจนถึงการติดตามอัลกอริทึมให้ทัน ซึ่งการเลือกใช้บริการ ppc agency จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่า เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการงบโฆษณาที่อาจเสียไปฟรีๆ แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางกลยุทธ์ให้เงินทุกบาทที่จ่ายไป เปลี่ยนกลับมาเป็นยอดขายได้จริงค่ะ

เพิ่มการมองเห็นธุรกิจของคุณด้วย Pay-Per-Click (PPC)

ติดต่อ MarketingGuru เพื่อรับคำปรึกษา ฟรี!

ChatGPT

ChatGPTกับทิศทางคอนเทนต์ 2025

ChatGPT

ChatGPT เครื่องมือสร้างคอนเทนต์โดยระบบ AI  ที่มีผู้ลองเข้าใช้งานมากถึง 100 ล้านกว่าคนภายใน 2 เดือนหลังจากเปิดตัว สร้างความฮือฮาให้กับวงการนักเขียนคอนเทนต์ เมื่อบริษัทต่างๆนำเจ้าเครื่องมือนี้เข้ามามีส่วนช่วยในการผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ในฐานะอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้าน digital marketing Margettingguru จึงนำบทความวิเคราะห์แนวทางคอนเทนต์ต่างๆ ในปี 2025 มาฝากกัน

Content Marketing กับ Chatgpt

คอนเทนต์มาเก็ตติ้ง คือ การที่แบรนด์สื่อข้อความไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยให้คอนเทนต์เป็นสื่อกลางตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น เพิ่มยอดขาย จำนวนผู้ติดตาม หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ลูกเค้าได้รับรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการมากขึ้น นอกจากนี้คอนเทนต์ยังมีความแตกต่างตามแต่ละช่องทางในการโพสต์

การนำโปรแกรม AI อย่าง Chatgpt หรือที่ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer  ที่ใช้โมเดลภาษาที่มนุษย์ในการประมวลผลผ่านทางบทสนทนา เพื่อผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ จะช่วยให้ Content marketing ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทิศทางการเขียนคอนเทนต์ในปี 2025

  1. วิวัฒนาการใหม่ของคอนเทนต์

Chatgpt ได้เข้ามาตอบโจทย์ในการเขียนอีเมล บทความ เรซูเม่ สูตรอาหารหรือสคริปต์ต่างๆ ผ่านการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งมอบคำแนะนำ และเนื้อหา ที่ปรับมาจากความต้องการของลูกค้า โดยสามารถกำหนดได้ว่าต้องการเขียนเพื่อกลุ่มไหน ระดับภาษา เช่น Business langauge หรือ Academic ไปใช้ในงานทางธุรกิจมากขึ้น จากแต่เดิมที่ Content marketing จะเน้นผลิตเนื้อหาเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่องทางโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว  

2. AI Chatbot โปรแกรมแช็ตสนทนาสุดแจ๋ว

ผู้ใช้งานสามารถขอข้อมูลที่ insightful ผ่านแช็ตสนทนาใน Chatgpt ในหัวข้อต่างๆ ให้ผลิตเนื้อหาตรงตามที่ต้องการได้ ทั้งนี้ ผู้เขียนควรจะอ่าน และปรับโทนของเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ กระชับ เพื่อเข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เครื่องมือสอบถามคีย์เวิร์ด เช็คไวยากรณ์ผ่านทางบทสนทนาได้อีกด้วย

3. กังวลจน Overoptimized

บางครั้งการใช้ คีย์เวิร์ดมากจนเกินไป (keyword density) ทำให้เนื้อหาเข้าใจยาก อ่านแล้วไม่สมูท Google ต้องออกกฎบังคับใหม่ เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์พิจารณาให้การคิดคอนเทนต์มากขึ้น เพราะกูเกิ้ลมองว่า เนื้อหาควรจะสร้างเพื่อให้ประโยชน์ ความรู้แก้ผู้ใช้งานมากกว่าเครื่องมืออย่าง search engine ดังนั้น นักการตลาดและทีมควรที่จะปรึกษา หาข้อมูลก่อนลงมือเขียน โดยพิจารณาจากคีย์เวิร์ด จุดประสงค์ในการอ่าน หรือเปรียบเทียบเนื้อหาจากแหล่งอื่นที่มีหัวข้อใกล้เคียงกัน

4. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)

แต่ละแบรนด์ย่อมอยากสร้างความโดดเด่น ความเป็นเอกลักษณ์ต่างจากแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากคอนเทนต์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสื่อจุดประสงค์ไปให้ถึงผู้รับสาร การสร้างคอนเทนต์ที่แตกต่าง จึงอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูลเฉพาะ รูปแบบการนำเสนอ ทั้งนี้ เรา content framework ให้ชัดเจน

5. รูปแบบภาพและสื่อวิดีโอ

ในปี 2025 นี้ต้องยอมรับว่า แพลตฟอร์มอย่าง Tiktok หรือ Instagram Reels ได้เปลี่ยนวิถีการเสพสื่อของผู้คนทั่วโลก Short video นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ ง่ายต่อการโปรโมตและแชร์ไปยังแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างไรก็ตามรูปแบบ Short video อาจจะไม่ได้เหมาะกับสินค้าหรือบริการทุกชนิดเสมอไป อีกทั้งแบรนด์หรือบริการที่เน้นการขายบนเว็บไซต์เป็นหลัก กลยุทธ์ Content marketing อาจเหมาะกับเนื้อหา long-form อย่างการเขียนบล็อกมากกว่า

6. ทำความเข้าใจกับเครื่องมือ

ต่อให้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีส่วนช่วยมากแค่ไหน ก็ต้องทำความเข้าใจขอบเขตที่สามารถสั่งการได้  เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและคำตอบที่ต้องการ แล้วจึงนำมาปรับอีกครั้งก่อนพับลิชเนื้อหา ยิ่งถ้ากรณีเขียนบนเว็บไซต์ ก็สามารถใช้เครื่องมืออื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อเช็คว่าเมื่ออยู่บน SERPs แล้วเนื้อหาหน้าตาเป็นอย่างไร 

7. ห้ามหลุดโฟกัส

โฟกัสที่ดีจะช่วยกำหนดทิศทางในการเขียน เรียงลำดับเนื้อหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อ่านแล้วเข้าใจ ผู้อ่านได้ประโยชน์ หรือรับสารตามที่ต้องการจะสื่อ  ดังนั้น จุดโฟกัสเป็นสิ่งที่ช่วยให้คอนเทนต์ออกมาดีมีคุณภาพ ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 

8. ความสม่ำเสมอ และคุณค่า (value)

ความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงในการทำ Content marketing สำหรับเจ้าของแบรนด์ ที่ต้องการให้แบรนด์บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่าลืมว่า คุณภาพ ควรมาก่อน ปริมาณเสมอ เนื้อหาควรมีคุณค่าให้กับผู้อ่าน โดยสามารถคำนึงถึง

  • หัวข้อ เนื้อหาที่ตรงการนำเสนอ 
  • โทน เสียง มู้ด เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย
  • รูปแบบที่ใช้นำเสนอ เช่น บล็อก หรือวิดีโอ
  • กำหนดวัด performance เช่น traffic, bounce rates, engagements, conversions เป็นต้น

9. Intelligent Automation

หลายคนอาจสงสัยเทคโนโลยี IA (Intelligent Automation) อย่าง chatbots gpt ที่เข้าใจภาษามนุษย์จะช่วยอะไรได้บ้าง เจ้าเทคโนโลยีประหยัดเวลาและแม่นยำนี้จะตรวจสอบแก้ไขจุดผิดพลาด ทั้งเนื้อหา text ธรรมดาทั่วไป คณิตศาสตร์ หรือภาษาโค้ด

10. มนุษย์ vs เครื่องมือ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจพบว่า Chatgpt มีข้อดีมากมายเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม เครื่องมือก็ไม่สามารถทดแทนทักษะ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ในการสรรร์สร้างคอนเทนต์ของมนุษย์ได้ทั้งหมด เพียงแต่มาช่วยเสริมประสิทธิภาพและปรับปรุงภาพรวมของงานเท่านั้น

ท้ายนี้ ทาง Marketingguru ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านหลายๆ ท่านเข้าใจแนวทางการเขียนโดยประยุกต์ใช้ ChatGPT เป็นตัวช่วยในยุคที่มีการแข่งขันสูง หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ Content marketing หรืองานบริการบทความดีๆ ด้วยเครื่องมือ SEO นึกถึง Marketingguru นะคะ 🙂

ขอบคุณที่มา: SEO Journal

ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 

Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru

7 martech tools for company

7 MarTech Tools ยอดฮิตให้ชีวิตทำงานง่ายขึ้น

7 martech tools for company

เมื่อพูดถึง MarTech หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับคำนี้นัก แต่ถ้าลองเอ่ยชื่อเครื่องมืออย่าง Google Analytics Tableau หรือ MOZ แล้วไม่ว่าจะเป็นนักการตลาด หรือคนทั่วไปย่อมเคยได้ยินชื่อผ่านๆ กันอย่างแน่นอน วันนี้มาร์เก็ตติ้งกูรูพร้อมที่จะพาทุกคนไปรู้จักเครื่องมือมาร์เทคยอดฮิตจนถึงปัจจุบัน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วมีองค์กรไหนบ้างที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้

MarTech คืออะไร

MarTech ย่อมาจาก Marketing Technology ครอบคลุมเครื่องมือ แพลตฟอร์ม และกลยุทธ์มากมายที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งานและลูกค้า และทำการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล ตั้งแต่การวิเคราะห์ขั้นสูงและระบบอัตโนมัติไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์และการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า MarTech ช่วยให้นักการตลาดมีวิธีในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีที่ให้ผลลัพธ์น่าประทับใจ

1. SEMrush

SEMrush เป็นเครื่องมือทางการตลาดอันทรงพลังที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงการมองเห็นทางออนไลน์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดดิจิทัล ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย รวมถึงการวิจัยคำหลัก การวิเคราะห์คู่แข่ง การวิเคราะห์ลิงก์ย้อนกลับ และการตรวจสอบไซต์ เป็นต้น เหมาะสำหรับนักการตลาดดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และผู้สร้างเนื้อหาที่ต้องการเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของตน แบรนด์ที่มีชื่อเสียง เช่น Airbnb, eBay และ BNP Paribas ประสบความสำเร็จในการใช้ SEMrush เพื่อปรับปรุงสถานะออนไลน์ของพวกเขาและเป็นผู้นำของการแข่งขัน

2. GA4

GA4 ย่อมาจาก Google Analytics 4 เป็นเวอร์ชันล่าสุดของแพลตฟอร์มวิเคราะห์เว็บยอดนิยมของ Google โดยจะให้ข้อมูลเชิงลึกขั้นสูงเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้ ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ และประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด GA4 เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการทำความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับผู้ชมออนไลน์ของตนและทำการตัดสินใจจากข้อมูล แบรนด์ที่มีชื่อเสียง เช่น The New York Times, Shopify และ Coca-Cola ใช้ประโยชน์จาก GA4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ วัด ROI ทางการตลาด และผลักดันการเติบโตของแบรนด์

3. Ahrefs

Ahrefs เป็นชุดเครื่องมือ SEO แบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหา (search engine) และเพิ่มปริมาณการเข้าชม (traffic) ของเว็บไซต์ โดยจะนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่น การวิจัยคีย์เวิร์ด การวิเคราะห์ลิงก์ย้อนกลับ การวิเคราะห์เนื้อหา การติดตามอันดับ และอื่นๆ Ahrefs มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมืออาชีพด้าน SEO นักการตลาดเนื้อหา และเอเจนซี่ดิจิทัล แบรนด์ที่มีชื่อเสียงเช่น Netflix, Facebook และ Adobe ได้ใช้ Ahrefs เพื่อเพิ่มการแสดงผลการค้นหา รับข้อมูลเชิงลึกจากการแข่งขัน และปรับปรุงกลยุทธ์ด้านเนื้อหา

4. Tableau

Tableau เป็นซอฟต์แวร์การแสดงข้อมูลและข่าวกรองธุรกิจชั้นนำที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแปลงข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นการแสดงข้อมูลแบบโต้ตอบและแดชบอร์ด ช่วยให้องค์กรสำรวจข้อมูล ระบุรูปแบบ และตัดสินใจอย่างรอบรู้ Tableau เหมาะสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากพลังของการแสดงภาพข้อมูลเพื่อรับข้อมูลเชิงลึกและสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทต่างๆ เช่น Airbnb, Pfizer และ Unilever ประสบความสำเร็จในการใช้ Tableau เพื่อแสดงภาพและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นและการเติบโตของธุรกิจ

5. Power BI

Power BI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพโดย Microsoft ที่ใช้สร้างรายงานและแดชบอร์ดเชิงโต้ตอบ ให้ธุรกิจสามารถรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แปลงเป็นข้อมูลเชิงลึก (insights) สำหรับแบ่งปัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกันของ Power BI และ Slack สามารถปรับปรุงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลโดยทำให้ทีมสามารถแบ่งปันและหารือเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกภายในสภาพแวดล้อม Slack ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดาย องค์กรหลายแห่ง รวมถึง Adobe, Accenture และ T-Mobile ใช้ Power BI และ Slack เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

6. Slack

แพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันสำหรับทีมทุกขนาด ปรับปรุงการสื่อสาร การแชร์ไฟล์ และการผสานรวมกับเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เชื่อมต่อทีมทางไกล จัดการการสนทนากับแชนเนล และรับประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำอุตสาหกรรมเช่น Airbnb, IBM, Target และ Salesforce อีกด้วย

7. WordPress

WordPress เป็นระบบจัดการเนื้อหายอดนิยม (CMS) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างและจัดการเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย มีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ธีมและปลั๊กอินที่ปรับแต่งได้หลากหลาย และคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสร้างและจัดการเว็บไซต์ WordPress เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป ธุรกิจขนาดเล็ก และแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ แบรนด์ต่างๆ เช่น The New Yorker, Sony Music และ Microsoft News Center พึ่งพา WordPress ในการขับเคลื่อนเว็บไซต์และนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจแก่ผู้ชม

เห็นได้ว่าประโยชน์จากการเลือกเครื่องมือมาร์เทคที่เหมาะสมจะทำให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขัน ตอบสนองแง่มุมต่างๆ ของการตลาด ตั้งแต่การวิเคราะห์ SEO และการแสดงข้อมูลเป็นภาพ ไปจนถึงการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น  Marketingguru เอเจนซี่ด้านการตลาด ยินให้บริการด้าน Marketing ผสานรวมเครื่องมือมาร์เทคเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์การตลาดให้แต่ทุกองค์กรประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล

หากสนใจติดต่อเราได้ที่

Website: MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045