line oa picture size

ขนาดรูป line หมดทุกไซส์ ถูกใจ Online marketing อัพเดตปี 2025

line oa picture size

Line เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นิยมใช้ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการทำ Online marketing ด้วย หรือที่เรียกว่า Line ads ซึ่งแน่นอนว่า หากต้องการใช้ช่องทางนี้ในการทำการตลาดออนไลน์ เราจำเป็นต้องรู้ถึงขนาดรูป line เพื่อที่จะได้นำมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์หรือ Line ads ให้เหมาะสมนั่นเอง อย่าลืมว่าการทำกราฟิก หรือรูปภาพประกอบคอนเทนต์นั้น เป็นสื่อที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสร้าง Visual ของแบรนด์ได้ดีกว่าการใช้แค่ข้อความธรรมดา 

วันนี้เรามีขนาดรูปในไลน์ครบทุกไซส์ที่แสดงในรูปแบบของโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบบที่ต้องถูกใจสาย Online marketing มาฝากกันค่ะ เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์สร้างเป็นคอนเทนต์เก๋ๆ หรือ Line ads ปังๆกันนนน ไปค่ะ ลุยกันเลยยยยย

1. ขนาดรูป Line: ภาพโปรไฟล์ และรูป Cover

  • ภาพโปรไฟล์: ภาพที่แสดงแทนตัวของผู้ใช้, แบรนด์ หรือธุรกิจ ซึ่งเป็นภาพแรกที่ทุกคนจะเห็น ขนาดที่เหมาะสมคือ 168×168 px หรือเป็นภาพแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยเป็นขนาดที่ชัดที่สุด ที่จะแสดงผลออกมาได้ 
  • ภาพปกไลน์: ขนาดภาพที่เหมาะสมคือ ภาพแนวตั้ง 720×1280 px แต่เมื่อลองใช้งานแล้ว จะพบว่าขนาดดังกล่าว บริเวณด้านล่าง จะถูกบังด้วยเมนู

ดังนั้น ควรใช้บริเวณ safe zone ของภาพ ในสัดส่วนของ 720×978 px (บริเวณกลางภาพ) ซึ่งสาระสำคัญหรือสิ่งที่ต้องการให้เห็นอย่างชัดเจน ควรอยู่ในบริเวณ Safe zone นี้ด้วย

2. ขนาดรูป Line: ในแชตสนทนา

จริงอยู่ที่ในแชต สามารถอัปโหลดได้ทุกขนาด และ Line เองก็แสดงผลให้ได้ครบทุกขนาดได้ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ หรือใช้เพื่อการขายแล้วนั้น ก็ควรเป็นอัตราส่วนที่อ่านง่าย และพอดีกับหน้าจอภาพโทรศัพท์ ซึ่งในที่นี้ ขอแนะนำขนาดรูปในไลน์ 3 ขนาด ที่ทำให้ภาพน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

  • ขนาด 1200×1600 px (แนวตั้ง 3:4) – เหมาะกับการจัดวางองค์ประกอบที่ไล่เรียงจากส่วนบนลงมาส่วนล่าง หรือวางภาพสินค้าด้านบน แล้วมีคำโปรยเด่นๆอยู่ด้านล่าง และต้องการใส่ภาพที่เน้นขนาดใหญ่ การใช้สัดส่วน 3:4 ถือเป็นขนาดที่เหมาะสม
  • ขนาด 1200×1200 px (สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1:1) – เหมาะกับการทำภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Facebook, Twitter หรือ Instagram ทำครั้งเดียว สามารถใช้ได้หลากหลายช่องทาง และรวมถึงช่องทางของ Line ด้วยเช่นกัน
  • ขนาด 1200×900 px (แนวนอน 4:3) – หากเป็นภาพถ่ายแบบทั่วไป การทำแนวนอนเป็นสัดส่วน 4:3 ซึ่งต่อให้ดูเล็กกว่า 2 ขนาดด้านบน แต่ยังให้ความชัดเจนอยู่ในการทำภาพแนวนอน

*หากใครต้องการส่งภาพเป็นแบบ Album ก็สามารถทำได้ โดยการส่งภาพพร้อมกันหลายๆภาพ แต่การแสดงผลอาจจะต่างกันเล็กน้อย คือ

  • หากจำนวนภาพใน Album เป็นเลขคู่ ภาพทั้งหมดจะถูกปรับให้แสดงเป็นสัดส่วนสี่เหลี่ยมจัตุรัส
  • หากจำนวนภาพใน Album เป็นเลขคี่ ภาพสุดท้ายจะถูกปรับให้เป็นขนาด 16:9 ส่วนภาพที่เหลือจะเป็นขนาดจัตุรัสเท่าเดิม

3. ขนาดรูป Line: ในหน้า Timeline

หลายๆคนมองข้ามการใช้ฟีเจอร์นี้ แต่จริงๆเราสามารถใช้โปรโมตแบรนด์หรือสินค้าได้ เพราะหากเราทำการโพสต์ลงหน้า Timeline เป็นประจำ จะทำให้โปรไฟล์ดูเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีขนาดดังต่อไปนี้

  • ขนาด 1200×1200 px (สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1:1) – เป็นการใช้ขนาดที่สามารถทำให้เห็นภาพที่มีนาดเต็ม รายละเอียดชัดเจน และหลายๆแบรนด์มักใส่ปุ่ม CTA บริเวณด้านล่าง เพื่อให้คนที่สนใจกดเข้าไปซื้อสินค้าได้
  • ขนาด 1200×1540 px (แนวตั้ง 7:9) – เป็นขนาดที่กว้างที่สุด จึงเหมาะกับคอนเทนต์ที่มีองค์ประกอบเยอะ และดึงดูดสายตาได้มากที่สุด
  • ขนาด 1200×600 px (แนวนอน 2:1) – เป็นขนาดรูปในไลน์ที่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่หากต้องการทำภาพแนวนอนบน Timeline สัดส่วนนี้ถือว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด

4. ขนาดรูป Line: สำหรับ Line ads platform (LAP)

Line Ads Platform คืออะไร ?

เป็นรูปแบบหนึ่งในการซื้อโฆษณาเพื่อให้คอนเทนต์ของเราไปปรากฎในพื้นที่ต่างๆบน LINE แต่สามารถใช้ได้กับ LINE Offial Account เท่านั้น

เราสามารถลง Line Ads ผ่าน LAP ได้อย่างไร

หากคุณมี LINE Official Account แล้ว และต้องการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้คน ก็สามารถใช้บริการ LINE Ads Platform (LAP) ในรูปแบบโพสต์ที่ได้รับการสนับสนุน (Sponsored Post) ซึ่งจะเป็นโฆษณาที่ปรากกบน LINE Timeline และ LINE Today

ขนาดรูปสำหรับ Line Ads มีอะไรบ้าง

  • ขนาด 1080×1080 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – ขนาดที่สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่ง LAP สามารถเพิ่ม CTA ที่ลูกค้าจะสามารถกดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการได้ทันที รวมถึงปุ่มเพิ่มเพื่อน, ปุ่มที่ลิงก์ไปยังหน้า Landig page ก็สามารถทำได้เช่นกัน
  • ขนาด 1200×628 px (Horizontal 1.9:1) – เหมาะสำหรับใช้เป็นภาพ Pop up ที่จะแสดงสุ่มขึ้นมาใน Line Today

5. ขนาดวิดีโอบน Line Ads Platform

  • ขนาด 1080×1080 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – เป็นขนาดวิดิโอทั่วไป สามารถใช้ได้กับหลากหลายแพลตฟอร์ม
  • ขนาด 1280×720 px (แนวนอน 16:9) – เป็นขนาดที่ใช้กับคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอเหมือนกันกับ Youtube ซึ่งสามารถใช้กับ Line Ads ได้เช่นกัน

6. ขนาดรูป Line: Rich Content

Rich Content คือ ลูกเล่นเพิ่มเติมของ LINE Official Account เป็นรูปภาพที่ดึงดูดให้เกิดการคลิกมากขึ้น โดยการออกแบบให้เป็นปุ่ม CTA ไปในตัว ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มยอด Conversion Rate ให้กับธุรกิจด้วยฟังก์ชันการใช้งาน 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Rich Message: เพิ่มความน่าสนใจให้กับข้อความใน Chat ด้วยการส่งข้อความพร้อมรูปภาพที่เป็น CTA ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการ
  • Rich VDO: เปลี่ยนการนำเสนอด้วยรูปแบบวิดีโอแบบเต็มหน้าจอแชต เมื่อทำการบรอดแคสต์
  • Rich Menu: เพิ่มความสวยงามให้กับหน้าจอแชต ลดเวลาในการถาม-ตอบ รวมถึงส่งเสริมการโปรโมตของแบรนด์ด้วยการใช้ฟีเจอร์นี้

ขนาดรูปภาพ Line ใน Rich Content ต่างๆ

  • Rich Message ขนาด 1040×1040 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – Rich Message ในรูปแบบของรูปภาพ ที่สามารถส่งในแชตให้กับลูกค้าโดยตรง อีกทั้งยังแทรกลิงก์ลงไปในภาพได้อีกด้วย แต่ต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 10 mb และรองรับเฉพาะ JPG และ PNG โดยจะมีเทมเพลตให้ใช้งานได้มากถึง 8 รูปแบบ ดังนี้

เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ : https://lineforbusiness.com/richmessagemaker/

  • Rich VDO ขนาด 1920×1080 px (แนวนอน 16:9) – เป็นขนาดวิดีโอแบบเต็มหน้าจอของสมาร์ทโฟน ตามตัวอย่างดังนี้

 



เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ : https://lineforbusiness.com/richmessagemaker/

  • Rich Menu ปุ่มเมนูด้านล่างของแชต ใช้งานได้หลากหลาย ตามที่ผู้ใช้กำหนด ซึ่งจะมีวิธีการสร้างได้หลากหลาย หากอยู่ในรูปแบบที่ไม่ต้องเขียนโค้ด จะแบ่งขนาดออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
    • Line Rich Menu (Large) ใส่ได้สูงสุด 6 ภาพ

    • Line Rich Menu (Small) ใส่ได้สูงสุด 3 ภาพ

เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ :https://lineforbusiness.com/richmenumaker/

ขอบคุณที่มา: www.contentshifu.com

การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของ LINE มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งแต่ละรูปแบบนั้นก็จะมีขนาดภาพที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ จะเลือกใช้คอนเทนต์แบบไหน จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการในการสื่อสารเช่นกัน

หรืออยากใครต้องการ Digital marketing agency ไว้เป็นที่ปรึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ สามารถทักมาหา MarketingGuru ได้เลยน้า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

ChatGPT

ChatGPTกับทิศทางคอนเทนต์ 2025

ChatGPT

ChatGPT เครื่องมือสร้างคอนเทนต์โดยระบบ AI  ที่มีผู้ลองเข้าใช้งานมากถึง 100 ล้านกว่าคนภายใน 2 เดือนหลังจากเปิดตัว สร้างความฮือฮาให้กับวงการนักเขียนคอนเทนต์ เมื่อบริษัทต่างๆนำเจ้าเครื่องมือนี้เข้ามามีส่วนช่วยในการผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ในฐานะอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้าน digital marketing Margettingguru จึงนำบทความวิเคราะห์แนวทางคอนเทนต์ต่างๆ ในปี 2025 มาฝากกัน

Content Marketing กับ Chatgpt

คอนเทนต์มาเก็ตติ้ง คือ การที่แบรนด์สื่อข้อความไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยให้คอนเทนต์เป็นสื่อกลางตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น เพิ่มยอดขาย จำนวนผู้ติดตาม หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ลูกเค้าได้รับรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการมากขึ้น นอกจากนี้คอนเทนต์ยังมีความแตกต่างตามแต่ละช่องทางในการโพสต์

การนำโปรแกรม AI อย่าง Chatgpt หรือที่ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer  ที่ใช้โมเดลภาษาที่มนุษย์ในการประมวลผลผ่านทางบทสนทนา เพื่อผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ จะช่วยให้ Content marketing ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทิศทางการเขียนคอนเทนต์ในปี 2025

  1. วิวัฒนาการใหม่ของคอนเทนต์

Chatgpt ได้เข้ามาตอบโจทย์ในการเขียนอีเมล บทความ เรซูเม่ สูตรอาหารหรือสคริปต์ต่างๆ ผ่านการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งมอบคำแนะนำ และเนื้อหา ที่ปรับมาจากความต้องการของลูกค้า โดยสามารถกำหนดได้ว่าต้องการเขียนเพื่อกลุ่มไหน ระดับภาษา เช่น Business langauge หรือ Academic ไปใช้ในงานทางธุรกิจมากขึ้น จากแต่เดิมที่ Content marketing จะเน้นผลิตเนื้อหาเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่องทางโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว  

2. AI Chatbot โปรแกรมแช็ตสนทนาสุดแจ๋ว

ผู้ใช้งานสามารถขอข้อมูลที่ insightful ผ่านแช็ตสนทนาใน Chatgpt ในหัวข้อต่างๆ ให้ผลิตเนื้อหาตรงตามที่ต้องการได้ ทั้งนี้ ผู้เขียนควรจะอ่าน และปรับโทนของเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ กระชับ เพื่อเข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เครื่องมือสอบถามคีย์เวิร์ด เช็คไวยากรณ์ผ่านทางบทสนทนาได้อีกด้วย

3. กังวลจน Overoptimized

บางครั้งการใช้ คีย์เวิร์ดมากจนเกินไป (keyword density) ทำให้เนื้อหาเข้าใจยาก อ่านแล้วไม่สมูท Google ต้องออกกฎบังคับใหม่ เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์พิจารณาให้การคิดคอนเทนต์มากขึ้น เพราะกูเกิ้ลมองว่า เนื้อหาควรจะสร้างเพื่อให้ประโยชน์ ความรู้แก้ผู้ใช้งานมากกว่าเครื่องมืออย่าง search engine ดังนั้น นักการตลาดและทีมควรที่จะปรึกษา หาข้อมูลก่อนลงมือเขียน โดยพิจารณาจากคีย์เวิร์ด จุดประสงค์ในการอ่าน หรือเปรียบเทียบเนื้อหาจากแหล่งอื่นที่มีหัวข้อใกล้เคียงกัน

4. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)

แต่ละแบรนด์ย่อมอยากสร้างความโดดเด่น ความเป็นเอกลักษณ์ต่างจากแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากคอนเทนต์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสื่อจุดประสงค์ไปให้ถึงผู้รับสาร การสร้างคอนเทนต์ที่แตกต่าง จึงอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูลเฉพาะ รูปแบบการนำเสนอ ทั้งนี้ เรา content framework ให้ชัดเจน

5. รูปแบบภาพและสื่อวิดีโอ

ในปี 2025 นี้ต้องยอมรับว่า แพลตฟอร์มอย่าง Tiktok หรือ Instagram Reels ได้เปลี่ยนวิถีการเสพสื่อของผู้คนทั่วโลก Short video นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ ง่ายต่อการโปรโมตและแชร์ไปยังแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างไรก็ตามรูปแบบ Short video อาจจะไม่ได้เหมาะกับสินค้าหรือบริการทุกชนิดเสมอไป อีกทั้งแบรนด์หรือบริการที่เน้นการขายบนเว็บไซต์เป็นหลัก กลยุทธ์ Content marketing อาจเหมาะกับเนื้อหา long-form อย่างการเขียนบล็อกมากกว่า

6. ทำความเข้าใจกับเครื่องมือ

ต่อให้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีส่วนช่วยมากแค่ไหน ก็ต้องทำความเข้าใจขอบเขตที่สามารถสั่งการได้  เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและคำตอบที่ต้องการ แล้วจึงนำมาปรับอีกครั้งก่อนพับลิชเนื้อหา ยิ่งถ้ากรณีเขียนบนเว็บไซต์ ก็สามารถใช้เครื่องมืออื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อเช็คว่าเมื่ออยู่บน SERPs แล้วเนื้อหาหน้าตาเป็นอย่างไร 

7. ห้ามหลุดโฟกัส

โฟกัสที่ดีจะช่วยกำหนดทิศทางในการเขียน เรียงลำดับเนื้อหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อ่านแล้วเข้าใจ ผู้อ่านได้ประโยชน์ หรือรับสารตามที่ต้องการจะสื่อ  ดังนั้น จุดโฟกัสเป็นสิ่งที่ช่วยให้คอนเทนต์ออกมาดีมีคุณภาพ ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 

8. ความสม่ำเสมอ และคุณค่า (value)

ความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงในการทำ Content marketing สำหรับเจ้าของแบรนด์ ที่ต้องการให้แบรนด์บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่าลืมว่า คุณภาพ ควรมาก่อน ปริมาณเสมอ เนื้อหาควรมีคุณค่าให้กับผู้อ่าน โดยสามารถคำนึงถึง

  • หัวข้อ เนื้อหาที่ตรงการนำเสนอ 
  • โทน เสียง มู้ด เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย
  • รูปแบบที่ใช้นำเสนอ เช่น บล็อก หรือวิดีโอ
  • กำหนดวัด performance เช่น traffic, bounce rates, engagements, conversions เป็นต้น

9. Intelligent Automation

หลายคนอาจสงสัยเทคโนโลยี IA (Intelligent Automation) อย่าง chatbots gpt ที่เข้าใจภาษามนุษย์จะช่วยอะไรได้บ้าง เจ้าเทคโนโลยีประหยัดเวลาและแม่นยำนี้จะตรวจสอบแก้ไขจุดผิดพลาด ทั้งเนื้อหา text ธรรมดาทั่วไป คณิตศาสตร์ หรือภาษาโค้ด

10. มนุษย์ vs เครื่องมือ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจพบว่า Chatgpt มีข้อดีมากมายเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม เครื่องมือก็ไม่สามารถทดแทนทักษะ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ในการสรรร์สร้างคอนเทนต์ของมนุษย์ได้ทั้งหมด เพียงแต่มาช่วยเสริมประสิทธิภาพและปรับปรุงภาพรวมของงานเท่านั้น

ท้ายนี้ ทาง Marketingguru ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านหลายๆ ท่านเข้าใจแนวทางการเขียนโดยประยุกต์ใช้ ChatGPT เป็นตัวช่วยในยุคที่มีการแข่งขันสูง หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ Content marketing หรืองานบริการบทความดีๆ ด้วยเครื่องมือ SEO นึกถึง Marketingguru นะคะ 🙂

ขอบคุณที่มา: SEO Journal

ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 

Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru

Graphic Design trend in digital marketing

Graphic Design Trend ปี 2022

Graphic Design trend in digital marketing

Graphic Design หรือภาพกราฟฟิคประกอบการทำคอนเทนต์ ถือเป็นสื่อที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี นับว่ามีความสำคัญกับการทำ Content Marketing เป็นอย่างมาก ซึ่งจริงอยู่ที่ว่า ภาพกราฟฟิคสวยหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสายตาและความพึงพอใจของผู้พบเห็น แต่ในการออกแบบนั้น หากเรารู้ถึงเทรนด์หรือกระแสความนิยม อาจจะทำให้เหล่านักออกแบบทำงานได้ง่ายขึ้น และออกแบบได้ตรงความต้องการลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ 

ในบทความนี้ MarketingGuru ขอนำเทรนด์ Graphic Design ในปี 2022 มาฝากเหล่าดีไซน์เนอร์และครีเอเตอร์กันค่ะ 

1. Graphic ที่เน้นความเป็น Visual ที่มีความหลากหลาย

ใช้ส่วนเสริมต่างๆในการทำภาพกราฟฟิก เช่น ไอคอน, รูปภาพ เพื่อแสดงถึงความหลกหลายของเพศ ชนชาติ สีผิว รูปร่าง เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายได้มากยิ่งขึ้น

2. Content Marketing ที่แสดงข้อมูลเชิงสร้างสรรค์

ภาพกราฟฟิคประกอบคอนเทนต์ ควรมีการใส่ลูกเล่น ความคิดสร้างสรรค์ลงไป เพื่อให้ภาพดูน่าสนใจ แถมยังทำให้ข้อมูลโดยรวมน่าอ่านมากยิ่งขึ้นด้วย

3. Graphic ที่เน้นพื้นหลังให้โดดเด่น

การทำภาพกราฟฟิคให้มีสีสันสดใสเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เนื่องจากสีเหล่านี้จะดึงดูดสายตา และยังช่วยให้ข้อมูลในภาพโดดเด่นออกมาอีกด้วย

4. ภาพกราฟิกที่มีไอคอนและภาพประกอบ

การใช้ไอคอน หรือภาพประกอบต่างๆ ถือเป็นตัวแทนในการสื่อความหมายของภาพได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ภาพรวม ดูดีมากขึ้นอีกด้วย

5.Content Marketing ที่ฟอนต์ในภาพใช้ Serif

การใช้ฟอนต์แบบ Serif คือฟอนต์ที่มีเชิง หรือรูปแบบที่มีขีดเล็กๆ อยู่ที่ปลายตัวอักษร เรียกว่าเป็นแบบคลาสสิก ที่สามารถใช้ได้ตลอดกาล เพื่อช่วยสร้างความแตกต่างจากฟอนต์แบบทั่วไป นิยมนำมาใช้เป็นหัวข้อเพื่อทำให้โดดเด่นมากขึ้น 

6. สื่อสาร Content Marketing ผ่านมีม

มีม (Meme) เป็นคอนเทนต์ที่นิยมถูกนำมาใช้ เนื่องจากสามารถเข้าใจได้ทันทีที่เห็น ยิ่งถ้าเป็นมีมที่มีความไวรัล ก็จะเป็นการเพิ่ม Engagement ได้มากยิ่งขึ้น

7. Quote จากเหล่าคนดัง

Quote เป็นคำพูดหรือแนวคิดที่เหล่าองค์กร ผู้เชี่ยวชาญ หรือคนดัง ได้พูดไว้ตาม Video ต่างๆ การนำคำพูดเหล่านี้มาทำภาพกราฟฟิค จะเรียกความน่าสนใจจากผู้คนมากยิ่งขึ้น ทั้งดึงดูดจากชื่อเสียงของผู้พูด และแนวคิดที่น่าสนใจนั่นเอง

8. ภาพ Capture จากแพลตฟอร์มอื่นๆ

Content Marketing รูปแบบนี้ ถือเป็นการยกตัวอย่างความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆจากแพลตฟอร์มอื่น และนำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลในอีกแพลตฟอร์ม ซึ่งการทำคอนเทนต์แบบนี้ อาจจะต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมขออนุญาตเจ้าของโพสต์ด้วยนะคะ 

ภาพกราฟฟิค ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำ Content Marketing หากเหล่านักออกแบบทราบถึงเทรนด์ต่างๆในปี 2022 จะช่วยให้การดีไซน์เป็นเรื่องง่าย และถูกใจผู้คนมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ 

การทำภาพกราฟฟิค สำคัญมากสำหรับการตลาดออนไลน์ หากอยากมีบริการนี้ไว้คู่องค์กร อย่าลืมติดต่อ MarketingGuru นะคะ 🙂

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

Line: @marketingguru

โทร 02-381-9045

MG-Blog-April-5

Youtube SEO เทรนด์ที่คนอยากติด SEO ต้องทำ

เชื่อว่าหลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าสื่อที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีที่สุดคือ ‘VDO’ ด้วยความที่ง่ายต่อการรับชม มีทั้งภาพและเสียงในสื่อเดียว การทำ SEO ให้กับ VDO หรือทำ Youtube SEO นั้น จึงเป็นสิ่งที่สายคอนเทนต์ต้องหาทำสุดๆ บวกกับมีหลายๆแหล่งข่าวออกมาสรุปเทรนด์การทำ SEO ของปี 2021 ที่มีเรื่องนี้อยู่แล้วด้วยนั้น ยิ่งทำให้ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

.

แล้วเราจะทำ Youtube SEO ได้อย่างไรล่ะ ?

  1. ความยาวของ VDO ไม่ต่ำกว่า 1 นาที เพราะ..

ยิ่งความยาวของ VDO เหมาะสม ยิ่งทำให้รักษาผู้ชมให้อยู่กับ VDO ได้นานเท่านั้น

Bot ของ Youtube จะมองว่า VDO ที่มีความยาวน้อยกว่า 60 วินาที เป็นสแปม

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบย่อยๆในหัวข้อนี้ ที่ Youtube นำมาพิจารณาร่วมตามอัลกอริทึม ได้แก่

– จำนวนคอมเมนต์

– จำนวนไลก์

– จำนวนเวลาที่ถูกชมโดยรวม

– จำนวนการถูกแชร์ไปยัง Social Network

หลักการง่ายๆคือ “หากอยากทำ Youtube SEO  ควรสร้าง VDO ที่มีเนื้อหาและคุณค่าในความยาวที่เหมาะสม”

.

  1. ชื่อ VDO Youtube

ข้อผิดพลาดในการทำ SEO VDO ที่พบบ่อย คือตั้งชื่อได้ไม่ดีพอ ทั้งในส่วนของไฟล์ VDO และชื่อ VDO

หากคุณไม่อธิบายรายละเอียดหรือเนื้อหาของไฟล์ VDO ก่อนการอัปโหล Bot ของ Youtube จะไม่สามารถเข้าใจได้ ว่า VDO ของคุณเกี่ยวข้องกัยอะไร

วิธีเพิ่มรายละเอียดของชื่อไฟล์และคำอธิบาย ทำได้โดย

-คลิกขวาที่ไฟล์วิดีโอ เลือก “Properties”

-ใส่ชื่อไฟล์วิดีโอที่คุณต้องการในส่วนของ File Name และ Title ให้มี Primary Keyword และ Secondary Keyword ร่วมอยู่ด้วย

-ใส่หัวข้อรอง ในส่วนของ Subtitle ให้มี Secondary Keyword อื่น ๆ (ที่ไม่ซ้ำกับ File Name และ Title) ร่วมอยู่ด้วย

-ใส่ Rating ให้เป็น 5 ดาว

-ใส่ Keyword อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวิดีโอ ในส่วนของ Tags

-ใส่คำอธิบายในส่วนของ Comments ว่าวิดีโอมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

-บันทึก (Save)

หลังจากทำการอัปโหลด รวมถึงก่อนการเผยแพร่ ต้องแน่ใจว่า ชื่อ VDO (Title) บน Youtube กับชื่อไฟล์ VDO (File Name) เป็นชื่อเดียวกัน

.

  1. คำอธิบาย VDO 

หนึ่งในเคล็ดลับการทำ Youtube SEO คือการเชื่อมโยง VDO ไปยังหน้า Landing page บนเว็บไซต์ของคุณ หรือ Social Network ต่างๆ โดยการแนบลิงก์ในคำอธิบาย VDO เช่น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่…, สั่งซื้อได้ที่.. เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคำอธิบายในวิธีอื่นๆ เช่น

– คำอธิบายต้องยูนีค ไม่ซ้ำใคร จริงๆแล้วถ้า VDO มีคำอธิบายซ้ำ จะมีการปรับโทษ

– คำอธิบายควรมีอย่างน้อย 200 คำ

– ใช้ Secondary Keyword หรือคำค้นหาที่มีความสำคัญรองจากคำหลัก

– ควรใช้ Keyword แต่ละคำเพียงครั้งเดียวในคำอธิบาย 

  1. การเพิ่ม Subtitle

การใส่ Subtitle เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำ ให้ Youtube เข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องในคลิปมากขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ SEO VDO ให้ดีมากยิ่งขึ้น

.

  1. เพิ่ม Timestamps ในแต่ละ VDO

ในปัจจุบัน Google มี Key Moment บนหน้าผลการค้นหา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกชม VDO เฉพาะส่วน หรือช่วงที่ต้องการรับชมได้ การสร้าง Timestamp จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณมีโอกาสติดอันดับการค้นหาของ Google Search และติด Youtube SEO  นั่นเอง

การเพิ่ม Time Stamps สามารถทำได้ 3 ส่วนด้วยกัน

– บนตัวเล่น VDO: แบ่งช่วงของ VDO โดยเมื่อนำเมาส์ไปสัมผัส จะปรากฎเป็นชื่อของช่วงนั้นๆ

– ในคำอธิบาย VDO: ระบุช่วงเวลาของแต่ละช่วงลงในส่วนของคำอธิบาย

– ใน Comment: แสดงความคิดเห็นระบุช่วงพร้อมชื่อ และปักไว้เป็น Top Comment 

.

  1. สร้าง Youtube Playlist บนช่อง

การทำเพลย์ลิสต์เป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อทำการอัปโหลด VDO เสร็จแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยจัดหมวดหมู่ VDO ให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการรับชมมากขึ้น โดยทำการเพิ่ม Keyword ที่เกี่ยวข้องไว้ในชื่อของแต่ละ Palylist ด้วย จะทำให้การทำ SEO ได้ผลยิ่งขึ้น

.

  1. ทำภาพตัวอย่างของ VDO 

การทำภาพ VDO Thumbnail หรือภาพตัวอย่าง สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ ซึ่งในภาพ นอกจากจะเป็นรูปที่เกี่ยวข้อง ยังสามารถใส่ข้อความบ่งบอกว่า VDO ของคุณเกี่ยวกับอะไรได้อีกด้วย 

สามารถทำได้โดย การเพิ่มภาพตัวอย่างที่กำหนดเอง โดยคลิก”Custom thumbnail” ทำการอัปโหลด

4 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการสร้างภาพตัวอย่างวิดีโอ

-ขนาดรูปภาพ 1280 x 720 px

-ขนาดไฟล์ภาพต้องน้อยกว่า 2MB

-ใช้สีสดใส หรือผสมผสานระหว่างสีสันสดใสสองสี วิธีนี้จะช่วยให้ภาพตัวอย่างวิดีโอของคุณโดดเด่น

-ชนิดไฟล์ภาพต้องเป็น .JPG, .BMP, .GIF, .PNG

.

  1. ปรับแต่ง Youtube Channel

ในหน้าโปรไฟล์ของคุณ สามารถใส่ข้อมูลเพื่อให้ Bot ของ Youtube ทราบเนื้อหา การปรับแต่ง Channel Profile สามารถเพิ่มอันดับของ SEO VDO ในผลการค้นหา หรือเพิ่มประสิทธิภาพของ Youtube SEO นั่นเอง

โดยต้องคำนึงถึง 4 ส่วนในการปรับแต่ง ดังนี้

– ภาพพื้นหลังและรูปโปรไฟล์

– ภาพปกของ Channel

– คำอธิบายเกี่ยวกับช่องของคุณ เพื่อให้ Bot ของเครื่องมือค้นหาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ VDO ของคุณมากขึ้น และอย่าลืมเพิ่ม Keyword รองในส่วนต้นๆของประโยค ที่ไม่ซ้ำกันประมาณ 2-3 ตำแหน่ง

– เพิ่มลิงก์ไปยังเว็บไซต์หรือหน้า Social Media ช่องทางอื่นๆ

– สมัครรับข้อมูลหรือ Subscribe *ทำการ Subscribe ช่องอื่นที่มีความใกล้เคียงกัน Bot ของ Google และ Youtube จะเข้าใจ VDO มากขึ้น

.

  1. แชร์ VDO ไปยัง Social Media

หากเป็นเมื่อก่อน การทำ SEO จะขึ้นอยู่กับช่องทางบนเว็บไซต์ แต่ปัจจุบัน Google รวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทุก Social Media มาเป็นส่วนในการตัดสินใจจัดลำดับ และทำให้การทำ SEO VDO ดีขึ้นอีกด้วย เช่น

– การเชื่อมช่อง Youtube เข้ากับบัญชี Facebook / Twitter แบบอัตโนมัติ กล่าวคือ เมื่อมีการอัปโหลด VDO จะถูกส่งไปยังช่องทางเหล่านนี้อัตโนมัติ

– โพสต์ไปยังช่องทาง Social media ส่วนตัว

– ซื้อบริการแชร์วิดีโอไปยังบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยม

.

  1. สร้าง Blacklink ไปยัง Youtube และ Embed VDO

สามารถสร้าง Youtube SEO ได้โดยการ

– นำลิงก์ VDO ไปเผยแพร่ในบล็อก, Pinterest, Tumblr, และลายเซ็นต์ของอีเมลได้ รวมถึงเพิ่ม VDO ในเว็บส่วนตัว (หากมี) โดยอาจจะทำ 3-4 ลิงก์/สัปดาห์

– จำนวน Embed ของ VDO ก็จะถูกนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน

– แชร์ลิงก์ไปยัง Social Media ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ

– การส่งวิดีโอไปยัง OnlyWire (onlywire.com) : เป็นตัวช่วยในการส่งวิดีโอไปยัง Social Bookmark ได้ทีละหลาย ๆ เว็บภายในครั้งเดียว

– ส่งไปยังเว็บไดเรกทอรีและเว็บโปรไฟล์ธุรกิจต่าง ๆ

-Guest Post: เขียนบทความในบล็อกหรือเว็บไซต์พันธมิตรของคุณ แนบลิงก์หรือ Embed วิดีโอไว้ในเนื้อหานั้น ๆ

– โพสต์ไปยังเว็บกระทู้ต่าง ๆ

.

การทำ SEO VDO ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ติด Youtube SEO ได้ แต่ทั้งนี้ แต่ละคน อาจจะมีวิธีการหรือเทคนิคในการทำที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ลองนำวิธีที่ MarketingGuru นำมาแชร์ไปปรับใช้กันดูนะคะ

หรือใครที่ยังมองว่าการทำ Youtube SEO อาจจะยุ่งยากไป ลองทักมาปรึกษา MarketingGuru ได้นะค้า ยินดีให้บริการสุดๆไปเลย 😍

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

… ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาด้าน Digital Marketingได้ ฟรี! …

#DigitalMarketing #การตลาดออนไลน์ #MarketingGuru

tiktok

TikTok’s Marketing Plan for Year 2021 in Thailand

TikTok, a social short video sharing application from Chinese technology titans ByteDance has already been in Thailand for a full year. The application has made waves in Thailand with an astonishing 1 in 7 people having downloaded the application. TikTok in Thailand is also ranked in the top 3 of countries with the highest growths in South East Asia. This growth was an exponential one with the number of users growing over 100% in the past year. The success and growth of TikTok in Thailand can be attributed to the market readiness of Thailand’s market, with a higher than regional average mobile internet usage.

Year 2020 will mark TikTok’s 2nd year in Thailand. On the 24th of February, the Thai management team has released and announced their company’s vision for expanding TikTok’s business in Thailand. This news is especially important to marketers looking to expand their businesses in Thailand. TikTok’s exponential growth could potentially propel them as the most popular social media platform of choice in Thailand

Building an Ecosystem for TikTok to Achieve Sustainable Growth

TikTok Thailand’s head of Marketing, Mr Pakorn Wattanachaloemwutikon has set his sights on helping create a strong ecosystem for TikTok in order for the company to sustain its strong growth. To accomplish this, he has set out three strategies:

TikTok’s Head of Marketing, Pakorn Wattanachaloemwutikon

1. Content Diversification

TikTok intends to reach out and target the needs of users of all age groups rather than to focus on specifically the age group that they are popular with. They plan to create a wider variety of content while maintaining its short video content style. The focus here is on having a wide variety of content and interests so that more people will be engaged by the platform. This implies that TikTok will very likely become a platform that marketers can use to target not just the youths, but also people of other age groups.

” TikTok will very likely become a platform that marketers can use to target not just the youths, but also people of other age groups. “

2. Monetization

TikTok are also looking at developing models for revenue generation through various formats of advertising on their platform. This is a step worth looking out for as a digital marketer especially when you’re looking to penetrate the Thailand market as this opens up opportunities for you to advertise on this platform. The ultimate goal for TikTok’s part would be to create a new dimension and platform for digital marketing in Thailand.

3. Brand Building

This strategy refers to creating and developing TikTok as a secure platform that gains consumer confidence through the creation of Digital Wellbeing. Digital Wellbeing allows parents for young children to set controls and permissions as to what kinds of content they are allowed to consumer as well as how long they are permitted to use it. These brand safety implementations can only help TikTok be seen by the public as a family-oriented and socially responsible corporation. Making it more reasons for you to advertise on this platform.

Thailand’s TikTok Usage

Thailand consumers are known to spend large amounts of time on the internet. TikTok’s statistics has shown that Thailand TikTok users average about 35 minutes a day using TikTok. The figure is higher than the global average . In addition to this, TikTok has also revealed that Thai people average 4 uses of TikTok a day with 2 peak times. The peak times are before bed and during lunch hours.

Similar Growth in Gen Y and Gen Z

Ms. Laksamichong , Content Development and Campaign Manager

Content development and campaign manager for TikTok, Ms. Laksamichong has shared interesting insights about the demographic of TikTok users in Thailandd. Currently, the bulk of TikTok users are of similar age groups. The 2 age groups of Gen Z (people aged 17-22 years) and Gen Y (people aged 22-38 years), have roughly similar numbers in terms of users and are the ones who use TikTok the most. From this we can see alignment with the earlier mentioned strategy of targeting more than just one age group through content variety. What is interesting is that the majority of users in Thailand are women, totaling for 75% of its users and 25% are men.

Georgraphy-wise, Thailand’s TikTok users mostly live in Bangkok. Other major cities that have a good volume of TikTok users include: Pattaya, Chiang Mai, Khon Kaen and Nakhon Ratchasima.

Popular Content Types

80% of users in TikTok are also classified as students, young adults and pupils, which also mean that they are considered “future spending users”. This makes them a very attractive group to target when it comes to trying to build your company’s branding on the TikTok app platform. The type of content that appeals to them are therefore content that must look stylish and modern. According to TikTok, the 5 most popular content genres are:

  1. Talent – Where people showcase what they can do with the app or any form of talent to wow and amaze people
  2. Comedy – Short videos meant to make people laugh, much like what Vine used to be
  3. Food, Drink and Travel – These are videos that show people going to exotic places or eating and cooking videos
  4. Basic Dance – Dances that are relatively easy to learn and follow
  5. Beauty and Fashion – Content relevant to fashion trends, fashion styles or even reviews.

With these content types in mind, marketers are more able to make decisions with regard to the type of content that they want to introduce to help advertise and expose their product. TikTok has also announced its intent to support existing campaigns such as “Keep Fit” and “TikTok Tutor”, both educational and informative programs aimed at bettering the lives of its users.

TikTok’s Plans on Focusing to Monetize the App

In 2020, Mr. Thanaphon Apasitthanan, Director of Revenue Development declared that TikTok’s plan for generating revenue this year will be based on increasing advertising sales.

Right now on TikTok’s platform, there are 5 different types of advertising space namely:

  • Brand Takeover

A short video that users will see immediately when they open TikTok’s app

  •  TopView

An advertising video that lasts 60 seconds longer than a normal one

  • In-Feed Ads

Ads that will be displayed and played to users as they scroll through their video feed

  • Hashtag Challenge

A unique way to engage and advertise to viewers by creating challenges to incentivize and engage viewers into creating viral videos for your campaign

  • Branded Effect

This one is interesting. TikTok uses AI technology to detect user’s behavior and patterns when using the app, to create various effects along the users’ journey. The main point of this is to make it such that the advertising will seem subtle and seamless, making it non disruptive for the users.

MG-Blog-Digital-Mar-2021

จับเทรนด์ Digital marketing 2021 การตลาดควรปรับตัวอย่างไร ?

จับเทรนด์ Digital marketing 2021 การตลาดควรปรับตัวอย่างไร ?

โลกของ Digital Marketing นั้นหมุนไวและเปลี่ยนไปในทุก ๆ วัน ปุปปัปก็มีเทรนด์ใหม่มาให้อัพเดทตลอด โดยเฉพาะในช่วงปี 2020 ที่ผ่าน การพบเจอกับวิกฤต Covid-19 สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายให้กับการดำเนินชีวิตของพวกเรา ในโลกของ Digital Marketing หรือการตลาดทั่วไปก็เช่นกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคหลายกลุ่มได้เปลี่ยนไปแล้ว

ช่วงปลายปีแบบนี้เชื่อว่าหลาย ๆ บริษัทคงกำลังวางแผนและเตรียมการสำหรับปีหน้ากัน MarketingGuru จึงนำเอา Trend Digital Marketing ในปี 2021 มาฝากทุกคนกัน เพราะนอกจากการอัพเดทข่าวสารเสมอแล้ว การได้รับข่าวสารก่อนล่วงหน้าก็ช่วยให้เราทำงานได้สะดวก และวางแผนการดำเนินงานสำหรับปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย มาดูกันเลยดีกว่าว่าปีหน้าเทรนด์หรือเครื่องมือไหนน่าจับตามองกันบ้าง

  1. Search Engine Optimization (SEO)

กลยุทธ์สำคัญที่ว่าใคร ๆ ก็อยากให้เว็บไซต์ของเราขึ้นหน้า 1 google โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึงมากขึ้นในปีหน้ามี 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน
– User Experience (UX) การออกแบบหน้าเว็บให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ความง่ายในการเข้าถึงข้อมูล ความสะดวกในการใช้งาน รูปแบบหน้าเว็บที่สวยงามดึงดูด และที่สำคัญต้อง Mobile Friendly ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงเว็บไซต์ด้วยโทรศัพท์หรือแท็ปเล็ต ดังนั้นต้องคำนึงถึงการออกแบบที่ดีทั้งกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์
– Content การสร้างสรรค์งานเขียนที่ตรงใจทั้งผู้ฟังและ Google ลองคำนึงถึงผู้ที่ค้นหาคำ Keyword ต่าง ๆ ที่คุณเลือกว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังต้องการอะไรอยู่ Content ของคุณควรตอบคำถามเหล่านั้นให้เขาได้ โดย Content ส่วนใหญ่ที่ผู้บริโภคนิยมมักเป็น Content ที่ให้ข้อมูล บอกประโยชน์ บอกความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ FAQ บทสัมภาษณ์บุคคลที่น่าเชื่อถือ แต่สิ่งสำคัญหลักคือ เนื้อหาต้องอ่านง่าย เข้าใจง่าย

2. Pay-Per-Click Advertising
การโฆษณาที่เห็นผลรวดเร็วทันใจแต่ถ้าจับทางผิดเลือก Keyword ผิดผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ดีเท่าที่ควรโดยมีแนะนำง่าย ๆ 5 ข้อ
– แชร์รีวิวจากผู้ใช้งาน เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า
– โพสต์ Content ตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
– เสริมด้วยภาพ วิดีโอ ให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าและบริการของเรามากขึ้น
– สร้าง Content ยังไงให้ตรงใจคนอ่าน
– อย่าลืมคำนึงถึง PPC Data privacy

  1. Conversion Rate Optimization (CRO)
    ยิ่ง Conversion สูงยิ่งเพิ่มยอดขาย การสั่งซื้อ การสมัครสมาชิกเหล่านี้ย่อมเป็นยอด Conversion ทั้งนั้นโดยในการจะเพิ่มยอดได้นั้นมีปัจจัย 3 อย่างที่เราควรคำนึงถึง
    – Mobile Optimization อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างบนหน้าเว็บของคุณต้องคำนึงถึงการใช้งานของมือถือด้วย
    – Personalization ต้องสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้า การตลาดแบบรู้ใจทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษลองนึกถึง Netflix สตรีมมิ่งที่เอาใจคนดูด้วยการคัดเลือกหนังเฉพาะในแบบของคุณ ทำนองนั้นเลยเมื่อลูกค้ารู้สึกพิเศษมันจึงยากที่จะเปลี่ยนใจไปจากสินค้าและบริการของเรา
  2. Social Media Marketing
    จะบอกว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ไม่ใช่ทีเดียวเพราะ Social Media นั้นค่อนข้างได้รับความสนใจมากในวงการ Digital Marketing โดยเฉพาะหลังช่วง Covid-19 ที่ผ่านมายิ่งทำให้ทั้ง Gen X, Z รวมถึง Baby Boomer หันมาซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น ข้อนี้จึงอยากเป็นการแนะนำข้อควรระวังที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลเสียธุรกิจของเรา

การ Boycott ที่ถ้าใครตามกระแสจะรู้ว่าปีที่แล้วมีทั้ง ภาพยนตร์ ดารานักแสดงหลายคนที่โดน Boycott จากการใช้คำพูดหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากในการโพสต์ข้อความ โฆษณาต่าง ๆ ระวังการใช้คำ Hate speech หรือเลี่ยงการใช้คำสุ่มเสี่ยงประเด็นอ่อนไหว

  1. Video Marketing
    ถ้าถามถึงพระเอกของยุคนี้ Video นี่แหละสุดยอด Content ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคสูง ไวรัลง่ายและที่สำคัญผู้คนเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ YouTupe ช่องทางการค้นหาวิดีโอที่คนนิยมเป็นอันดับ 2 ของโลกและในช่วงปีที่ผ่านมาวิดีโอใน YouTupe มียอด engagement เพิ่มขึ้นถึง 30 % โดยตามปกติวิดีโอที่จะติด SEO ได้นั้นต้องประกอบด้วย 3 อย่างดังนี้
    – Thumbnail
    – Transcription
    – Description
    ยุคทองของวิดีโอนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ช่องทาง YouTupe เท่านั้น น้องใหม่อย่าง TikTok ก็เป็นที่นิยมมากจากยอดผลสำคัญที่บอกว่ามีผู้ใช้งานถึง 37% ที่สามารถสร้างรายได้จาก TikTok ได้ ดังนั้นก็อย่าลืมเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแล้วลุย!

6. E-mail Marketing
พบว่าในปี 2020 การทำ E-mail Marketing นั้นเพิ่มยอดขายได้มากถึง 59% และยังสามารถเพิ่ม Lead Generation ได้ถึง 49% นี่จึงเป็นอีก 1 กลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้ามด้วย 3 วิธีง่าย ๆ คุณได้ใจลูกค้าจากการส่ง E- Mail
– ส่งคำขอบคุณให้กับลูกค้าหรืออาจจะมอบส่วนลดพิเศษให้กับคุณลูกค้าพิเศษ
– ส่ง Content ที่ลูกค้าของเราสนใจไปให้ ตามวิธี Personalization
– ส่ง E-mail แจ้งเตือน Promo Code หรือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างความประทับใจ

เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับแนวทาง Digital Marketing ในปีหน้ามีหลายช่องทาง หลายวิธีให้เลือกใช้กันทีเดียว อย่างไรก็อย่าลืมวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าและทำการตลาดให้ตอบโจทย์กันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : STEPS Academy, TCDC

ชวนมาอัปเดตไลน์ฟีเจอร์ ในปี 2020 นี้ ว่าอะไรใหม่บ้าง

ถ้าคุณเริ่มต้นใช้ LINE มาตั้งแต่ยุคที่พึ่งเปิดตัวแล้วละก็ จะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากเดิมมากพอสมควร เพราะในทุก ๆ ปี LINE จะมีการอัปเดตไลน์และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา ลองนึกภาพย้อนไปเพียงแค่ปีที่แล้ว (2019) กับการที่ LINE ได้เปิดตัวฟีเจอร์หลายตัวที่ทั้งน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น LINE Story ฟีเจอร์ที่สามารถโพสต์ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ โดยสิ่งที่โพสต์ไปนั้นจะหายไปใน 24 ชั่วโมง, LINE Open Chat ห้องสนทนาแบบกลุ่มที่รองรับการสนทนาคนจำนวนมาก เป็นกลุ่มที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน และ LINE Shopping แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่รวบรวมมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ชั้นนำมาไว้ในที่เดียว


และในปีนี้ 2020 ความต้องการที่อยากพัฒนาแอปพลิเคชันของ LINE ก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด มีแต่จะทวีความมากขึ้นในทุกวัน เพราะในปีนี้ LINE ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมาให้เราใช้อย่างมากมายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยทีเดียว และต้องบอกเลยว่าเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานในปัจจุบันอย่างมาก นอกจากนี้ยังรองรับกับกระแส New Normal หรือ วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

สำหรับฟีเจอร์ใหม่ในปี 2020 ที่เราจะนำมาพูดกันวันนี้ ได้แก่ โควิด-19 อินโฟ ฮับ, LINE Keep Memo, LINE MEETING และ Profile Deco รายละเอียดจะเป็นอย่างไรเราไปทำความรู้จักกันเลย…

โควิด-19 อินโฟ ฮับ


เริ่มอัปเดตไลน์ฟีเจอร์เเรกช่วงต้นปี 2020 ก็เริ่มด้วยวิกฤติโรคระบาดที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคม LINE ประเทศไทย เพิ่มแท็บเมนู “โควิด-19 อินโฟ ฮับ” บนหน้าแรกของ LINE ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์รวมข่าวสารความเคลื่อนไหว และข่าวสารอัปเดตที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยในช่วงวิกฤติได้อย่างทันท่วงที
โดยมีบริการให้ข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุม ตั้งแต่ สถิติการระบาด COVID-19, แบบประเมินสุขภาพ, อัปเดตสถานการณ์, โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง, เช็คพื้นที่เสี่ยง และ LINE Tips เพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร เตรียมตัวรับมือ และป้องกันตัวเอง

LINE Keep Memo


ถัดมาที่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม LINE ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ สำหรับผู้ที่ชอบทักแชทไปหาคนอื่นเพื่อฝากไฟล์หรือข้อมูลต่าง ๆ นั่นคือ “LINE Keep Memo” ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามาถส่งข้อความหาตัวเองได้ หรือจะฝากไฟล์งาน ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือลิงก์ต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้ดู หรือนำออกมาใช้ในภายหลัง โดยจะมีเพียงเจ้าของห้องแชทเท่านั้นที่สามารถดูข้อมูลได้ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ LINE Keep Memo สามารถเก็บข้อมูลได้เพียง 1 GB เท่านั้น


สำหรับข้อดีของการฝากไฟล์นั้นจะเป็นการช่วยเตือนความจำให้กับเราได้ และบางครั้งหากเราไม่สะดวกที่จะเปิดไฟล์ใน Smart Phone เราก็สามารถฝากไฟล์ไว้ที่ห้องแชท เพื่อที่จะนำไฟล์นั้น ๆ ไปเปิดบนคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

LINE MEETING และ Profile Deco


ล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา LINE ได้อัปเดตไลน์ฟีเจอร์ใหม่ออกมาพร้อมกัน 2 อย่างคือ LINE MEETING และ Profile Deco สำหรับ LINE MEETING เป็นฟีเจอร์การประชุม ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงาน Work from Home โดยผู้ใช้สามารถประชุมร่วมกันผ่านไลน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแอดเพื่อน สร้างห้องสนทนา หรือเชิญเข้ากลุ่มแต่อย่างใด เพียงแค่กดเข้าลิงก์ URL ก็สามารถเข้าร่วมประชุม Call บน LINE ได้เลย


นอกจากนี้ ตอนกำลังประชุมยังสามารถย่อหน้าจอลงเพื่อมาตอบแชทในห้องแชทสำหรับการประชุมนั้น ขณะที่ห้องประชุมห้องนึง สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งบน Smart Phone และคอมพิวเตอร์ ได้มากสุด 500 คน และยังมีฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Watch Together ที่สามารถแชร์หน้าจอ หรือดูวิดีโอร่วมกันได้ระหว่างการประชุม

Profile Deco เอาใจคนรักการออกแบบ ด้วยฟีเจอร์ตกแต่งหน้าโปรไฟล์ คุณสามารถสร้างสรรค์พื้นที่โปรไฟล์ของคุณได้อย่างเต็มที่และเป็นตัวของตัวเอง ด้วยเครื่องมือและไอเทมตกแต่งจาก LINE หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธีมสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน สติกเกอร์ลายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่อง ข้อความ และวิดเจ็ทต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้ ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อตกแต่งหน้าโปรไฟล์เสร็จ ก็สามารถอวดโฉมให้เพื่อนรู้ผ่านสตอรี่บนไทม์ไลน์ได้อีกด้วย ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม LINE ถึงมีการคิดค้นและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ เพราะจากสถิติชี้ว่า LINE เป็นแพลตฟอร์มแชท ที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 45 ล้านบัญชี จากจำนวนประชากรในประเทศไทยกว่า 69 ล้านคน โดยเฉลี่ยในแต่ละวันคนไทยใช้เวลาไปกับ LINE ราว 63 นาที

ฉะนั้นการที่ LINE จะอัปเดต หรือมีการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์อะไรใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก แต่นับเป็นเรื่องดี ที่ทาง LINE มีการอัปเดตไลน์ฟีเจอร์ พัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอ เพื่อให้แอปพลิเคชันเกิดประโยชน์และรองรับกับความต้องการของผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากฟังก์ชันเสริมที่ LINE ได้คิดค้นมาจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว ยังช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถขายของได้ง่ายขึ้น ดูเป็นมืออาชีพ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าได้อีกด้วย จากนี้ต่อไป เราคงต้องมาลุ้นกันว่า LINE จะคิดค้นฟีเจอร์อะไรใหม่ ๆ เพื่อมารองรับกับยุคกระแส New Normal ให้เราได้ทดลองใช้กันบ้าง และแน่นอนว่า MarketingGuru ไม่พลาดที่จำนำข่าวสารมาแชร์ให้กับทุกคนอย่างแน่นอน


สำหรับใครที่สนใจทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทาง LINE สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจาก MarketingGuru ได้ฟรี คลิก m.me/marketingguru.io หรือโทร 02-381-9045