MG-Blog-April-6

UX UI ไม่ใช่คีย์เวิร์ด แล้วเกี่ยวอะไรกับการทำ SEO

กระแสการทำการตลาดออนไลน์ (Online marketing) โดยการทำ SEO ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำ SEO มีหลากหลายปัจจัยที่ Google นำไปพิจารณาจัดลำดับการค้นหา ซึ่งในแต่ละปัจจัยนั้น อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือคอนเทนต์ รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับ Keyword เลยด้วยซ้ำ เพราะการทำ SEO ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ใช้หลากหลายองค์ประกอบ มากกว่าคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์นั้่นเอง

แล้ว UX Design & UI Design คืออะไร ?

UX หรือ User Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ต่อการใช้งานและการเข้าถึง หรือที่เรียกว่า ความง่าย-ยาก ต่อการเข้าถึง Landing page ในเว็บไซต์  เช่น ความสวยงามของหน้าเว็บไซต์, การใช้งานสะดวก หรือการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วของหน้าเว็บนั้นๆ เป็นต้น

UI หรือ User Interface Design คือส่วนของการออกแบบ เช่น แพลตฟอร์ม, เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน ซึ่งควรสร้างออกมาให้ตอบโจทย์กับการใช้งานของ User ทั้งเรื่องของดีไซน์และความสะดวกในการใช้งาน

สรุปความสัมพันธ์ของ 2 ตัวนี้ คือ..

UI จะทำให้เกิด UX นั่นเอง เมื่อมีการออกแบบแพลตฟอร์มใดก็ตามออกมา (UI) จะต้องมีผู้ใช้งาน และเกิดประสบการณ์และความรู้สึกในการทำงานนั่นเอง (UX)

โครงสร้างของ UI Design ที่ส่งผลต่อ UX Design มีอะไรบ้าง ? 

– Visual Design: ความสวยงามของการออกแบบในแต่ละแพลตฟอร์ม

– Usability: การใช้งานง่าย สะดวก ข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆชัดเจน

– Interactive Design: ตอบสนองได้ดีและรวดเร็ว ครอบคลุมทุกอุปกรณ์และระบบปฏบัติการ

– Accessibility:เข้าถึงง่าย การใช้งานไม่ซับซ้อน

โดยโครงสร้างเหล่านี้ จะส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานที่เข้ามายังเว็บไซต์ให้รู้สึกสนใจ และนำไปสู่การแนะนำผู้อื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าประทับใจในการเข้าชมนั่นเอง

แล้วเรื่อง UX Design เกี่ยวอะไรกับการทำ SEO ? 

อย่างที่เกริ่นไปด้านบนว่า UI Design จะนำพาไปสู่การสร้าง UX และ UX คือประสบการณ์ในการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณไม่ได้รับการเข้าชม หรือเข้าชมน้อย หรือแม้กระทั่งมีไม่สร้างความประทับใจในการเข้าชมของผู้ใช้งานจนเกิดการ Bounce Rate สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการทำ SEO ทั้งสิ้น เพราะการจัดลำดับการค้นหาของ Google ในการทำ SEO นั้น ประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานมีต่อเว็บไซต์ มีผลกับการจัด Ranking ทำให้การทำ SEO กับ UX Design มีความสัมพันธ์แบบที่ไปด้วยกันนั่นเอง 

ทำ UX Design อย่างไร เพื่อใก้เกิดการทำ SEO ที่ดี ?

  1. โครงสร้างของเว็บไซต์

– User Journey ที่หลากหลาย

จำไว้ว่าการเข้ามายังหน้าเว็บของเรามาจากหลายช่องทาง ทั้งกลุ่มที่รู้จักเราอยู่แล้ว และกลุ่มที่ไม่เคยรู้จัก Traffic ที่ดีควรมาจาก Organic Search อย่างไรก็ตาม User Journey ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอยู่ดี

– โครงสร้างเว็บไซต์ต้องง่าย 

หากโครงสร้างเว็บไซต์ง่าย ก็ช่วยทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

– ชื่อเมนูที่เป็นสากล

ช่วยทำให้ทั้ง Google และผู้ใช้งานเข้าใจง่าย ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากนะ หากเทียบกับการเขียนคอนเมนต์

 

  1. ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้รวดเร็ว

– Improve Page Speed

ยิ่งเว็บโหลดได้เร็วเท่าไหร่ ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งาน และทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

– Mobile First Index

ด้วยผู้ใช้งานหันมาใช้อุปกรณ์ประเภทมือถือมากขึ้น การออกแบบเว็บไซต์เหมาะสมกับอุปกรณ์ประเภทนี้ จะเป็นการทำ SEO ที่ได้ผลมากยิ่งขึ้น

– จัดรูปแบบเนื้อหาให้อ่านง่าย

ออกแบบ Layout และการเรียงลำดับภาพรวมถึงข้อความในแต่ละหน้า จะทำให้ผลของ UX ดีขึ้น ส่งผลให้การทำ SEO ติดอันดับได้รวดเร็วขึ้น

  1. ให้ความสำคัญกับ SEO และ UX ในระดับที่เหมาะสม

-ไม่ลืมเรื่องของ Branding

ในการตั้งชื่อ Page Title หรือคอนเทนต์ต่างๆ อย่าลืมให้ความสำคัญเรื่อง Branding ด้วย อย่ามุ่งไปที่ Focus Keyword เพียงอย่างเดียว

– เน้นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

เขียนคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ยืดเยื้อ

– ไม่ยัดเยียดคอนเทนต์มากเกินไป

ควรใส่ Internal link ในจำนวนที่เหมาะสม ไม่ใส่ลิงก์เยอะเกินไป 

การทำ UI Design เป็นการออกแบบเพื่อนำไปสู่การสร้าง UX ที่ดี และเมื่อผู้ใช้งานประทับใจกับหน้าเว็บไซต์แล้ว จะเกิดมาซึ่งการทำ SEO ที่ได้ประสิทธิภาพนั่นเอง

หรือใครกำลังมองหาการทำ SEO โดยใช้หลักของ UX UI อย่าลืมคิดถึง MarketingGuru นะค้า 😊

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

MG-Blog-April-4

Local SEO คีย์เวิร์ด ของคนอยากทำ SEO

การทำ SEO ถือเป็นช่องทางการตลาดที่หลายๆคนให้ความสนใจ ด้วยเพราะการไม่เสียค่าใช้จ่าย ประกอบกับถือเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากไม่ใช่ว่าทุกคนหรือทุกธุรกิจจะสามารถติดได้ เพราะจะต้องใช้เทคนิครวมถึงระยะเวลาในการวัดผลนั่นเอง 

เมื่ออยากทำ SEO หลายๆคน มุ่งความสนใจ ไปยัง Keyword ที่มี Search Volume สูง ร่วมกับการแข่งขันต่ำ ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่หากลองเพิ่มเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ด้วยการใช้ Local SEO เข้าไป จะทำให้การค้นหา รวมถึงการติดอันดับง่ายและรวดเร็วขึ้นนั่นเอง

Local SEO คืออะไร ?

Local SEO คือการทำ SEO ที่โฟกัสและมุ่งไปยังพื้นที่นั้นๆ หรือการทำ SEO ด้วยการเพิ่ม Keyword พื้นที่ต่างๆหลังคำค้นหาสำคัญ ถือเป็นเทคนิคสำหรับร้านค้าหรือธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา และเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันกับเว็บไซต์ของธุรกิจขนาดใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น ร้านขนมหวาน หากใช้คำค้นหาเป็น “ร้านขนมหวาน” อาจจะเป็นคำที่กว้างเกินไป Search Volume สูงก็จริง แต่การแข่งขันย่อมสูงเช่นกัน อาจจะส่งผลให้การติด Google Ranking ยากเกินไป เราอาจจะปรับวิธีด้วยการทำ Keyword ร้านขนมหวาน+สถานที่ตั้งร้านค้าของเราแทน

Keyword ตัวอย่าง เช่น

  • ร้านขนมหวาน สุขุมวิท
  • ร้านขนมหวาน ลาดพร้าว
  • ร้านขนมหวาน ขอนแก่น

โดยจะส่งผลให้ ลูกค้าในพื้นที่อื่นๆ ไม่เจอร้านค้าของเรา แต่ถ้าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มลูกค้าเป็นคนในท้องถิ่น การทำ Local SEO ถือเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่าการทำ SEO แบบอื่นๆ

จะบอกว่าการทำ Local SEO ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการทำ SEO แบบทั่วไปเลย แค่เพิ่มกลยุทธ์เล็กๆ ด้วยการใส่ Keyword แบบเฉพาะพื้นที่ จะช่วยให้การทำ SEO ติดหน้าแรก Google ได้มากกว่า และทำให้เพิ่มยอดขายได้รวดเร็วกว่าการทำ SEO แบบอื่นๆเช่นกัน

เช็คได้อย่างไร ว่า Keyword ไหนต้องทำ Local SEO ?

ไม่ใช่ทุก Keyword ที่จำเป็นจะต้องทำ SEO ประเภทนี้ สามารถเช็คได้โดย

1) เช็คจากหน้าแสดงผลการค้นหา (Google SERP)

ทำได้โดยพิมพ์ค้นหาคำที่ต้องการอยากรู้ใน Google หากผลการค้นหามีแผนที่ Google Map ขึ้นมา แสดงว่า Keyword นี้ จำเป็นต้องปรับ On page เพื่อทำ Local SEO ด้วย

2) เช็คจากโปรแกรม Ubersuggest

ค้นหา Keyword ที่ต้องการ จากนั้นดูที่ Keyword ideas หากแสดงผล Keyword นั้นแล้วมีสถานที่ต่อท้าย แสดงว่าเราต้องทำ Local SEO ด้วย

3) เช็คจาก Ahrefs

โปรแกรมทำ SEO ยอดนิยม หลักการเหมือนกับการเช็คใน Ubersuggest เพียงแค่กดค้นหาใน Keywords Explorer แล้วจากนั้นพิมพ์คำที่ต้องการ และกดที่ Search suggestions หากแสดงผล Keyword นั้นแล้วมีสถานที่ต่อท้าย แสดงว่าเราต้องทำ Local SEO ด้วยเช่นกัน

แนวคิดในการทำ Local SEO

– มองให้เป็น Longtail Keyword ที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ

– สามารถทำ Local SEO ได้ในหลากหลายพื้นที่ ต่อให้ธุรกิจของเราจะไม่ได้ครอบคลุมทุกที่ก็ตาม

– มองว่านี่คือหนทางในการสร้าง Traffic ให้กับธุรกิจ ไม่ต้องสนใจว่ามี Search Volume มากหรือน้อย

– ควรทำ Local SEO ภายในพื้นที่ของตัวเองก่อน แล้วจึงไปเก็บพื้นที่อื่นๆต่อ

– Google Map เป็นสิ่งสำคัญ ปักหมุดอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปปรับแต่งที่ Google My Business ด้วย

– เว็บเราไม่มีหน้าร้าน ก็สามารถปักหมุด Google Map เอาไว้สร้างภาพได้เช่นเดียวกัน

ขอบคุณที่มา: padveewebschool.com

การทำ Local SEO เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำ SEO ของธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในท้องถิ่น สามารถสร้าง Traffic และรายได้ได้ดีกว่าการทำการตลาดหรือทำ SEO แบบอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ลองนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองกันนะคะ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา Keyword ได้แน่นอน

หรือหากใครที่กำลังมองหา Digital marketing agency ไว้เป็นที่ปรึกษาเรื่อง Local SEO อย่าลืมคิดถึง MarketingGuru นะคะ ☺

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru