MG-Blog 01

การตลาดออนไลน์ธุรกิจยุคใหม่ ในช่วง Covid 19

เชื่อว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แบบนี้นั้น หลากหลายธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบทั้ง บางธุรกิจอาจส่งผลต่อกำไรที่ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น นั้น ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุดคือการปิดตัวของธุรกิจนั่นเอง

แต่.. ไม่ใช่ว่า ในสถานการณ์แบบนี้จะไม่มีวิธีแก้หรือวิธีปรับตัวหรอกนะ อย่าลืมสิคะว่าโรคมันแพร่ระบาดในออฟไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและค่าใช้จ่ายหน้าร้าน แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับโลกออนไลน์เลยนะ แถมยังกลายเป็นช่องทางที่ทุกๆธุรกิจหันมาจับตามองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่พูดถึงนี้ คือการทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์นั่นเองค่ะ เน้นการขายทางโลก Social ไม่ต้องเจอหรือรอให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าจริงหน้าร้าน ทำให้วิธีนั้น กลายเป็นวิธีการขายที่เมื่อก่อนว่าได้รับความนิยมเท่าไร ตอนนี้กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

แล้วเราจะทำธุรกิจ โดยใช้การตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ในยุคของ Covid-19 ยังไง วันนี้ MarketingGuru มีวิธีมาแชร์กันค่ะ

  1. เปลี่ยนจากขายหน้าร้าน เป็นขายออนไลน์

วิธีนี้ เป็นวิธีที่หลายๆคนเริ่มคิดจะทำกันเป็นอันดับแรก ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ สามารถเริ่มต้นได้โดยการทำโฆษณา ที่ช่วยในการปรับลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น หากเมื่อก่อน ทำการขายหน้าร้าน จะต้องทำการโฆษณาด้วยการพรินต์สื่อประเภทกระดาษออกมาประชาสัมพันธ์ หรือบางธุรกิจใช้การดึงลูกค้าจากการจัดกิจกรรม (Event Marketing) ก็เปลี่ยนเป็นการทำภาพ Artwork Graphic สวยๆ โพสต์ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ธุรกิจมองว่าเป็นช่องทาง Online Marketing หลัก เช่น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือแม้แต่เว็บไซต์เองก็ตาม 

  1. ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเราใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการขายเป็นหลัก ก่อนที่จะทำการขายนั้น อาจจะต้องศึกษาว่ารูปแบบธุรกิจของเรา มีแนวโน้มความสนใจจากลูกค้าอย่างไร เพื่อนำแนวทางดังกล่าว มาพิจารณาเป็นกลยุทธ์ในการวางแผน Online Marketing เช่น หากเป็นธุรกิจอาหาร อาจจะมีบริการสั่งผ่านระบบออนไลน์ หรือเข้าร่วมกับกลุ่ม Partner ด้านเดลิเวอรี่ต่างๆ แล้วจัดส่งบริการถึงที่ อาจจะมีการเพิ่มโปรโมชันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

  1. ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับธุรกิจ

เมื่อเราทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว เราสามารถนำข้อมูลส่วนนั้นมาวิเคราะห์เป็นแผนหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการโฆษณาหลัก

โดยส่วนนี้นั้น ทำการวิเคราะห์จากพฤติกรรมผู้บริโภคของรูปแบบธุรกิจนั้นเป็นหลัก ว่านิยมใช้ช่องทางไหนในการสั่งซื้อ แล้วลองนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตน

จำไว้ว่า Content is King คือเราจะสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจและตัดสินใจซื้อผ่านสื่อออนไลน์อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ธุรกิจต้องศึกษาอีกเช่นกัน ในช่วงแรกอาจจะลองผิดลองถูกไปบ้าง แต่เมื่อเจอจุดที่ถูกต้อง รับรองว่าการทำการตลาดออนไลน์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนนี้ต้องบอกว่า ในแต่ละช่องทางการตลาดออนไลน์ก็มีโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ละธุรกิจทำการศึกษาพร้อมวิเคราะห์มาอย่างดีนั้น แน่นอนว่าการโฆษณาย่อมเห็นผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย, กำหนดประเภทของโฆษณา (ร่วมกับคอนเทนต์) และรวมไปถึงการกำหนดงบประมาณของแต่ละแคมเปญด้วยเช่นกัน

  • การประชาสัมพันธ์

หากเป็นขายหน้าร้านแบบเมื่อก่อน อาจจะมีการทำผ่านสื่อในรูปแบบออฟไลน์ เช่น รูปแบบกระดาษต่างๆ หรือทำป้ายใหญ่ๆ เด่นๆ เพื่อดึงดูดสายตาจากผู้คนในสถานที่ต่างๆ เมื่ออยู่ในรูปแบบของ Online Marketing นั้น อาจทำได้โดยการนำคอนเทนต์หรือโฆษณานั้นๆไปประชาสัมพันธ์ในกลุ่มปิดที่มีความสนใจเฉพาะ หรือโฆษณาผ่านเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้มีผู้คนเข้าถึงสินค้าของธุรกิจได้มากขึ้น

การใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปรับตัวของธุรกิจให้อยู่รอดบนยุคของ Covid-19 ด้วยช่องทางการขายที่เปลี่ยนไป ทำให้กลยุทธ์และการวางแผนต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีเทคโนโลยีอยู่ในมือ เราก็ต้องเอาออกมาใช้นะคะทุกคน ให้ Covid-19 มีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต แต่อย่าให้มันส่งผลกับธุรกิจค่ะ สู้ๆ!

หรือถ้าใครมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่อยากลองผิดลองถูกในการทำการตลาดออนไลน์ และอยากมี Digital Marketing Agency ไว้เป็นพาร์ทเนอร์คู่ใจ ติดต่อ marketingGuru ได้นะค้า ^^

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

Line: @marketingguru

E-mail: [email protected]

MG-Blog-April-7

ทำการตลาดออนไลน์ ต้องปล่อยโปรโมชัน 3 เวลานี้

การทำการตลาดออนไลน์หรือ Online Marketing สิ่งที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้ คงหนีไม่พ้นการสร้างโปรโมชัน ซึ่งปัญหาของเหล่านักการตลาดออนไลน์ที่ทำโปรโมชัน คือมักจะมีแค่ช่วงเวลาปล่อยโปร กล่าวคือไม่ได้มีช่วงอื่นของโปรโมชันเลย ซึ่งจริงๆแล้ว การมีช่วงเวลานี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้ทำรายได้ได้ดีเท่าที่ควร เพราะลูกค้าหลายๆคนไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะจ่ายเงินในวันและเวลานั้นได้อย่างทันที 

ซึ่งหากอยากทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการปล่อยโปรโมชันนั้น ควรมีมากกว่าช่วงเวลาปล่อยโปร โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาดังต่อไปนี้

  1. ช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัว

ไม่ว่าจะเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมสั่งจอง เตรียมกดสินค้าใส่ตะกร้า หรือเตรียมกดส่วนลด ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ช่วงนี้ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะถือเป็นการประกาศบอกให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ ว่าเรามีโปรโมชันวันไหน ช่วงเวลาไหน

ซึ่งหากเราไม่มีช่วงนี้ แล้วข้ามไปช่วงปล่อยโปรโมชันเลย จะได้ผลน้อยกว่า เพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกคน ที่จะเห็นโปรแล้วพร้อมโอนในตอนนั้น

ช่วงนี้กลุ่มนักการตลาดออนไลน์ ควรคาดหวังยอดจอง หรือยอดกดสินค้าลงตะกร้ามากกว่ายอดสั่งซื้อ เพราะหากมียอดจองมากเท่าไหร่ ทำให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์ของเราดีมากเท่านั้น ถือว่าเราทำ Online Marketing ประสบผลสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

หรือหากธุรกิจไหน มองว่าการทำ PR แบบ Organic Post ไม่เพียงพอต่อการรับรู้ ก็สามารถใช้การโฆษณาได้ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กว้างขึ้น และสร้างการประชาสัมพันธ์แบบ Online Marketing ในวงกว้างมากขึ้นเช่นกัน

  1. ช่วงเวลาโปรโมชันที่กระชับ

ช่วงโปรโมชันไม่ควรยาวเกินไป เราสามารถจำกัดช่วงโปรโมชันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยังได้ รวมถึงข้อเสนอเองก็มีความสำคัญ เช่น มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่เวลานี้ถึงเวลานี้เท่านั้น

การที่เรามีช่วง PR ให้ลูกค้าเตรียมตัวไปแล้ว ทำให้ช่วงนี้ ลูกค้าแค่ทำการกดยืนยัน แล้วจ่ายเงินได้เลย เพราะมีการจองหรือกดสินค้าใส่ตะกร้าไว้แล้วนั่นเอง

  1. ช่วงเก็บตก ให้ผู้ที่นกโปรโมชัน

ช่วงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่อให้เราจะมีช่วง PR ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ทุกคนสนใจซื้อสินค้าทันในช่วงนั้น เราควรมีข้อเสนอดีๆ รองรับคนที่พลาดโปรโมชันไว้ในช่วงเก็บตก อาจจะไม่ใช่เป็นโปรใหญ่เท่ากับช่วงโปรโมชัน แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ดีรองลงมา ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

การทำโปรโมชันทั้ง 3 ช่วงนี้ ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ที่ได้ผลลัพธ์มากกว่าการมีช่วงปล่อยโปรโมชันเพียงอย่างเดียวแน่นอน เพราะนอกจากลูกค้าจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่ามีโปรโมชันตอนไหน เรายังทำรายได้จากลูกค้าที่ไม่ทันช่วงโปรโมชันได้อีกด้วย

การทำโปรโมชัน ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการตลาดออนไลน์ แต่ถ้าอยากได้ที่ปรึกษาวางแผน Online marketing ข้างกาย Say hi มาหา MarketingGuru ได้นะคะ 😁

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

MG-Blog-April-1

PPC หรือ SEO จะทำ Online marketing แบบไหน

PPC หรือ SEO จะทำ Online marketing แบบไหน

สำหรับวงการ Online marketing หรือเหล่า Digital marketing agency ที่รับทำการตลาดออนไลน์ คงจะคุ้นหูกับ PPC และ SEO กันเป็นอย่างดี แต่เคยไหม ? ที่อยู่ๆก็มีคำถามว่าระหว่าง PPC และ SEO เราจะเลือกใช้อะไรกันดีนะ ? แล้วธุรกิจแบบไหนควรใช้อะไร ? คำถามนี้จะหมดไป เพียงแค่คุณอ่านบทความนี้

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับทั้ง PPC และ SEO หนึ่งในช่องทางของ Online marketing กันก่อนดีกว่า

 

PPC (Pay Per Click) คือการทำ Online marketing หรือโฆษณาบนหน้า Search engine โดยจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีการค้นหา keyword ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาเราเท่านั้น และจะมีการเสียเงินเมื่อมีการกดคลิกเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ (Landing page) เท่านั้น เราสามารถกำหนดราคาต่อคลิกได้เอง  ทำให้โฆษณาของเราขึ้นหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้เงินในการลงทุนนะ

SEO (Search engine optimization) คือการทำ Online marketing ให้ Content ใน Landing page ติดอันดับของ Google เมื่อมีการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ใช้เวลานาน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Keyword ที่ต้องการด้วย ว่ามีคู่แข่งขันในวงการเดียวกันสูงหรือไม่ และมี Search volume เท่าไหร่เช่นกัน  โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

SEO On Page: คือการนำเนื้อหา รูปภาพ หรือปุ่มต่างๆในเว็บไซต์ มาทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับ Keyword หรือ ทำให้เกิดการกระทำบางอย่างกับเว็บไซต์มากขึ้น 

SEO Off Page: การนำเว็บไซต์ ไปโปรโมต หรือฝังลิงก์ในเว็บไซต์อื่น เพื่อให้เกิดการคลิกกลับมายังเว็บไซต์ของเรา 

การทำ Online marketing ด้วย SEO ไม่ได้วัดแค่ความเกี่ยวข้องของ Keyword กับ Landing page เท่านั้นนะ แต่ยังวัดไปถึงคุณภาพของเว็บไซต์ เช่นอัตราความเร็วการโหลดในหน้านั้นๆ, ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ว่าเปิดใช้งานมาเป็นเวลานานแค่ไหน รวมถึงคุณภาพของคอนเทนต์ในหน้านั้นๆ ว่านอกจากจะต้องมี Keyword ที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างอื่นก็สำคัญ เช่น การจัดภาพรวมหน้านั้นๆเอื้ออำนวยต่อ User แบบ Mobile firiendly หรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจัดลำดับ Ranking SEO ของ Google ก็มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปเรื่อยๆอีกเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่เป็นสาย Digital marketing agency หรือรับทำการตลาดออนไลน์ ต้องอย่าพลาดการ Update อยู่เรื่อยๆเลยล่ะ

แล้วควรเลือกทำ Online marketing ด้วย PPC หรือ SEO ดี ?

จากการเปรียบเทียบภาพดังกล่าว จะเห็นว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ตัวนี้นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน เอาง่ายๆเลย ถ้าอยากทำ Online marketing โดยให้คอนเทนต์ของเรามีอยู่ในหน้าแรกของ Google อย่างรวดเร็ว ก็ใช้การทำโฆษณาแบบ PPC (แต่ต้องลงทุนเรื่องเงินกันหน่อยนะ) แต่ต้องยอมรับนะ ว่าเมื่อเราทำ PPC หากเรากดค้นหาอีกครั้ง โฆษณาของเราอาจจะหายไปแล้วก็ได้ ส่วน SEO คือการทำคอนเทนต์ให้ติดอันดับของ Google ที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้เวลาและเทคนิคมากมาย และจะคงอยู่ติดลำดับได้นาน จนกว่าคอนเทนต์จากเว็บอื่นจะแซงอันดับ และหากคอนเทนต์เราติด จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาผ่าน PPC นั่นเอง 

ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว จะเลือกทำ Online marketing แบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องกำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วจึงค่อยเลือกช่องทางและวิธีการทำ Online marketing ของธุรกิจนั้นๆ

หรือหากใครที่อยากหา Digital agency marketing ที่รับทำการตลาดออนไลน์ มาดูแลเรื่อง Online marketing ทั้ง PPC, SEO รวมถึงรูปแบบอื่นๆ สามารถปรึกษาหรือสอบถาม MarketingGuru ได้เลยค่ะ

 

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

Social media marketing ไม่ได้มีแค่ Facebook ads

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าโลกของอินเทอร์เน็ตไปไกลมาก จากที่เมื่อก่อนมีแค่การพูดคุยสื่อสารที่สะดวกขึ้น แต่ตอนนี้นั้นถือเป็นช่องทางการทำเงินของหลายๆคนไปแล้ว ซึ่งเรียกกันในคำทางการว่า Social media marketing หรือที่หลายๆคนเข้าใจกันในคำว่า ‘การตลาดออนไลน์’ นั่นเอง 

จริงๆแล้วคำว่า Social media marketing นี่คืออะไรกันนะ ?

Social media marketing คือทำการตลาดออนไลน์ (Online marketing) บน Social media นั่นเอง ซึ่งทำได้ทั้งการโพสต์ขายแบบตรงๆทั้งในรูปแบบของภาพ ข้อความ และวิดีโอ หรือการเสียเงินสร้างโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงคนได้ง่าย เรียกได้ว่าแทบจะ 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ เพราะในปัจจุบัน การใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสูงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ทำให้การตลาดในรูปแบบนี้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของหลายๆคน เช่น วัยทำงานที่ทุ่มทุกอย่างให้กับงาน จนแทบไม่มีเวลาซื้อนั่นนี่ การซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ ยิ่งมีโฆษณาเข้ามา ยิ่งทำให้การซื้อนั่นง่ายกว่าเดิมไปอีก เพราะไม่จำเป็นต้องค้นหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการเอง แต่เข้าถึงจากโฆษณาได้เลย

แล้ว Social media marketing นี่มีอะไรบ้างล่ะ ?

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการตลาดออนไลน์แล้ว ช่องทางแรกๆที่หลายๆคนมักนึกถึงคือ Facebook ads หรือการยิงโฆษณาบนเฟซบุ๊ก เพราะเป็นอะไรที่พบเห็นบ่อยที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Social media marketing จะมีแค่ Facebook ads หรอกนะ อย่าลืมว่าบนโลกออนไลน์มันกว้างมากกกก และมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่พลิกทุกอย่างให้เป็นโอกาสได้อยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทุกวันนี้นั้น ช่องทางการตลาดออนไลน์ Social media marketing ถึงได้ผุดงอกขึ้นมามากมาย จนเรียกได้ว่าหากเข้าโซเชียลเมื่อไร เราจะเห็นการโฆษณาผ่านทุกช่องทางไปแล้ว เพราะมันเข้าถึงคนได้ง่ายมากนั่นเอง

สรุป Social media marketing นี่แยกย่อยสาขาได้เป็นอะไรกันแน่ ?

ต้องบอกว่าการตลาดออนไลน์นั้นแทรกอยู่ในทุก platform เลยล่ะ จึงทำให้ Social media markeing มีด้วยกันหลากหลายช่องทาง ยกตัวอย่างเช่น

  1. Facebook ads ช่องทางที่หลายคนคุ้นเคย เพราะเข้าถึงได้ง่ายสุดจากแอปฯสุด mass อย่างเฟซบุ๊ก และเรียกได้ว่าเป็นการโฆษณาที่ตามหลอกหลอนได้เยอะที่สุดเช่นกัน
  2. Instagram ads เคยเห็นพวก sponsor ตาม story ig หรือ ig post กันไหม? นั่นล่ะช่องทางทำกินทาง Instagram และปัจจุบัน ที่ Instagram เพิ่มฟีเจอร์อย่าง Instagram Reels ซึ่งเป็นสื่อประเภท VDO สั้น (คล้ายกับ Tik Tok) ทำให้เราอาจจะเห็นการโฆษณาจากฟีเจอร์ประเภทนี้อีกเช่นกัน 
  3. Line ads ทั้งในรูปแบบของการเปิด Line official account, การทำ line broadcast และการทำโฆษณาผ่าน Line today รวมถึงการขายของออนไลน์ผ่าน Line My shop ด้วยเช่นกัน 
  4. Twitter ads ก็คือการทวิตขายตรงๆ ติด Hashtag (#) ให้ผู้คนจดจำ ซึ่งเป็นช่องทางในการจับการตลาดแบบให้ทันกระแสและติดเทรนด์ได้รวดเร็วที่สุด
  5. Youtube ads VDO Platform ที่ใหญ่ที่สุดในโลกออนไลน์ ด้วยความนิยมนี้เอง ทำให้โฆษณาประเภท VDO ถูกเลือกใช้งานใน Platform นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งแบบที่สามารถกดข้ามได้  และแบบที่บังคับให้ผู้ใช้งานดูจนจบ
  6. Tiktok ads อีกหนึ่ง platform ที่กำลังมาแรงในยุคนี้ เป็นการโฆษณาผ่าน VDO ที่จะแทรกเข้ามาเองในขณะที่คุณเปิดแอปฯนั่นเอง 
  7. LinkedIn Ads ชื่อนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้น ซึ่งเป็นช่องทางในการทำการโฆษณาของธุรกิจแบบ B2B ซะมากกว่า เนื่องจากเป็น Platform ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสมากนัก

สรุปกันเลยแล้วกัน ว่า Social media marketing (SMM) ไม่ได้มีแค่การยิงแอดบนเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่อยู่ในทุกช่องทางของ Social media เลยก็ว่าได้ ส่วนใครจะทำแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายอีกนั่นแหละ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นธุรกิจที่ต้องการเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทั่วไป คงต้องเลือกเป็น Facebook ads หรือช่องทางอื่นๆที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่เจาะลึกไปกว่านั้น เช่น หากต้องการขายสินค้าให้กับกลุ่มที่รักการถ่ายรูป การทำโฆษณาลงใน Instagram อาจจะตอบโจทย์มากกว่า หรือถ้าเป็นธุรกิจที่เน้นแบบ B2B การทำ Linkedln Ads อาจจะเหมาะสมมากกว่านั่นเอง

 

หรือหากใครและองค์กรไหน ต้องการให้ Digital marketing Agency ให้คำปรึกษา ดูแลรวมถึงเข้ามาจัดการเรื่อง Social media marketing MarketingGuru พร้อมให้บริการอย่างครบวงจรเช่นกันค่ะ 

 

สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี

คลิก m.me/marketingguru.io  หรือโทร 02-381-9045