Share on:
Facebook
LinkedIn
X
Line

สรุปความต่าง Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI  ตัวไหนตอบโจทย์มากที่สุด?

เป็นเหมือนกันไหมคะ วันนึงต้องเขียนโพสต์ 3 แพลตฟอร์ม ตอบแชทลูกค้าไม่หยุด แถมยังต้องคิดแคมเปญใหม่ทุกสัปดาห์ พอเริ่มใช้ AI ก็รู้สึกว่าช่วยได้ แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี เพราะสุดท้ายยังต้องคอยสั่ง คอยแก้ และคอยคิดเองแทบทุกอย่าง…  

แต่ แต่ แต่ ถ้าเรามี AI ที่ไม่ต้องรอสั่งทีละคำ ช่วยคิด วางแผน และลงมือทำให้ครบ รวมถึงปรับแผนให้เองได้ถ้างานไม่เวิร์กล่ะ?

นั่นแหละคือ Agentic AI ผู้ช่วยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นเรื่องง่าย และสะดวกขึ้น แต่คำถามคือ Agentic AI  มันต่างจาก Gen AI หรือ AI Agent ที่เราใช้อยู่ยังไง? ตัวไหนจะตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากที่สุด? มาร์เก็ตติ้งกูรูมีคำตอบค่ะ 

 

1. Generative AI (Gen AI) “สายสร้างสรรค์”

Generative AI หรือ Gen AI คือ AI ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ตามคำสั่ง เช่น เขียนบทความ สร้างภาพ แต่งเพลง สรุปรายงาน หรือแม้แต่เขียนโค้ด จุดสำคัญคือ Generative AI ทำงานแบบ “ถาม-ตอบ ครั้งต่อครั้ง” เมื่อคุณพิมพ์คำสั่ง มันจะสร้างผลลัพธ์แค่นั้น จบในรอบเดียว ไม่ได้คิดต่อหรือวางแผนโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้งาน Gen AI ในงานการตลาด

  • เขียน Caption สำหรับโพสต์ Instagram ทั้งสัปดาห์
  • สร้างภาพสินค้าสำหรับโฆษณา Facebook Ads ด้วย AI
  • สรุปรีพอร์ตยอดขายรายเดือนให้เป็นสไลด์นำเสนอ
  • แปลและปรับโทนคอนเทนต์สำหรับหลายตลาดพร้อมกัน
EX: GPT-4o, Claude Sonnet, Gemini 1.5 Pro, DALL·E 3, Midjourney, Stable Diffusion

2. AI Agent “สายลงมือทำ”

AI Agent คือก้าวถัดไปจาก Generative AI ตรงที่มันไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถลงมือทำงานแทนคุณได้จริง โดยเชื่อมต่อกับระบบและเครื่องมือภายนอกแบบเป็นขั้นตอน

ให้คุณลองนึกภาพว่า แทนที่จะถาม AI ว่าควรจองตั๋วไฟล์ทไหนดี? แล้วไปจองเอง แต่ AI Agent สามารถเปิดเว็บ เช็คราคา แล้วจองตั๋วให้คุณได้เลย ผ่าน API และเครื่องมือที่เชื่อมต่อไว้ ง่าย และสะดวกสุดๆ 

ตัวอย่างการใช้งาน AI Agent ในธุรกิจ

  • บอทตอบแชทลูกค้าที่ดึงข้อมูลสินค้าจากระบบ CRM แบบ real-time
  • ระบบจองนัดหมายอัตโนมัติที่ sync กับ Google Calendar
  • Assistant ที่ส่ง Email Follow-up ให้ลูกค้าหลังซื้อสินค้า
  • ดึงข้อมูลจาก Dashboard วิเคราะห์ และส่งรายงานให้ทีมทุกเช้า

EX: Claude Sonnet 4, GPT-4o, Gemini 1.5 Pro, Llama 3.1 (70B+)

3. Agentic AI “สายวางแผนและตัดสินใจ”

สิ่งนี้คือขั้นสุดของวงการ AI! เพราะ Agentic AI คือวิวัฒนาการขั้นสูงสุดในตอนนี้ มันไม่ได้แค่ทำตามสั่ง หรือเชื่อมต่อกับเครื่องมือ แต่ Agentic AI คิดเองได้ว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง วางแผนเส้นทาง และปรับแผนเองเมื่อเจอปัญหา “คิด วิเคราะห์ และวางแผน”

พูดง่ายๆ คือ คุณบอกแค่เป้าหมาย Agentic AI จะหาทางไปถึงเป้าหมายนั้นให้คุณเอง ถ้าแผน A ล้มเหลว มันจะสร้างแผน B ทันทีโดยไม่ต้องรอคุณสั่งซ้ำ

ตัวอย่าง Agentic AI ในงานการตลาดและธุรกิจ

  • วิจัยตลาดแบบอัตโนมัติ: ดึงข้อมูลคู่แข่ง วิเคราะห์เทรนด์ แล้วสรุปแผนกลยุทธ์ให้
  • รันแคมเปญโฆษณา: ทดสอบ A/B ปรับ Budget วิเคราะห์ผล แล้วออปทิไมซ์ต่อเนื่องเอง
  • วางแผนการผลิตคอนเทนต์ทั้งเดือน ตั้งแต่หัวข้อ ไปจนถึงเผยแพร่จริง
  • วิเคราะห์ Lead แล้วตัดสินใจเองว่าควร Follow-up ด้วยวิธีไหน เมื่อไหร่

EX: Claude Opus / Sonnet (Extended Thinking), GPT-4.5, Gemini 1.5 Ultra, Claude Code

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้

สรุปความต่าง Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI ตัวไหนตอบโจทย์มากที่สุด?

แล้วควรใช้ AI แบบไหนให้เหมาะกับงาน?

สำหรับนักการตลาดและทีม Content

เริ่มจาก Generative AI เพื่อเร่งความเร็วในการสร้างคอนเทนต์ เช่น Caption, บทความ, ภาพโฆษณา จากนั้นอัปเกรดเป็น AI Agent เพื่อให้ระบบส่งโพสต์ตามเวลา ตอบแชทอัตโนมัติ และดึงรายงานผลแคมเปญ  สำหรับทีมที่ต้องการ Scale  “Agentic AI” จะช่วยวางแผนคอนเทนต์ทั้งเดือน วิเคราะห์คู่แข่ง และปรับกลยุทธ์ได้เองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ SME และเจ้าของกิจการ

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ใช้ Gen AI ช่วยเขียนข้อเสนอ ร่างสัญญา หรือคิดไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ดีมาก เมื่อธุรกิจโตขึ้น AI Agent จะช่วยจัดการระบบหลังบ้าน เช่น การรับออเดอร์ การตอบ FAQ ลูกค้า และการแจ้งเตือนสต็อก ส่วน Agentic AI เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์

FAQ คำถามที่พบบ่อย

AI Agent ทำงานตามสคริปต์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าลูกค้าถามราคา ให้ดึงข้อมูลจาก database  ส่วน Agentic AI คิดได้อิสระกว่า เช่น เพื่อให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% ฉันต้องทำ A, B, C และปรับแผนได้เองเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

ChatGPT เริ่มมีฟีเจอร์ Agent บางอย่าง เช่น การท่องเว็บหรือรันโค้ด แต่ยังไม่ใช่ Agentic AI เต็มรูปแบบ เพราะยังต้องการคำสั่งจากผู้ใช้ในแต่ละขั้นตอน และไม่ได้วางแผนระยะยาวหรือปรับแผนด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์

ได้ แต่แนะนำให้เริ่มต้นจาก Generative AI และ AI Agent ก่อน เพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI Agentic AI เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีข้อมูลและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนพอจะให้ AI เรียนรู้ และวางแผนต่อยอดได้

ปัจจุบัน Generative AI ยังเป็นที่นิยมสูงสุดในวงการ ai in marketing สำหรับสร้างคอนเทนต์ แต่ AI Agent กำลังเติบโตเร็วในด้านการ Personalization และ Automation ส่วน Agentic AI กำลังเข้ามาในกลุ่ม Enterprise Marketing ที่ต้องการระบบซับซ้อน

ในการทำ การตลาดออนไลน์ หรือการบริหารธุรกิจ การมีแค่ AI ที่ช่วยเขียนบทความ อาจไม่พออีกต่อไป หากคุณต้องการระบบที่ช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง วางกลยุทธ์ และปรับเปลี่ยนแผนงานได้แบบ Real-time ตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป Agentic AI ก็ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณทำงานได้ง่าย และสะดวกขึ้นค่ะ 

ติดตามเทรนด์ AI และเทคนิค Digital Marketing อัปเดตใหม่ก่อนใคร ได้ที่: