ธุรกิจขายของออนไลน์ จะใช้ขนส่งเจ้าไหนดีนั้น ควรพิจารณาจากค่าส่งพัสดุ น้ำหนักที่กำหนด จำนวนวันจัดส่ง เพื่อช่วยบริหารต้นทุนให้คุ้มที่สุด

ขายของออนไลน์ ปี 2025 ใช้ขนส่งเจ้าไหนดี แล้วมีค่าส่งพัสดุเท่าไหร่ 

ธุรกิจขายของออนไลน์ จะใช้ขนส่งเจ้าไหนดีนั้น ควรพิจารณาจากค่าส่งพัสดุ น้ำหนักที่กำหนด จำนวนวันจัดส่ง เพื่อช่วยบริหารต้นทุนให้คุ้มที่สุด

ขายของออนไลน์ ปี 2025 ใช้ขนส่งเจ้าไหนดี แล้วมีค่าส่งพัสดุเท่าไหร่

ปี 2025 นี้ ถ้าอยากทำธุรกิจขายของออนไลน์ให้รอด การเลือกพาร์ทเนอร์ด้านขนส่งให้ดีคือเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ส่งของถึงมือลูกค้า แต่ยังหมายถึงต้นทุน และกำไรของธุรกิจทั้งหมด ดังนั้นลองใช้เวลาศึกษาข้อมูลสำคัญ ๆ อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นค่าพัสดุ ระยะเวลา หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ในบทความนี้ จะขอนำเสนอข้อมูลบริการขนส่งปี 2025 เพื่อช่วยธุรกิจขายของออนไลน์ตอบคำถาม ว่าควรจะเลือกใช้ขนส่งเจ้าไหนดี โดยมีข้อมูลดังต่อไปนี้

เลือกใช้บริการขนส่งเจ้าไหนดี ให้ธุรกิจขายของออนไลน์คุ้มที่สุด

ขายของออนไลน์ ใช้ขนส่งเจ้าไหนดี แล้วมีค่าส่งพัสดุเท่าไหร่

ตารางเปรียบเทียบค่าส่งพัสดุ น้ำหนักที่กำหนด และระยะเวลาจัดส่งของบริการขนส่งพัสดุในไทย

จากตารางข้างต้น แสดงการเปรียบเทียบข้อมูล 8 บริการขนส่ง โดยมีค่าส่งพัสดุ น้ำหนักที่กำหนด ระยะเวลาการขนส่ง รวมถึงพื้นที่ครอบคลุมการจัดส่ง ซึ่งหากเป็นค่าส่งพัสดุ ไปรษณีย์ไทย จะราคาถูกที่สุด แต่ทั้งนี้นั้น ทุกเจ้าจะมีการกำหนดน้ำหนักที่แตกต่างกัน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ค่ะ 

7 บริการขนส่ง เจาะค่าส่งพัสดุ ไขข้อสงสัย เลือกใช้ขนส่งเจ้าไหนดี

1. ไปรณีย์ไทย 

ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุ ภายใต้รัฐวิสาหกิจ ครอบคลุมการขนส่งทั่วไทย เลือกได้ทั้งแบบลงทะเบียน EMS รวมถึง eCo-Post ทำให้ค่าส่งพัสดุมีอัตราเริ่มต้นต่ำกว่าเจ้าอื่น ใช้เวลาขนส่ง 1-5 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทการจัดส่ง และระยะของปลายทาง โดยทั้งนี้ สามารถคำนวณค่าส่งพัสดุเบื้องต้นได้ที่หน้าเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย รวมถึงไปรณีย์ไทย ยังมีการรับประกันสินค้า และชดเชยค่าเสียหายให้ผู้ใช้บริการอีกด้วย 

ด้วยการเป็นบริการขนส่งที่อยู่คู่คนไทยมานาน ประกอบกับการมีหลากหลายตัวเลือกการจัดส่ง และการรับประกันต่างๆ ทำให้ไปรษณีย์ไทย ได้รับความไว้ใจจากคนไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

2. Kerry Express 

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นบริการขนส่งเอกชนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยการมีจุดบริการครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถพบได้ในหลากหลายที่ ทั้งสำนักงาน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟฟ้า และพร้อมรับประกันการขนส่งในระยเวลารวดเร็ว 1-2 วัน

ค่าส่งพัสดุของเคอรี่ เริ่มต้น 30 บาท ซึ่งเป็นเรตราคาทั่วไป ทั้งนี้ ยังมีบริการเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม และมาเลซียด้วยเช่นกัน 

 3. Flash Express

หนึ่งในธุรกิจขนส่งพัสดุที่ได้รับความนิยม ที่เปิดธุรกิจมาไม่นาน ก็ได้รับขนานนามว่าเป็น บริการโลจิสติกจัดส่งพัสดุชั้นนำของไทย ด้วยการให้บริการแบบครบวงจร ที่มาพร้อมกับราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่าหลายเจ้า พร้อมรับประกันการขนส่งไวทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ Flash Express ยังเป็นผู้ให้บริการขนส่งพัสดุเจ้าแรก ที่เข้ารับพัสดุฟรีถึงที่ตั้งแต่ชิ้นแรก และเปิดบริการทุกวัน แบบไม่มีวันหยุด รวมถึงกำหนดน้ำหนักในปริมาณ 50 กก. ซึ่งถือว่าเยอะกว่าหลายเจ้าด้วยเช่นกัน 

 4. DHL 

บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์สัญชาติเยอรมัน ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ขนส่งพัสดุชิ้นเล็ก อย่างจดหมาย ไปจนถึงชิ้นใหญ่อย่างตู้คอนเทนเนอร์ 

ค่าจัดส่งพัสดุของ DHL เริ่มต้นในราคาเพียงแค่ 26 บาท จัดส่งรวดเร็วทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ และสามารถขนส่งข้ามประเทศได้มากกว่า 220 ประเทศ มาพร้อมกับบริกาชำระเงินปลายทาง และการคืนเงินค่าสินค้าที่รวดเร็ว

5. SCG Express

บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ที่จัดส่งสินค้าถึงบ้าน โดยปัจจุบัน เปิดให้บริการในไทย ที่เป็รบริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ที่มีค่าจัดส่งเริ่มต้น 25 บาท จัดส่งตรงเวลา รับประกันความเสียหายของพัสดุอีกด้วย

SCG Express ให้บริการขนส่งทั่วไทย หากจัดส่งในจังหวัดเดียวกัน จะได้รับของในวันถัดไป แต่หากเป็นการจัดส่งข้ามจังหวัด จะได้รับภายใน 2-4 วันทำการ

6. J&T Express 

ธุรกิจให้บริการขนส่งที่เน้นแบบ E-Commerce เปิดให้บริกการทุกจังหวัดในไทยแบบไม่มีวันหยุด โดยมีค่าส่งพัสดุเริ่มต้น 24 บาท และกำหนดน้ำหนักไม่เกิน 50 กก. 

ทั้งนี้ หากในระหว่างการจัดส่ง มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น และส่งผลต่อการจัดส่ง J&T จะรับผิดชอบ โดยการแจ้งและชดเชยค่าเสียหายให้ผู้จัดส่งโดยเร็วที่สุด 

7. Best Express

บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่จากประเทศจีน ที่เปิดครอบคลุมพื้นที่ในไทยทั้ง 77 จังหวัด โดยมีการดำเนินธุรกิจ 2 รูปแบบ คือ Best Express ที่ให้บริการรับส่งพัสดุด่วย และ Best Supply Chain ที่ให้บริการคลังสินค้า 

และทั้งนี้ Best Expres ยังรองรับการขนส่งพัสดุถึง 100 กก. ในค่าส่งพัสดุเริ่มต้น 28 บาทด้วยเช่นกัน 

นอกจากเลือกขนส่งเจ้าไหนดีแล้ว การประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ ควรมีการตลาดที่ดี ซึ่งหากจะให้ตรงกับประเภทของธุรกิจแล้ว แนะนำให้เป็นการตลาดออนไลน์ โดยมีหลักการเบื้องต้นดังต่อไปนี้

3 หลักการตลาดออนไลน์เบื้องต้น สำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ 

1. รู้กลุ่มเป้าหมาย เลือก Target ที่ใช่

ทุกรูปแบบการตลาดออนไลน์ สิ่งสำคัญคือกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ทั้งนี้ ธุรกิจต้องทราบและเข้าใจก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายคือใคร เพื่อนำไปสู่การศึกษาพฤติกรรม การเลือกช่องทาง Social Media และจัดทำ Content Maeketing ในลำดับต่อไป 

2. เลือก Social Media ที่เหมาะสม

ปัจจุบัน Social Media Platform มีให้เลือกใช้จำนวนมาก แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ธุรกิจทุกรูปแบบ จะเหมาะสมกับทุกแพลตฟอร์ม ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ตัวตน และความต้องการในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นด้วย เช่น หากกลุ่มเป้าหมายอยู่ในช่วง 18-35 ปี ธุรกิจอาจจะใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน หากธุรกิจมีกลุ่มเป้าหมายในช่วง 45-60 ปี อาจจะเลือกเป็น Facebook หรือ Official Website ที่เข้าถึงกลุ่มคนดังกล่าว เป็นต้น

3. สร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึง คำนึงถึง Branding 

Content Marketing มีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้ง Social Post, Short VDO, Long VDO หรือในรูปแบบของ Influencer Review ทั้งนี้ ทุกธุรกิจสามารถทำคอนเทนต์ได้ทุกรูปแบบ ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย, แพลตฟอร์มที่เลือก รวมถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำด้วยเช่นกัน 

การตลาดออนไลน์ที่ดี ช่วยธุรกิจขายของออนไลน์อย่างไรบ้าง ? 

1. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมาก

การตลาดออนไลน์ ถือว่าเป็นโลกแห่งการขายแบบไร้พรมแดน ไม่จำกัดจำนวนของผู้ที่มองเห็นหรือเข้าถึง นั่นทำให้การทำ Content Marketing สามารถกระจายการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง นำมาสู่การมีส่วนร่วม และการสร้างรายได้ในอนาคต

2. Branding ที่ดี และมีจุดยืนที่ชัดเจน

การเลือกสื่อต่างๆ ทั้งรูปภาพ ข้อความ วิดีโอ ช่วยส่งภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เพิ่มการจดจำ และมีการพูดถึงในทุกกระแสสังคม

3. ทำการตลาดออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ส่วนใหญ่จะเป็นการโพสต์ใน Social Media Platform นั่นทำให้ธุรกิจสามารถทำได้ทุกเวลา เพิ่มการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวก ง่าย และใช้ต้นทุนต่ำ 

4. ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการตลาดออฟไลน์

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ว่าการทำการตลาดออนไลน์ จะผ่านการโพสต์ลงใน Social Media Platform ทั้งนี้ หากธุรกิจทราบถึงคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (ไม่ต้องยิงโฆษณา) แต่ทั้งนี้ หากต้องใช้การยิงโฆษณา ก็ยังคงใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าอยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่า ธุรกิจต้องการแบบไหน

5. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมาย

แพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นเหมือนช่องทางการสื่อสาร และโต้ตอบระหว่างธุรกิจกับลูกค้า ทั้งผ่านการโพสต์และคอมเมนต์ การให้คำแนะนำหลังการขาย รวมถึงการสื่อสารผ่านแชตด้วยเช่นกัน 

 ธุรกิจขายของออนไลน์ จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งนี้ ค่าขนส่งพัสดุ เป็นต้นทุนสำคัญ ที่ธุรกิจสามารถปรับลดได้ เพียงแค่มั่นใจที่จะตอบคำถาม ‘เลือกใช้ขนส่งเจ้าไหนดี’ รวมถึงการทำการตลาดออนไลน์ ที่เป็นเหมือนการประชาสัมพันธ์ พร้อมสื่อสารแบรนด์ไปในตัว หากธุรกิจขายของออนไลน์ เข้าใจ และปรับใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และนำมาซึ่งรายได้จากการขายของออนไลน์ได้ไมยากอย่างแน่นอน 

 

 

MarketingGuru ให้บริการการตลาดออนไลน์อย่างครบวงจร ครอบคลุมทุก Social Media Marketing ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถทำการตลาดได้อย่างเหมาะสม ตอบโจทย์ธุรกิจทุกกลุ่ม ทุกอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยนำแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จักได้มากยิ่งขึ้น

🧡 ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 🧡

👉🏻 Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

ก่อนลงมือทำการตลาด tiktok เหล่าธุรกิจ รวมถึง Digital Agency จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า ลง tiktok เวลาไหนคนดูเยอะ เพื่อนำข้อมูลในส่วนนี้ไปวิเคราะห์ในการทำ Tiktok Marketing ในลำดับต่อไป

รู้ก่อนทำการตลาด TikTok ลง TikTok เวลาไหนคนดูเยอะ อัปเดต 2025

ก่อนลงมือทำการตลาด tiktok เหล่าธุรกิจ รวมถึง Digital Agency จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า ลง tiktok เวลาไหนคนดูเยอะ เพื่อนำข้อมูลในส่วนนี้ไปวิเคราะห์ในการทำ Tiktok Marketing ในลำดับต่อไป

รู้ก่อนทำการตลาด TikTok ลง TikTok เวลาไหนคนดูเยอะ อัปเดต 2025


ทำการตลาด TikTok ให้ปัง ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป! แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ครองใจคนทั่วโลกอย่าง TikTok ได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญสำหรับแบรนด์และนักการตลาดที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง แต่การสร้างคอนเทนต์ที่ดีอย่างเดียวอาจไม่พอ การรู้ “เวลา” ที่เหมาะสมในการโพสต์ก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้วิดีโอของคุณกลายเป็นไวรัลได้ในชั่วข้ามคืน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าควร ลง TikTok เวลาไหนดี ในปี 2025 พร้อมกลยุทธ์เด็ดที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้องรู้

ในยุคที่การแข่งขันสูง การเข้าใจพฤติกรรมของผู้ชมคือหัวใจของการทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ การเลือกเวลาโพสต์ที่ถูกต้องจะช่วยให้คอนเทนต์ของคุณปรากฏบนหน้า For You Page (FYP) ของกลุ่มเป้าหมายในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังใช้งานแอปฯ มากที่สุด เพิ่มโอกาสในการมองเห็น การมีส่วนร่วม และนำไปสู่การสร้างยอดขายในที่สุด

สถิติผู้ใช้งาน TikTok ในไทย We Are Social และ Meltwater

  • ในปี 2025 มีผู้ใช้ TikTok กว่า 1,590 ล้านบัญชี โดยมีโฆษณาบนแพลตฟอร์ม TikTok สามารถเข้าถึงประชากรราว 19.4% สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชายได้ 30.8% และเข้าถึงกลุ่มผู้หญิงได้ 24.3%
  • TikTok สามารถเข้าถึงประชากรคนไทยที่ 57.8% สูงกว่าทั่วโลกที่เข้าถึงเพียง 27.9% และพบว่าคนไทยใช้เวลากับ TikTok ผ่านแอปฯ บนมือถืออยู่ที่ 37.40 ชั่วโมง สูงกว่าระยะเวลาที่ทั่วโลกใช้ 34.56 ชั่วโมง
  • เวลาใช้งานเฉลี่ยใน TikTok คนไทยใช้เวลาผ่านแอปฯ บนมือถืออยู่ที่ 37.40 ชั่วโมง สูงกว่าระยะเวลาที่ทั่วโลกใช้ 34.56 ชั่วโมง
  • จำนวนผู้ใช้งาน TikTok ที่รับชมวิดีโอที่มีความยาวมากกว่า 1 นาที เพิ่มขึ้น 41%
  • ในช่วง 18.00 – 22.00 น. มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด
tiktok-ads

ข้อมูลจาก SocialPilot แสดงว่าเวลาที่คนเล่น TikTok หนาแน่นจะอยู่ในช่วง: 12:00–13:00, 18:00–20:00 และ 21:00–23:00 โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงค่ำจะเป็นเวลาที่มีการรับชมสูงที่สุดตามเขตเวลาแต่ละประเทศ ทั้งนี้อย่าลืมปรับให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ชมในไทยด้วยครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SocialPilot เพื่อวิเคราะห์เวลาที่คนดูในไทยตรงกับพฤติกรรมของแบรนด์ 

โดยข้อมูลอัปเดตปัจจุบัน (ปี 2025) จาก Socialpilot เว็บไซต์ของนักตลาดทั่วโลก ได้สรุปข้อมูลลง TikTok เวลาไหนคนดูเยอะ ได้ดังนี้ 

  • ช่วงวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) จะมีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่าวันหยุด
  • ข้อมูลเชิงลึกของวันที่ดีที่สุดในการลงคลิป TikTok คือวันอังคาร และพฤหัสบดี
  • การลงคลิป TikTok แนะนำให้ลงในช่วงเวลาก่อนและหลังเลิกงาน

จากที่กล่าวไปข้างต้น สำหรับคำถามที่ว่า ลง TikTok เวลาไหนคนดูเยอะสุด อาจจะไม่สามารถระบุคำตอบได้แบบแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และในขณะเดียวกัน แต่ละแหล่งที่มา ก็อาจจะให้คำตอบที่แตกต่างกันอีกด้วย

และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักการตลาด รวมถึง Digital Agency ในบทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการลง TikTok เวลาไหนคนดูเยอะ ที่แบ่งตามวัน จาก Social Pilot เพื่อให้สามารถนำไปวิเคราะห์การลงคอนเทนต์ และ TikTok Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงเวลาลงคลิป TikTok ที่ดีที่สุด แบ่งตามวัน

  • วันจันทร์ : ช่วงเช้า ช่วงพักเบรกระหว่างวัน และช่วงเวลาก่อนเข้านอน ได้แก่ 7.00 น. | 11.00 น.  | 22.00 น.
  • วันอังคาร : ช่วงหลังเที่ยงคืน และช่วงเช้าก่อนทำงาน หรือหลังเลิกเรียน ได้แก่ 02.30 น.  |  04.00 น.  | 19.00 น.
  • วันพุธ : ช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือก่อนทำงาน และช่วงดึกก่อนเข้านอน ได้แก่ 8.00 น.  |  8.00 น.  |  23.00 น. 
  • วันพฤหัสบดี : ก่อนเริ่มงานในช่วงสาย พักเที่ยง และเลิกงาน ได้แก่ 9.00 น.  |  12.00 น.  |  19.00 น.
  • วันศุกร์ : เวลาใกล้เช้า และช่วงบ่าย ซึ่งเป็นช่วงพักสายตาจากงาน ได้แก่ 05.00 น.  |  13.00 น. | 15.00 น. 
  • วันเสาร์ : วันหยุดที่ผู้คนมักตื่นสาย และเวลาว่างจากกิจกรรมในช่วงค่ำ ได้แก่ 11.00 น. |  19.00 น.  |  20.00 น.
  • วันอาทิตย์ : ช่วงเวลาก่อนออกจากบ้านในวันพักผ่อน และช่วงบ่ายที่เกือบเย็น ได้แก่ 8.00 น.  |  16.00 น
Best-Time-to-Post-on-TikTok

ข้อมูลเหล่านี้ เป็นสถิติที่ Socialpilot รวบรวมจากคอนเทนต์ส่วนใหญ่ จาก อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือช่วงเวลาคลาดเคลื่อนได้ แต่ทั้งนี้ ก็ยังคงเป็นประโยชน์แก่ธุรกิจ นักการตลาด รวมถึง Digital Agency ที่ต้องการนำไปวิเคราะห์ และจัดทำการตลาด TikTok ในลำดับต่อไป

เคล็ดไม่ลับ!: อย่าลืมเข้าไปดูข้อมูลเชิงลึกใน TikTok Analytics ของคุณเอง (ไปที่ Profile > Creator tools > Analytics) เพื่อดูว่าผู้ติดตามของคุณออนไลน์มากที่สุดในช่วงเวลาใด ซึ่งจะทำให้การทำ Tiktok Marketing  แม่นยำยิ่งขึ้น

MarketingGuru เป็น Digital Agency ที่ให้บริการการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม รวมถึง TikTok Marketing ที่จะช่วยให้การทำการตลาด TikTok เป็นเรื่องง่าย ทั้งในส่วนของการทำ Content Marketing, Production & Video และ Influencers & KOL เราก็พร้อมช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และเป็นคู่คิดการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจของคุณอย่างเต็มกำลัง

หมดปัญหาเรื่องยอดวิว – ให้เอเจนซี่มืออาชีพช่วยคุณดีกว่า

หากคุณไม่มีเวลา หรือยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้น ทำการตลาด TikTok ยังไงให้ได้ผล แนะนำให้ใช้บริการของเรา:

Marketing Guru – เอเจนซี่การตลาดออนไลน์ครบวงจร ที่จะช่วยให้คุณ:

  • วางแผนกลยุทธ์ออนไลน์อย่างแม่นยำ

  • ผลิตคอนเทนต์ วิดีโอ กราฟิกแบบมืออาชีพ

  • ลงโฆษณา Google, Facebook, Instagram, TikTok

  • สร้างเว็บไซต์เน้นปิดการขาย

🚀 เริ่มต้นง่ายๆ เพียงคลิกที่นี่ >> https://www.marketingguru.io/

👉🏻 โทร 02-381-9045

👉🏻 Line คลิก > https://page.line.me/marketingguru

หรือแอด Line : @marketingguru

👉🏻 E-mail: [email protected]

line oa picture size

ขนาดรูป line หมดทุกไซส์ ถูกใจ Online marketing อัพเดตปี 2025

line oa picture size

Line เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นิยมใช้ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการทำ Online marketing ด้วย หรือที่เรียกว่า Line ads ซึ่งแน่นอนว่า หากต้องการใช้ช่องทางนี้ในการทำการตลาดออนไลน์ เราจำเป็นต้องรู้ถึงขนาดรูป line เพื่อที่จะได้นำมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์หรือ Line ads ให้เหมาะสมนั่นเอง อย่าลืมว่าการทำกราฟิก หรือรูปภาพประกอบคอนเทนต์นั้น เป็นสื่อที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสร้าง Visual ของแบรนด์ได้ดีกว่าการใช้แค่ข้อความธรรมดา 

วันนี้เรามีขนาดรูปในไลน์ครบทุกไซส์ที่แสดงในรูปแบบของโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบบที่ต้องถูกใจสาย Online marketing มาฝากกันค่ะ เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์สร้างเป็นคอนเทนต์เก๋ๆ หรือ Line ads ปังๆกันนนน ไปค่ะ ลุยกันเลยยยยย

1. ขนาดรูป Line: ภาพโปรไฟล์ และรูป Cover

  • ภาพโปรไฟล์: ภาพที่แสดงแทนตัวของผู้ใช้, แบรนด์ หรือธุรกิจ ซึ่งเป็นภาพแรกที่ทุกคนจะเห็น ขนาดที่เหมาะสมคือ 168×168 px หรือเป็นภาพแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยเป็นขนาดที่ชัดที่สุด ที่จะแสดงผลออกมาได้ 
  • ภาพปกไลน์: ขนาดภาพที่เหมาะสมคือ ภาพแนวตั้ง 720×1280 px แต่เมื่อลองใช้งานแล้ว จะพบว่าขนาดดังกล่าว บริเวณด้านล่าง จะถูกบังด้วยเมนู

ดังนั้น ควรใช้บริเวณ safe zone ของภาพ ในสัดส่วนของ 720×978 px (บริเวณกลางภาพ) ซึ่งสาระสำคัญหรือสิ่งที่ต้องการให้เห็นอย่างชัดเจน ควรอยู่ในบริเวณ Safe zone นี้ด้วย

2. ขนาดรูป Line: ในแชตสนทนา

จริงอยู่ที่ในแชต สามารถอัปโหลดได้ทุกขนาด และ Line เองก็แสดงผลให้ได้ครบทุกขนาดได้ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ หรือใช้เพื่อการขายแล้วนั้น ก็ควรเป็นอัตราส่วนที่อ่านง่าย และพอดีกับหน้าจอภาพโทรศัพท์ ซึ่งในที่นี้ ขอแนะนำขนาดรูปในไลน์ 3 ขนาด ที่ทำให้ภาพน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

  • ขนาด 1200×1600 px (แนวตั้ง 3:4) – เหมาะกับการจัดวางองค์ประกอบที่ไล่เรียงจากส่วนบนลงมาส่วนล่าง หรือวางภาพสินค้าด้านบน แล้วมีคำโปรยเด่นๆอยู่ด้านล่าง และต้องการใส่ภาพที่เน้นขนาดใหญ่ การใช้สัดส่วน 3:4 ถือเป็นขนาดที่เหมาะสม
  • ขนาด 1200×1200 px (สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1:1) – เหมาะกับการทำภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Facebook, Twitter หรือ Instagram ทำครั้งเดียว สามารถใช้ได้หลากหลายช่องทาง และรวมถึงช่องทางของ Line ด้วยเช่นกัน
  • ขนาด 1200×900 px (แนวนอน 4:3) – หากเป็นภาพถ่ายแบบทั่วไป การทำแนวนอนเป็นสัดส่วน 4:3 ซึ่งต่อให้ดูเล็กกว่า 2 ขนาดด้านบน แต่ยังให้ความชัดเจนอยู่ในการทำภาพแนวนอน

*หากใครต้องการส่งภาพเป็นแบบ Album ก็สามารถทำได้ โดยการส่งภาพพร้อมกันหลายๆภาพ แต่การแสดงผลอาจจะต่างกันเล็กน้อย คือ

  • หากจำนวนภาพใน Album เป็นเลขคู่ ภาพทั้งหมดจะถูกปรับให้แสดงเป็นสัดส่วนสี่เหลี่ยมจัตุรัส
  • หากจำนวนภาพใน Album เป็นเลขคี่ ภาพสุดท้ายจะถูกปรับให้เป็นขนาด 16:9 ส่วนภาพที่เหลือจะเป็นขนาดจัตุรัสเท่าเดิม

3. ขนาดรูป Line: ในหน้า Timeline

หลายๆคนมองข้ามการใช้ฟีเจอร์นี้ แต่จริงๆเราสามารถใช้โปรโมตแบรนด์หรือสินค้าได้ เพราะหากเราทำการโพสต์ลงหน้า Timeline เป็นประจำ จะทำให้โปรไฟล์ดูเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีขนาดดังต่อไปนี้

  • ขนาด 1200×1200 px (สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1:1) – เป็นการใช้ขนาดที่สามารถทำให้เห็นภาพที่มีนาดเต็ม รายละเอียดชัดเจน และหลายๆแบรนด์มักใส่ปุ่ม CTA บริเวณด้านล่าง เพื่อให้คนที่สนใจกดเข้าไปซื้อสินค้าได้
  • ขนาด 1200×1540 px (แนวตั้ง 7:9) – เป็นขนาดที่กว้างที่สุด จึงเหมาะกับคอนเทนต์ที่มีองค์ประกอบเยอะ และดึงดูดสายตาได้มากที่สุด
  • ขนาด 1200×600 px (แนวนอน 2:1) – เป็นขนาดรูปในไลน์ที่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่หากต้องการทำภาพแนวนอนบน Timeline สัดส่วนนี้ถือว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด

4. ขนาดรูป Line: สำหรับ Line ads platform (LAP)

Line Ads Platform คืออะไร ?

เป็นรูปแบบหนึ่งในการซื้อโฆษณาเพื่อให้คอนเทนต์ของเราไปปรากฎในพื้นที่ต่างๆบน LINE แต่สามารถใช้ได้กับ LINE Offial Account เท่านั้น

เราสามารถลง Line Ads ผ่าน LAP ได้อย่างไร

หากคุณมี LINE Official Account แล้ว และต้องการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้คน ก็สามารถใช้บริการ LINE Ads Platform (LAP) ในรูปแบบโพสต์ที่ได้รับการสนับสนุน (Sponsored Post) ซึ่งจะเป็นโฆษณาที่ปรากกบน LINE Timeline และ LINE Today

ขนาดรูปสำหรับ Line Ads มีอะไรบ้าง

  • ขนาด 1080×1080 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – ขนาดที่สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่ง LAP สามารถเพิ่ม CTA ที่ลูกค้าจะสามารถกดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการได้ทันที รวมถึงปุ่มเพิ่มเพื่อน, ปุ่มที่ลิงก์ไปยังหน้า Landig page ก็สามารถทำได้เช่นกัน
  • ขนาด 1200×628 px (Horizontal 1.9:1) – เหมาะสำหรับใช้เป็นภาพ Pop up ที่จะแสดงสุ่มขึ้นมาใน Line Today

5. ขนาดวิดีโอบน Line Ads Platform

  • ขนาด 1080×1080 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – เป็นขนาดวิดิโอทั่วไป สามารถใช้ได้กับหลากหลายแพลตฟอร์ม
  • ขนาด 1280×720 px (แนวนอน 16:9) – เป็นขนาดที่ใช้กับคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอเหมือนกันกับ Youtube ซึ่งสามารถใช้กับ Line Ads ได้เช่นกัน

6. ขนาดรูป Line: Rich Content

Rich Content คือ ลูกเล่นเพิ่มเติมของ LINE Official Account เป็นรูปภาพที่ดึงดูดให้เกิดการคลิกมากขึ้น โดยการออกแบบให้เป็นปุ่ม CTA ไปในตัว ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มยอด Conversion Rate ให้กับธุรกิจด้วยฟังก์ชันการใช้งาน 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Rich Message: เพิ่มความน่าสนใจให้กับข้อความใน Chat ด้วยการส่งข้อความพร้อมรูปภาพที่เป็น CTA ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการ
  • Rich VDO: เปลี่ยนการนำเสนอด้วยรูปแบบวิดีโอแบบเต็มหน้าจอแชต เมื่อทำการบรอดแคสต์
  • Rich Menu: เพิ่มความสวยงามให้กับหน้าจอแชต ลดเวลาในการถาม-ตอบ รวมถึงส่งเสริมการโปรโมตของแบรนด์ด้วยการใช้ฟีเจอร์นี้

ขนาดรูปภาพ Line ใน Rich Content ต่างๆ

  • Rich Message ขนาด 1040×1040 px (สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1:1) – Rich Message ในรูปแบบของรูปภาพ ที่สามารถส่งในแชตให้กับลูกค้าโดยตรง อีกทั้งยังแทรกลิงก์ลงไปในภาพได้อีกด้วย แต่ต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 10 mb และรองรับเฉพาะ JPG และ PNG โดยจะมีเทมเพลตให้ใช้งานได้มากถึง 8 รูปแบบ ดังนี้

เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ : https://lineforbusiness.com/richmessagemaker/

  • Rich VDO ขนาด 1920×1080 px (แนวนอน 16:9) – เป็นขนาดวิดีโอแบบเต็มหน้าจอของสมาร์ทโฟน ตามตัวอย่างดังนี้

 



เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ : https://lineforbusiness.com/richmessagemaker/

  • Rich Menu ปุ่มเมนูด้านล่างของแชต ใช้งานได้หลากหลาย ตามที่ผู้ใช้กำหนด ซึ่งจะมีวิธีการสร้างได้หลากหลาย หากอยู่ในรูปแบบที่ไม่ต้องเขียนโค้ด จะแบ่งขนาดออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
    • Line Rich Menu (Large) ใส่ได้สูงสุด 6 ภาพ

    • Line Rich Menu (Small) ใส่ได้สูงสุด 3 ภาพ

เข้าไปสร้าง Template ได้ที่ :https://lineforbusiness.com/richmenumaker/

ขอบคุณที่มา: www.contentshifu.com

การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของ LINE มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งแต่ละรูปแบบนั้นก็จะมีขนาดภาพที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ จะเลือกใช้คอนเทนต์แบบไหน จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการในการสื่อสารเช่นกัน

หรืออยากใครต้องการ Digital marketing agency ไว้เป็นที่ปรึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ สามารถทักมาหา MarketingGuru ได้เลยน้า

ติดต่อ MarketingGuru

Inbox Facebook: m.me/marketingguru.io

โทร 02-381-9045

E-mail: [email protected]

ChatGPT

ChatGPTกับทิศทางคอนเทนต์ 2025

ChatGPT

ChatGPT เครื่องมือสร้างคอนเทนต์โดยระบบ AI  ที่มีผู้ลองเข้าใช้งานมากถึง 100 ล้านกว่าคนภายใน 2 เดือนหลังจากเปิดตัว สร้างความฮือฮาให้กับวงการนักเขียนคอนเทนต์ เมื่อบริษัทต่างๆนำเจ้าเครื่องมือนี้เข้ามามีส่วนช่วยในการผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ในฐานะอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้าน digital marketing Margettingguru จึงนำบทความวิเคราะห์แนวทางคอนเทนต์ต่างๆ ในปี 2025 มาฝากกัน

Content Marketing กับ Chatgpt

คอนเทนต์มาเก็ตติ้ง คือ การที่แบรนด์สื่อข้อความไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยให้คอนเทนต์เป็นสื่อกลางตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น เพิ่มยอดขาย จำนวนผู้ติดตาม หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ลูกเค้าได้รับรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการมากขึ้น นอกจากนี้คอนเทนต์ยังมีความแตกต่างตามแต่ละช่องทางในการโพสต์

การนำโปรแกรม AI อย่าง Chatgpt หรือที่ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer  ที่ใช้โมเดลภาษาที่มนุษย์ในการประมวลผลผ่านทางบทสนทนา เพื่อผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ จะช่วยให้ Content marketing ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทิศทางการเขียนคอนเทนต์ในปี 2025

  1. วิวัฒนาการใหม่ของคอนเทนต์

Chatgpt ได้เข้ามาตอบโจทย์ในการเขียนอีเมล บทความ เรซูเม่ สูตรอาหารหรือสคริปต์ต่างๆ ผ่านการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งมอบคำแนะนำ และเนื้อหา ที่ปรับมาจากความต้องการของลูกค้า โดยสามารถกำหนดได้ว่าต้องการเขียนเพื่อกลุ่มไหน ระดับภาษา เช่น Business langauge หรือ Academic ไปใช้ในงานทางธุรกิจมากขึ้น จากแต่เดิมที่ Content marketing จะเน้นผลิตเนื้อหาเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่องทางโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว  

2. AI Chatbot โปรแกรมแช็ตสนทนาสุดแจ๋ว

ผู้ใช้งานสามารถขอข้อมูลที่ insightful ผ่านแช็ตสนทนาใน Chatgpt ในหัวข้อต่างๆ ให้ผลิตเนื้อหาตรงตามที่ต้องการได้ ทั้งนี้ ผู้เขียนควรจะอ่าน และปรับโทนของเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ กระชับ เพื่อเข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เครื่องมือสอบถามคีย์เวิร์ด เช็คไวยากรณ์ผ่านทางบทสนทนาได้อีกด้วย

3. กังวลจน Overoptimized

บางครั้งการใช้ คีย์เวิร์ดมากจนเกินไป (keyword density) ทำให้เนื้อหาเข้าใจยาก อ่านแล้วไม่สมูท Google ต้องออกกฎบังคับใหม่ เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์พิจารณาให้การคิดคอนเทนต์มากขึ้น เพราะกูเกิ้ลมองว่า เนื้อหาควรจะสร้างเพื่อให้ประโยชน์ ความรู้แก้ผู้ใช้งานมากกว่าเครื่องมืออย่าง search engine ดังนั้น นักการตลาดและทีมควรที่จะปรึกษา หาข้อมูลก่อนลงมือเขียน โดยพิจารณาจากคีย์เวิร์ด จุดประสงค์ในการอ่าน หรือเปรียบเทียบเนื้อหาจากแหล่งอื่นที่มีหัวข้อใกล้เคียงกัน

4. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)

แต่ละแบรนด์ย่อมอยากสร้างความโดดเด่น ความเป็นเอกลักษณ์ต่างจากแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากคอนเทนต์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสื่อจุดประสงค์ไปให้ถึงผู้รับสาร การสร้างคอนเทนต์ที่แตกต่าง จึงอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูลเฉพาะ รูปแบบการนำเสนอ ทั้งนี้ เรา content framework ให้ชัดเจน

5. รูปแบบภาพและสื่อวิดีโอ

ในปี 2025 นี้ต้องยอมรับว่า แพลตฟอร์มอย่าง Tiktok หรือ Instagram Reels ได้เปลี่ยนวิถีการเสพสื่อของผู้คนทั่วโลก Short video นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ ง่ายต่อการโปรโมตและแชร์ไปยังแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างไรก็ตามรูปแบบ Short video อาจจะไม่ได้เหมาะกับสินค้าหรือบริการทุกชนิดเสมอไป อีกทั้งแบรนด์หรือบริการที่เน้นการขายบนเว็บไซต์เป็นหลัก กลยุทธ์ Content marketing อาจเหมาะกับเนื้อหา long-form อย่างการเขียนบล็อกมากกว่า

6. ทำความเข้าใจกับเครื่องมือ

ต่อให้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีส่วนช่วยมากแค่ไหน ก็ต้องทำความเข้าใจขอบเขตที่สามารถสั่งการได้  เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและคำตอบที่ต้องการ แล้วจึงนำมาปรับอีกครั้งก่อนพับลิชเนื้อหา ยิ่งถ้ากรณีเขียนบนเว็บไซต์ ก็สามารถใช้เครื่องมืออื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อเช็คว่าเมื่ออยู่บน SERPs แล้วเนื้อหาหน้าตาเป็นอย่างไร 

7. ห้ามหลุดโฟกัส

โฟกัสที่ดีจะช่วยกำหนดทิศทางในการเขียน เรียงลำดับเนื้อหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อ่านแล้วเข้าใจ ผู้อ่านได้ประโยชน์ หรือรับสารตามที่ต้องการจะสื่อ  ดังนั้น จุดโฟกัสเป็นสิ่งที่ช่วยให้คอนเทนต์ออกมาดีมีคุณภาพ ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 

8. ความสม่ำเสมอ และคุณค่า (value)

ความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงในการทำ Content marketing สำหรับเจ้าของแบรนด์ ที่ต้องการให้แบรนด์บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่าลืมว่า คุณภาพ ควรมาก่อน ปริมาณเสมอ เนื้อหาควรมีคุณค่าให้กับผู้อ่าน โดยสามารถคำนึงถึง

  • หัวข้อ เนื้อหาที่ตรงการนำเสนอ 
  • โทน เสียง มู้ด เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย
  • รูปแบบที่ใช้นำเสนอ เช่น บล็อก หรือวิดีโอ
  • กำหนดวัด performance เช่น traffic, bounce rates, engagements, conversions เป็นต้น

9. Intelligent Automation

หลายคนอาจสงสัยเทคโนโลยี IA (Intelligent Automation) อย่าง chatbots gpt ที่เข้าใจภาษามนุษย์จะช่วยอะไรได้บ้าง เจ้าเทคโนโลยีประหยัดเวลาและแม่นยำนี้จะตรวจสอบแก้ไขจุดผิดพลาด ทั้งเนื้อหา text ธรรมดาทั่วไป คณิตศาสตร์ หรือภาษาโค้ด

10. มนุษย์ vs เครื่องมือ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจพบว่า Chatgpt มีข้อดีมากมายเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม เครื่องมือก็ไม่สามารถทดแทนทักษะ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ในการสรรร์สร้างคอนเทนต์ของมนุษย์ได้ทั้งหมด เพียงแต่มาช่วยเสริมประสิทธิภาพและปรับปรุงภาพรวมของงานเท่านั้น

ท้ายนี้ ทาง Marketingguru ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านหลายๆ ท่านเข้าใจแนวทางการเขียนโดยประยุกต์ใช้ ChatGPT เป็นตัวช่วยในยุคที่มีการแข่งขันสูง หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ Content marketing หรืองานบริการบทความดีๆ ด้วยเครื่องมือ SEO นึกถึง Marketingguru นะคะ 🙂

ขอบคุณที่มา: SEO Journal

ติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! 

Facebook: MarketingGuru – Digital Marketing Agency
Tel: 02-381-9045
Line: @marketingguru